xs
xsm
sm
md
lg

ประธานเฟดสู้กับทรัมป์

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: อ.สุดาทิพย์ จารุจินดา อินทร


เจอโรม พาวเวลล์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด)
ศุกร์ที่ 9 ม.ค. นับเป็นวันประวัติศาสตร์ของสหรัฐฯ (หรืออาจจะเป็นของทั้งโลก) ที่ผู้ว่าธนาคารกลาง (Fed) ถูกหมายเรียก (Subpoena) จากคณะลูกขุนใหญ่ (Grand Jury) ของสหรัฐฯ เพื่อเข้ารับการสอบสวนอย่างเป็นทางการในความผิดทางอาญาว่าด้วย 2 กรณีคือ การให้การเท็จต่อรัฐสภา เมื่อเดือนมิถุนายนปีที่แล้ว-2025-เรื่องรายละเอียดการซ่อมแซมอาคารสำนักงานใหญ่ของ Fed ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. และอีกข้อหาคือ การใช้เงินเกินงบประมาณในการซ่อมแซมอาคารดังกล่าว ซึ่งอาจมีการฉ้อราษฎร์บังหลวงเกิดขึ้น

เป็นศุกร์วันเดียวกันกับที่ปธน.ทรัมป์ได้เชิญ (แกมบังคับ) ให้เหล่าผู้บริหารสูงสุดของบริษัทน้ำมันยักษ์ของสหรัฐฯ มาร่วมประชุม (หรือมาฟังการหว่านล้อมแกมบังคับ) กับทรัมป์ ในการต้องไปลงทุนฟื้นฟูอุตสาหกรรมน้ำมันของเวเนซุเอลาขณะนี้...ซึ่งบริษัทน้ำมันกลับออกเป็นแถลงการณ์หลังพบทรัมป์ว่า การลงทุนในเวเนซุเอลาจะต้องให้แน่ใจเสียก่อนว่าจะมีความปลอดภัยต่อพนักงานของเขา ในยามที่เหตุการณ์ทางการเมืองในเวเนซุเอลายังฝุ่นตลบ และเหล่าบริษัทน้ำมันยังต้องคำนึงถึงผลตอบแทนการลงทุน ในยามหน้าสิ่วหน้าขวานเช่น บริษัทน้ำมันที่ทะเล่อทะล่าเข้าไปตอนนี้ อาจโดนฝ่ายที่ต่อต้านอเมริกาจุดไฟเผาอาคารหรือท่อน้ำมันของบริษัทอเมริกันก็ไม่ใช่ว่าจะไม่สามารถเกิดขึ้นได้ (ถ้าไม่มี Troops on the Ground โดยสหรัฐฯ ต้องส่งทหารไปคุ้มครองบริษัทน้ำมันอเมริกัน...ซึ่งทรัมป์พยายามหลีกเลี่ยง ไม่ส่งทหารไปเสี่ยงเช่นกัน)


และเป็นวันศุกร์เดียวกันที่จักรพรรดิทรัมป์ได้เขียนใน Truth Social ซึ่งเป็นการแสดง Directive หรือคำสั่งชี้แนะว่า ดอกเบี้ยของเครดิตการ์ดควรต้องลงมาอยู่แค่ 10% เป็นเวลาอย่างน้อยก็ 1 ปี…โดยต้องเริ่มเป็นจริงภายใน 10 วันนี้คือ เริ่มต้นในวันที่ 20 มกราคม (ถ้าสงสัยว่าทำไมต้องเป็นวันนี้...ก็เพราะเป็นวันครบรอบ 1 ปี...การเข้ามารับตำแหน่งที่ทำเนียบขาวนั่นเอง...เพื่อเอาใจเหล่าฐานเสียงของเขาว่าสามารถลดต้นทุนการเงินแก่ทั้งประชาชนและเอสเอ็มอี...อันจะทำให้พรรครีพับลิกันจะได้กวาดชัยชนะในการเลือกตั้งกลางเทอมที่จะมีขึ้นในอีก 10 เดือนข้างหน้า)

ซึ่งเหล่าสถาบันการเงินมีทั้งหมด 5 สมาคม ก็ได้ออกแถลงการณ์ไม่เห็นด้วยต่อความกดดันของทรัมป์ในเรื่องนี้ และชี้แจงว่า ถ้าพวกเขาจะต้องถูกบังคับให้ลดดอกเบี้ย...พวกเขาก็คงหนีไม่พ้นที่จะต้องปรับขึ้นค่าบริการการใช้บัตรหรือค่าแรกเข้าใช้บัตรที่จะต้องปรับให้สูงลิ่ว จนทำให้ผู้ที่เคยใช้บัตรเครดิตการ์ดสูงถึง 175 ล้านคน(จากประชากร 330 ล้านคน) ที่น่าจะหลุดจากเป็นผู้เข้าถึงบัตร...ซึ่งก็จะทำให้เศรษฐกิจโดยรวมถูกกระทบรุนแรงเพราะมีผู้ใช้บัตรน้อยลงกะทันหัน...และการจับจ่ายโดยรวม ก็จะวูบลงนั่นเอง

เป็นวันศุกร์เดียวกันที่พอมีข่าวดีอยู่บ้าง ที่ศาลสูงสุดยังไม่ออกคำสั่งวินิจฉัยชี้ขาด กรณีที่ฝ่ายบริหาร (โดยทรัมป์) ได้ฎีกา...หลังสองศาล (ชั้นต้นและอุทธรณ์) ได้ตัดสินก่อนแล้วว่า ทรัมป์ทำเกินขอบเขตฝ่ายบริหาร...ที่ได้ออกคำสั่งตั้งกำแพงภาษีขาเข้า (Tariffs) สูงลิ่ว โดยใช้อำนาจตามกฎหมาย IEEPA (อ่านว่า-ไอ-อี-ป้า) ถึงความเร่งด่วนต่อประเทศสหรัฐฯ ถึงขั้นฉุกเฉินที่ต้องใช้กฎหมายนี้…ซึ่งปกติเป็นอำนาจของสภาฯ...คำชี้ขาดยังไม่ออกมา ก็เท่ากับซื้อเวลาให้ทรัมป์ต่อไป...จนคาดว่าจะมีคำชี้ขาดออกมาในช่วงอาทิตย์นี้แทน

พอมีหมายเรียกที่อัยการส่งถึงประธานเฟด...ทำเอาตลาดทุน, ตลาดเงินรับข่าวนี้ในทางลบ เพราะธนาคารกลางกำลังถูกกดดันจากฝ่ายการเมือง เพื่อกดดันให้ประธานเฟดต้องลาออกก่อนกำหนด หรือคณะกรรมการเฟดต้องลดดอกเบี้ย ตามที่ทรัมป์ได้พูดกดดันอย่างเปิดเผย ตลอดช่วงหาเสียงของเขา และตลอด 1 ปีที่เขาได้เข้าทำเนียบขาวในครั้งที่สองนี้

ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ทำไมทรัมป์จึงมีคำชี้แนะกึ่งกดดันประดังออกมาในวันศุกร์นี้ เพราะถ้าศาลสูงออกคำวินิจฉัยว่าเขาทำเกินอำนาจหน้าที่กรณีตั้งกำแพงภาษีต่อทุกประเทศทั่วโลก ทั้งๆ ที่เป็นอำนาจของสภาฯ...ดังนั้น เขาจึงต้องการแสดงพลังอำนาจอย่างล้นฟ้าเกินกว่าที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญเสียด้วยซ้ำ เพื่อกลบเกลื่อนคำพิพากษาที่จะทำให้สาวกของเขามองว่า เขาคือผู้แพ้

ฝ่ายประธานเฟดเจย์ พาวเวลล์ ก็ใช้เวลาสองวันเพื่อตั้งตัว และได้ทำคำแถลงผ่านวิดีโอในค่ำวันอาทิตย์ ตอบโต้หมายเรียกจากแกรนจูรีนี้ โดยกล่าวถึงหมายเรียกไปสอบในสองข้อกล่าวหาว่า เป็นแค่การอ้างเหตุบังหน้าจากเหตุผลที่แท้จริงคือ การกดดันจากการเมืองเพื่อให้ต้องลดดอกเบี้ย...ซึ่งประธานเจย์ ก็ได้ย้ำว่า เขาและคณะกรรมการต่างตัดสินนโยบายดอกเบี้ยบนพื้นฐานของตัวเลขข้อมูลที่สะท้อนสภาวะเศรษฐกิจอย่างตรงไปตรงมา...และไม่หวั่นไหวต่อแรงกดดันทางการเมืองแต่อย่างใด โดยจะยืนหยัดต่อไปอย่างไม่หวาดหวั่นเพราะได้ดำเนินการซ่อมแซมสำนักงานใหญ่ของเฟดอย่างโปร่งใสภายในอำนาจหน้าที่อย่างแท้จริง

นั่นเป็นคำแถลงก่อนตลาดเงินตลาดทุนจะเปิดดำเนินการในเช้าวันจันทร์ที่ 12 ซึ่งมีปฏิกิริยาลบในช่วงเปิดตลาดทันทีคือ ค่าดอลลาร์ร่วง, ตลาดบอนด์ตก, ตลาดทุนร่วงและราคาทองคำทำสถิติสูงสุดตลอดกาล (จนบางคนสัพยอกว่า คนใกล้ชิดทรัมป์-รวมทั้งเครือญาติลูกหลานทรัมป์-คงจะรวยจากตลาดทองคำนี้แหละ รวมทั้งคงรีบเข้าไปซื้อหุ้นและบอนด์ตอนที่ราคาตกนี้ เพื่อรอทำกำไรในอนาคต-เพราะพวกเขาจับทางทรัมป์ได้ว่า ทุกครั้งที่ทรัมป์กดดันตลาด ทั้งทรัมป์เองและพรรคพวกซึ่งรู้ข้อมูลภายในก็จะรวยจากตลาดทอง และช้อนซื้อหุ้น, บอนด์ในราคาถูกไปพร้อมๆ กัน!!)

ในวันจันทร์ก็มีจดหมายเปิดผนึกจากอดีตประธานเฟด นำโดย เจเน็ต เยลเลน, เบน เบอร์นันเก, อลัน กรีนสแปน รวมทั้งอดีตรมต.คลังทั้งโรเบิร์ต รูบิน (สมัยปธน.คลินตัน), เฮนรี พอลสัน (สมัยปธน.บุช-ผู้ลูก) ทิมโมธี ไกด์เนอร์ และจาคอบ ลู (สมัยโอบามา) เจเน็ต เยลเลน (สมัยไบเดน)...โดยสนับสนุนประธานเฟดว่า ทำงานอย่างมีเกียรติและศักดิ์ศรี โดยไม่ตกอยู่ใต้อำนาจของฝ่ายการเมือง ไม่เป็นเช่น Banana Republic ที่ธนาคารต้องอยู่ใต้คำสั่งของฝ่ายการเมืองอย่างเช่นกรณีประเทศในอเมริกาใต้และอเมริกากลางหลายแห่งที่เคยอยู่ใต้ท็อปบูตของคณะรัฐประหาร และมีหลายรัฐก็ปลูกกล้วยเป็นสินค้าหลัก จนนโยบายการเงินก็เละเทะพอๆ กับความเละของกล้วยนั่นเอง

ตามมาด้วยแถลงการณ์ร่วมเป็นจดหมายเปิดผนึกของเหล่าผู้ว่าธนาคารกลางสำคัญๆ ทั่วโลก ที่ออกมายืนหยัดเคียงข้างประธานเฟด โดยชื่นชมเกียรติและศักดิ์ศรีความเป็นอิสระของประธานเจย์ และคณะกรรมการเฟดที่ยืนหยัดปฏิบัติหน้าที่อย่างไม่หวาดหวั่นต่อแรงกดดันทางการเมืองของฝ่ายบริหาร เพื่อรับใช้ประเทศชาติและประชาชนอย่างซื่อสัตย์และมีหลักการ ดังเช่นธนาคารของประเทศต่างๆ เช่นกัน...ลงนามโดยประธานธนาคารกลางของอังกฤษ/อีซีบี/สวีเดน/เดนมาร์ก/สวิตเซอร์แลนด์/ออสเตรเลีย/แคนาดา/เกาหลีใต้/Bank for International Settlements

ไม่ต้องหวังหรอกว่า ทรัมป์จะกลัวการผนึกกำลังฝ่ายเคียงข้างประธานเจย์-เขาแค่ออกมาในโซเชียลมีเดียของเขาว่า เขาไม่รู้ไม่เห็นกับการออกหมายเรียกประธานเจย์ครั้งนี้แม้แต่ประการใด...ทั้งๆ ที่เขาได้ตั้งสมญากับประธานเจย์เป็น ไอ้สมองทึบ, คนไร้ความสามารถ ไม่ถึงขั้นไอ้ขี้โกง (Crooled), ไอ้งั่ง (Jerk) และ ฯลฯ เพื่อกดดันให้ลดดอกเบี้ยหรือไม่ก็รีบลาออกเพราะทนการดูถูกเหยียดหยามจากทรัมป์ไม่ไหว


ล่าสุดข่าววงในใกล้ชิดทรัมป์เปิดเผยกับซีเอ็นเอ็นว่า รมต.คลังสก็อตต์ เบนเซนต์ ได้เคยทัดทานไม่ให้ทรัมป์เดินหน้าปลดประธานเจย์; และขณะนี้ไม่เห็นด้วยกับการออกหมายเรียกครั้งนี้-เพราะกระทบต่อตลาดเงินตลาดทุน และเศรษฐกิจโดยรวมอย่างแน่นอน

 


กำลังโหลดความคิดเห็น