ผู้จัดการสุดสัปดาห์ -พิจารณาจาก “พยาน” และ “หลักฐาน” กรณี “ทองสินบนหนัก 246 บาท” ที่ “บิ๊กโจ๊ก-พล.ต.อ.สุเชชษฐ์ หักพาล” ถูกกล่าวหาและซัดทอดว่า เป็นผู้สั่งการให้นำไปมอบให้ “เอกวิทย์ วัชชวัลคุ” กรรมการป.ป.ช.เพื่อวิ่งเต้นคดีแล้ว ต้องบอกว่า งานนี้ ต่อให้มีมากกว่า 9 ชีวิตก็ไม่อาจช่วยอะไรได้ เพราะหลักฐานที่อดีตลูกน้องคนสนิทคือ “รองหนึ่ง-พ.ต.อ.ภาคภูมิ พิสมัย” นำมาเปิดโปงนั้น ถือเป็น “หมัดเด็ด” ที่ไม่ธรรมดาเลยทีเดียว
“การเปิดหน้าคราวนี้คือ การตัดสินใจที่ยากลำบากที่สุด แต่สิ่งที่ทนไม่ได้ยิ่งกว่า คือ การเห็นลูกน้อง และเพื่อนตำรวจหลายคนถูกบังคับให้รับผิดแทน ถูกดึงเข้าไปเป็นแพะ ครอบครัวพัง ชีวิตพัง ขณะที่มีความพยายามบิดเบือนข้อเท็จจริง ป้ายความผิดให้ผู้อื่นผ่านคลิป และคดีพ่วง ในวันที่มีการไปส่งทองที่สมาคมชาวปักษ์ใต้ เป็นการถ่ายมาจากคนของตนเอง ที่อยู่ในรถคันเดียวกัน รวมถึงรถที่สะกดรอยตามไป เพื่อเก็บหลักฐาน ส่วนสาเหตุที่มีการอัดเสียง เพราะเริ่มจับได้ว่า จะมีการจัดฉาก ให้ตัวเองเป็นผู้รับผิดแทน จึงต้องอัดเสียงไว้เพื่อเป็นหลักฐานว่า มีเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นจริง”
นั่นคือเหตุผลที่ พ.ต.อ.ภาคภูมิแจกแจงเอาไว้ว่าทำไมถึงได้ตัดสินใจเช่นนั้น
แต่ที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือ ต้องยอมรับว่า “คดีทองสินบน 246 บาท” นั้น นอกจากจะเป็นหมัดน็อกสำหรับ “บิ๊กโจ๊ก” แล้ว ยังสร้างแรงสั่นสะเทือนไปถึง “คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ” หรือ “ป.ป.ช.” ซึ่งเป็นองค์กรปราบโกงที่ถูกตั้งคำถามจากสังคมมาอย่างต่อเนื่อง ตลอดรวมถึงองคาพยพต่างๆ ในกระบวนการยุติธรรมของประเทศด้วย เพราะแม้คดีจะยังไม่เป็นที่สิ้นสุด และยังไม่มีใครถูกตัดสินว่า ผิดจริงหรือไม่ แต่การที่มีชื่อไปเกี่ยวข้องนั้น ถือเป็นเรื่องใหญ่เรื่องโต
จะใช้คำว่าช็อกทั้ง ป.ป.ช.และกระบวนการยุติธรรมไทยก็คงไม่เกินเลยไปจากความเป็นจริงเท่าใดนัก
ด้วย “เอกวิทย์” ไม่ใช่แค่เพียง กรรมการ ป.ป.ช.ที่กำกับดูแลสำนักไต่สวนทุจริตและตรวจสอบทรัพย์สิน และดูแลคดีของ “บิ๊กโจ๊ก” เท่านั้น หากแต่ยังเคยเป็นประธานศาลอุทธรณ์ภาค 6 เเละหัวหน้าคณะผู้พิพากษาศาลฎีกา รวมถึงตัวละครฝั่ง ป.ป.ช.อีกหลายคนที่มีบทบาทสำคัญและเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้
ทั้งนี้ จุดเริ่มต้นของ “คดีทอง 246” ตามสำนวนคดี ระบุว่า เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2567 โดย “พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์” ได้สั่งการให้ นายสามารถ หรือ เอ็ดเวิร์ด ซึ่งเป็นคนสนิทส่งมอบทองคำแท่งจำนวน 2 กล่อง น้ำหนักรวม 246 บาท ให้แก่ พ.ต.อ.ภาคภูมิเพื่อให้นำไปมอบให้ นายเอกวิทย์ กรรมการ ป.ป.ช. ซึ่งรับผิดชอบสำนวนคดีที่ พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ กับพวกตกเป็นผู้ต้องหา โดยมีเป้าหมายเพื่อจูงใจให้ช่วยเหลือคดีให้มีมติไม่ชี้มูลความผิดทั้งทางอาญาและวินัย พร้อมกำชับให้บันทึกวิดีโอขณะส่งมอบทองไว้เป็นหลักฐาน
ต่อมาในวันที่ 1 กันยายน 2567 พ.ต.อ.ภาคภูมิได้นำทองคำดังกล่าวไปส่งมอบให้ “นายเอกวิทย์” ผ่านเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยพิเศษประจำตัว กรรมการ ป.ป.ช. ที่มารอรับด้วย “รถประจำตำแหน่งของกรรมการป.ป.ช.” เองกับมือที่ลานจอดรถสมาคมชาวปักษ์ใต้ เขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร
หลังจากนั้น ในช่วงเดือนกันยายน ถึงพฤศจิกายน 2567 “นายเอกวิทย์” ได้เรียกผู้ต้องหาในคดี เข้าไปชี้แจงข้อเท็จจริง เร่งรัดกระบวนการสอบสวน และต่อมาคณะอนุกรรมการ มีมติไม่ชี้มูลความผิด “พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์”
ช็อตที่ถือเป็น “หลักฐานเด็ด” และมีการเผยแพร่สู่สายตาของสาธารณชนก็คือ “คลิปภาพ” ตอนส่งมอบของที่ลานจอดรถสมาคมชาวปักษ์ใต้ และ “คลิปเสียง” สนทนา สุด Exclusive ระหว่างพ.ต.อ.ภาคภูมิ กับ “นายสมบัติ” คนกลางฝั่งป.ป.ช. ที่คุยกันชัดถ้อยชัดคำเรื่องน้ำหนักทอง
งานนี้ เห็นได้ชัดว่ามีการวางแผนที่จะแบล็กเมล์นายเอกวิทย์ เพื่อจูงใจ และบีบบังคับให้นายเอกวิทย์ ช่วยเหลือวิ่งเต้นคดีที่ตนเองกำลังถูกไต่สวนความผิดจาก ป.ป.ช. ซึ่งมีด้วยกันหลายคดี เช่น คดีเว็บไซต์พนันออนไลน์มินนี่ และ เว็บไซต์พนันออนไลน์ บีเอ็นเค มาสเตอร์ (BNK MASTER) รวมไปถึงคดีแจงทรัพย์สินอันเป็นเท็จ ที่อยู่ระหว่างการไต่สวนด้วย ใช่หรือไม่
ทั้งนี้ หลังจากที่ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้ทราบถึงข้อมูลดังกล่าวจากปากของพ.ต.อ.ภาคภูมิ และยังได้หลักฐานสำคัญทีเป็นคลิปวีดีโอที่ พ.ต.อ.ภาคภูมิ ถ่ายเอาไว้ตามคำสั่งของ พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ ก็ได้สั่งตั้งคณะทำงานชุดสืบสวนสอบสวนคดีนี้ขึ้นมา โดยมี พล.ต.อ.อิทธิพล จเรตำรวจแห่งชาติ เป็นหัวหน้าคณะทำงาน ตั้งเรื่องสืบสวนสอบสวนตามหลักฐานและคำให้การ ออก พ.ต.อ.ภาคภูมิ จนกระทั่ง วันที่ 26 ธันวาคม ที่ผ่านมา จึงมีการระดมกำลังเจ้าหน้าที่ บช.สอท.(ไซเบอร์) บก.ปปป. ของสอบสวนกลาง และ บก.สืบสวน ของตำรวจนครบาล ลุยค้นเป้าหมายที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้ทั้งหมด จำนวน 8 จุด
ซึ่งปฏิบัติการในการตรวจค้นครั้งนี้ เป็นการของอำนาจศาลเข้าตรวจค้น และขออำนาจตรวจยึดเครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์เก็บข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ โทรศัพท์มือถือ อุปกรณ์สื่อสารต่าง ๆ เท่านั้น เพื่อเจ้าหน้าที่จะเอามาตรวจหาหลักฐานตามที่ พ.ต.อ.ภาคภูมิ ให้เบาะแส
ไฮไลท์สำคัญ ของการตรวจค้นครั้งนี้ ตำรวจเจอหลักฐานสำคัญเป็นทองคำแท่ง น้ำหนัก 120 บาท ซุกซ่อนอยู่ในบ้านของนายสรพงษ์ ลูกน้องคนสนิทของอดีตอนุกรรมการ ป.ป.ช. และยังเป็นคนที่ไปซื้อทองคำแท่งจำนวนหนึ่งตามคำให้การของ พ.ต.อ.ภาคภูมิ ด้วย
แน่นอน “บิ๊กโจ๊ก” ทำได้แค่ยืนยันโดยปฏิเสธว่าไม่เคยเอาของใคร หรือสั่งใครให้เอาทองไปให้ใคร พร้อมอ้างไปแบบข้างๆ คูๆ หรือเอาสีข้างเข้าถูว่า การสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐาน อาจจะไม่เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม ไม่เป็นไปตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ เพราะไม่มีการแจ้งข้อหากับผู้ที่มากล่าวหา ตามคำที่อ้างว่าตัวเองเป็นคนสั่งให้นำทองคำไปมอบให้ผู้อื่นนั้น เพราะตัวของผู้กล่าวหาก็จะต้องมีความผิด แต่กลับมีการดำเนินคดีเฉพาะตนเท่านั้น
ขณะเดียวกันก็ฉะพ.ต.อ.ภาคภูมิ ด้วยว่า “อาจจะไปฟังคำพูดของใครหรือไปหลงผิดอะไรมา หรือไม่ ว่าจะมีคนพากลับเข้ารับราชการมั่นใจหรือ ว่าจะกลับเข้ารับราชการได้อีก ถึงทำแบบนี้ มั่นใจหรือว่าจะไม่ถูกใช้เป็นเครื่องมือ หรือถูกทิ้งเอาไว้กลางทาง”
ด้าน “เอกวิทย์” กรรมการ ป.ป.ช.ได้มอบอำนาจให้ทีมทนายความ เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวนเพื่อแจ้งความดำเนินคดีกับ พันตำรวจเอกภาคภูมิในข้อหาแจ้งความเท็จและกลั่นแกล้งให้ผู้อื่นรับโทษทางอาญา โดยทนายยืนยันว่า “ข้อกล่าวหาดังกล่าวไม่เป็นความจริง” พร้อมทั้งระบุว่า นายเอกวิทย์ไม่เคยมีทองคำแท่งตามที่ถูกกล่าวหา ไม่เคยเดินทางไปที่สมาคมชาวปักษ์ใต้ และที่สำคัญคือไม่เคยรู้จักกับพ.ต.อ.ภาคภูมิเป็นการส่วนตัว เคยพบกันเพียงครั้งเดียวในขั้นตอนการไต่สวนตามหน้าที่เท่านั้น
สำหรับความคืบหน้าในทางคดีนั้น เมื่อวันที่ 5 มกราคม 2569 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ส่งสำนวนคดีสินบนทองคำให้ ป.ป.ช. พิจารณาอย่างเป็นทางการ เป็นสำนวนคดีที่เห็นแล้วต้องร้อง “โอ้โห” เพราะหนากว่า 10,000 หน้า บรรจุใน 7 กล่อง 38 แฟ้ม
จากนั้นในวันต่อมาคือวันที่ 6 มกราคม 2569 พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วย พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง พล.ต.ต.ประสงค์ เฉลิมพันธ์ ผู้บังคับการ บก.ปปป. และ พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ ผู้บังคับการ สอท.1 ในฐานะรองโฆษก ตร. ร่วมแถลงข้อเท็จจริงในคดีดังกล่าว โดยยืนยันว่าเหตุการณ์ทั้งหมดมีมูลความจริง และมีพยานหลักฐานชัดเจนเพียงพอสำหรับการดำเนินคดี
และวันเดียวกันนั้นเองคือวันที่ 6 มกราคม 2569 ป.ป.ช. มีมติสั่งให้นายเอกวิทย์ วัชชวัลคุ พ้นจากการกำกับดูแลสำนักไต่สวนทุจริตและตรวจสอบทรัพย์สิน หลังถูกพาดพิงในคดีสินบนทองคำ 246 บาท พร้อมโอนอำนาจไปให้กับ “ภัทรศักดิ์ วรรณแสง” เป็นผู้รับผิดชอบกำกับดูแลแทน ซึ่งการประชุมในวันนั้น นายเอกวิทย์ก็อยู่ในที่ประชุมด้วยและก็ไม่ได้คัดค้านแต่อย่างใด
ขณะที่ตัว “บิ๊กโจ๊ก” เองก็สู้เช่นกัน โดยเมื่อวันที่ 6 มกราคม 2569 นายสัญญาภัชระ สามารถ ทนายความผู้ได้รับมอบอำนาจจากพล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล หรือบิ๊กโจ๊ก อดีต รอง ผบ.ตร. เข้าพบ พ.ต.ท.นพดล ดรศรีจันทร์ รอง ผกก.(สอบสวน) สน.พหลโยธิน เพื่อแจ้งความดำเนินคดีกับ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก. และ พล.ต.ต.ทินกร รังมาตย์ รอง ผบช.สอท. พร้อมคณะพนักงานสืบสวนสอบสวนที่ทำคดีติดสินบนทองคำหนัก 246 บาท คณะกรรมการ ป.ป.ช. ข้อหา ม.157 ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต กรณีไม่ดำเนินคดีกับ พ.ต.อ.ภาคภูมิ พิศมัย ลูกน้องบิ๊กโจ๊กที่ออกมาแฉแต่กลับไม่ถูกดำเนินคดี
ด้าน “บิ๊กเต่า-พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ให้สัมภาษณ์ว่า เป็นเรื่องปกติที่ต้องเจอเรื่องนี้ ยืนยันเรายังไม่แจ้งข้อกล่าวหา พ.ต.อ.ภาคภูมิเพราะอยู่ในขั้นตอนของเขามาร้องทุกข์แจ้งความ เราก็รวบรวมพยานหลักฐานเบื้องต้น เพื่อส่งเรื่องนี้ไปที่ ป.ป.ช. เพราะเราเห็นเป็นเรื่องใหญ่ ถ้า ป.ป.ช. ส่งกลับมา เราก็ต้องไปสอบหาพยานต่างๆ อีกว่าพ.ต.อ.ภาคภูมิเกี่ยวข้องกับคดี มีความผิดหรือไม่ ถ้ามีความผิด เราก็ต้องแจ้งข้อกล่าวหา เราไม่ละเว้น ส่วนจะกันไว้เป็นพยานหรือไม่ อยู่ที่คณะพนักงานสอบสวน เราคิดเองไม่ได้ เราต้องรู้อยู่อย่างว่าเรื่องนี้เรากำลังตามจากคนที่ไม่ทิ้งร่องรอย แต่เราโชคดีที่เราได้คนรอบตัว คนที่รู้เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดเข้ามาเป็นพยาน นี่คือพยานหลักฐานหนึ่งที่สำคัญ แต่พยานหลักฐานพวกนี้ มันต้องผสมกับพยานหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่เรามีอยู่ และต้องสอดคล้องกัน มันถึงจะเป็นพยานหลักฐานที่มีน้ำหนัก รวมทั้งทองมีที่มาที่ไปจริง ซื้อมาจากตรงไหน ไปให้ใคร ส่งให้ใคร ถึงมือใคร รถเป็นรถของใคร มีพยานรู้เห็นในวันนั้นหรือไม่
ยัง....ยังไม่จบเพียงเท่านั้น เพราะตัวละคร “ฝั่ง ป.ป.ช.” ก็น่าสนใจไม่แพ้กัน โดยเฉพาะ “นาย ส.” ที่ถือเป็น “ตัวละครลับ” ที่เพิ่งถูกเปิดเผย ด้วยมีประวัติในเส้นทางการทำงานแบบไม่ธรรมดา ทั้งการมีความสัมพันธ์เป็นเครือญาติกับนักการเมืองคนดังคนดังเมืองสุพรรณบุรี แถมยังมีคอนเนกชันเชื่อมโยงกับบรรดาผู้คนแวดวงยุติธรรมระดับดีเลิศ รวมถึงต่อจิ๊กซอว์ผู้หลักผู้ใหญ่ใน ป.ป.ช.ให้กับ “บิ๊กโจ๊ก” และให้ความช่วยเหลือเกี่ยวกับคดีความต่างๆ มาตั้งแต่ครั้งยังเป็น พ.ต.อ.เลยทีเดียว
ใครที่เป็น “ติ่งโจ๊ก” คงจำคดีส่วยคาราโอเกะ ที่จังหวัดนครพนมกันได้กระมังว่า บทสรุปสุดท้ายเป็นอย่างไร
ที่น่าสนใจไปกว่านั้นก็คือ “นาย ส.” นั้น เคยสมัครเป็นกรรมการ ป.ป.ช. เเต่ไม่ผ่านการลงมติของ สว. เนื่องจากไม่ผ่านการเห็นชอบ เพราะต้องได้เสียงเกินกึ่งหนึ่งคือ 125 เสียงของจำนวนวุฒิสภาทั้งหมด แต่ผลการลงมติ มีเสียงเห็นชอบแค่ 110 เสียง, ไม่เห็นชอบ 84 เสียง, งดออกเสียง 26 เสียง
แต่ถึงแม้จะไม่ได้เป็น กรรมการ ป.ป.ช. แต่เขาก็ยังสามารถโลดแล่นและมีบทบาทสำคัญในหน่วยงานแห่งนี้มาอย่างต่อเนื่องโดยสามารถร่วมงานกับ 2 อดีต ป.ป.ช. รวมถึง ป.ป.ช.ที่ถูกกล่าวหาในคดีทองสินบน 246 อีกด้วย โดยได้รับได้เเต่งตั้งให้เป็นอนุกรรมการกลั่นกรองประจำสำนักสำคัญสำนักหนึ่งของ ป.ป.ช. ทว่า หลังจากตำรวจ บก.ปปป. ส่งสำนวนจำนวน 1,420 หน้าไปยัง ป.ป.ช. เเละชี้ว่าบุคลากรของ ป.ป.ช. หลายคนมีส่วนร่วมตกเเต่งบัญชีทรัพย์สินของ “โจ๊ก เละภริยา” หลายรายการ โดยนายส.คือหนึ่งในผู้ที่ถูก บก.ปปป. ชี้เป้า จากนั้นนายส.จึงยอมลาออก
ที่เด็ดที่สุดและต้องขีดเส้นใต้สองเส้นเอาไว้ก็คือ นอกจาก “รองหนึ่ง-พ.ต.อ.ภาคภูมิ” แล้ว มีข้อมูลด้วยว่า บรรดา “ลูกน้องเก่าของบิ๊กโจ๊ก” ไม่ว่าจะเป็นพ.ต.อ.เขมรินทร์ พิศมัย (เปียก) , พ.ต.ท.คริษฐ์ ปริยะเกตุ , พ.ต.ต.ชานนท์ อ่วมทร หรือ พ.ต.อ.อาริศ คูประสิทธิ์รัตน์ ก็เตรียมตบเท้ามาให้การและให้ข้อมูลกับชุดทำคดีทั้งหมดแล้ว
ยิ่งถ้า ป.ป.ช.มีมติส่งคดีกลับไปให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นเจ้าภาพทำคดีด้วยแล้ว รับรองได้ว่า “บันเทิง”
อย่างไรก็ดี ตัวละครที่เกี่ยวข้องทั้งหมดยังคงเป็น “ผู้ถูกกล่าวหา” เท่านั้น ซึ่งคงต้องติดตามกันต่อไปว่า สุดท้ายแล้ว ผลแห่งคดีจะลงเอยเช่นไร.
ตามไปดูชีวิต “ทนายตั้ม” ติดคุกยาว หมดสิทธิ์ชนะคดี?
ข่าวเงียบหายไปนานนับปี หลังจากถูกส่งเข้าคุกเรือนจำพิเศษกรุงเทพตั้งแต่ วันที่ 8 พฤศจิกายน 2567 ด้วยข้อหา ฉ้อโกงปกติธุระ-ฟอกเงิน โดยคู่กรณีก็คือ “พี่อ้อย” จตุพร อุบลเลิศ เศรษฐินีชาวไทยที่ใช้ชีวิตอยู่ที่ประเทศฝรั่งเศส ล่าสุดมีข้อมูลอัปเดต ชีวิตในคุกของ “ทนายตั้ม” นายษิทรา เบี้ยบังเกิด วันนี้เป็นอย่างไร
ข้อมูลจากหลังกําแพงคุก บอกให้รู้ว่า อนาคต ของอดีตทนายแบรนด์เนม ดูแล้วมืดมน ส่อเค้าจะ ติดคุกยาวแบบไม่เห็นเดือนเห็นตะวัน สาสมกับพฤติกรรม ที่กระทําไว้กับผู้มีพระคุณอย่าง “พี่อ้อย” จตุพร
ทั้งนี้ คดีที่ทนายตั้มก่อไว้กับ “พี่อ้อย” มีด้วยกัน 3 คดีคือ
1. คดีโกงเงิน 2 ล้านยูโร หรือคิดเป็นเงินไทย 71 ล้านบาท ที่อ้างว่า จะเอามาทําแพลตฟอร์มหวยออนไลน์ ทั้งที่มันเป็นแค่ "แพลตฟอร์มทิพย์" ไม่มีจริง
2. คดีสแกมเมอร์ 39 ล้านบาท ที่มีการกุเรื่อง เงินมัดจำค่าตัวศิลปินนักร้องจีน ให้มาเปิดการแสดงที่ไทยแต่ถูกแก๊งสแกมเมอร์ เชิดไป ทั้งที่จริง ๆ แล้ว คนที่ทําสแกมเมอร์ หลอกลวง “พี่อ้อย” ก็คือ “ทนายตั้ม” กับพวกนั่นเอง
3. คดีโกงเงินซื้อรถเบนซ์ (รุ่นจี 400 ดี เอเอ็มจี พลัส) ซึ่ง “พี่อ้อย” ให้เงิน 12-13 ล้านบาท แต่ทนายตั้มไปซื้อ แต่กลับซื้อจริง ที่ราคาประมาณ 9 ล้านบาท อมเงินส่วนต่างไปเป็นของตัว
คดีเหล่านี้ ผู้ต้องหาที่ร่วมกระทําผิด พากันรับสารภาพกันหมดแล้ว โดยเฉพาะ นุกับสา หรือ นายนุวัฒน์ ยงยุทธ และ น.ส.สารินี นุชนารถ จำเลยที่ 3 และ 4 สองสามีภรรยาซึ่งรับสารภาพตลอดทุกข้อกล่าวหา และ คืนเงินให้ผู้เสียหายเต็มจำนวนตามสำนวนการสอบสวนของพนักงานสอบสวน คือ 19 ล้านบาทถ้วน ที่ทั้งสองได้เป็นส่วนแบ่งจาก “ทนายตั้ม” ษิทรา
ทั้งนี้ ตามหลักแล้ว ศาลจะแยกจำเลยที่ 3 และ 4 ในสำนวนคดีหลัก ไปฟ้องใหม่เป็นอีกหนึ่งคำฟ้อง ซึ่งในคำฟ้องใหม่นั้น ศาลได้มีคำพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสอง แต่รอการลงโทษ และปล่อยตัวจำเลยทั้งสอง ระหว่างอุทธรณ์ ฯ
ยังเหลือผู้ต้องหาซึ่งแพ็กกันแน่นหนา หัวเด็ดตีนขาด ก็ไม่ยอมสารภาพ ก็แค่ ทนายตั้ม เมีย และพี่สาวเมีย เท่านั้น
การถูกจองจําระหว่างสู้คดีเป็นเวลาปีกว่า ๆ สภาพแวดล้อมอันอยู่ยากของเรือนจำ ได้บีบคั้นร่างกายและจิตใจ ของทนายตั้ม จนแทบแตกสลาย เพราะเดิมเขาคือ คนที่ใช้ชีวิตแบบกินหรูอยู่สบาย ตอนนี้ต้องมานอนบนผ้าห่ม 3 ผืน ร่วมกับนักโทษอื่น ๆ หลายสิบคน ในห้องเดียวกันอันร้อนอบอ้าว ซึ่งกว่าคดีจะเริ่มสอบพยานหลักฐานก็เป็นเดือนมีนาคม ทำให้ช่วงนี้ยังคงต้องนอนคุกยาว ๆ ไปก่อน
จะงัดวิชาใด ๆ มาต่อสู้ ก็ดูจะสิ้นหวังไปทุกทาง โดยเฉพาะเมื่อคนใกล้ชิด ที่เคยร่วมวางแผนด้วยกัน กลับลําเอาตัวรอด แล้วทนายตั้มจะรอดไปได้อย่างไร
เรื่องของชะตากรรม “ทนายตั้ม ษิทรา” ในคุก เป็นข่าวจนทำให้เมื่อวันอังคารที่ 6 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา กรมราชทัณฑ์ ต้องออกมาแถลงข่าวระบุว่า ปัจจุบันสุขภาพร่างกายทั่วไปของทนายตั้มยังคงปกติดี ไม่ได้เจ็บป่วยด้วยโรคร้ายแรงแต่อย่างใด ขณะที่สุขภาพจิตนั้นมีความเครียดเป็นบางครั้ง โดยอยู่ในการดูแลของจิตแพทย์อย่างใกล้ชิด


