ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - คำถามที่เชื่อว่า คนไทยทุกคนอยากรู้ก็คือ จะเกิดการปะทะ “ครั้งที่ 3” ระหว่างไทยกับกัมพูชาหรือไม่?
คำตอบก็คือ เกิดขึ้นแน่ๆ เพียงแต่เมื่อไหร่ก็เท่านั้น เพราะตราบใดที่รัฐบาลไทยยังไม่เลิก “บันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา กับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทย ว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบก” หรือ “MOU 2543” ซึ่งยึดถือแผนที่มาตราส่วน 1 ต่อ 200,000 และรุกล้ำเข้ามาในดินแดนแห่งราชอาณาจักรไทย กองทัพไทยที่ยึดถือเส้นปฏิบัติการทางทหารด้วยแผนที่มาตราส่วน 1 ต่อ 50,000 ก็จะไม่มีทางยินยอม
ประเด็นของเรื่องนี้ก็คือ จนถึงขณะนี้ “รัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล” ที่มี “นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว” เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กลับมิได้มีท่าทีที่ชัดเจนที่จะยกเลิก MOU 2543 เลยแม้แต่น้อย
แน่นอน “นายสีหศักดิ์” เคยได้รับคำชื่นชมอย่างมากจากกรณีที่ไปเปิดโปงความหน้าไหว้หลังหลอกของ “รัฐบาลฮุน มาเนต” ที่มี “ฮุน เซน” ยืนกำกับอยู่เบื้องหลัง จากกรณีที่ทหารไทยต้องเผชิญกับความสูญเสียอย่างต่อเนื่องจากการเหยียบกับระเบิดที่ทหารกัมพูชามาวางไว้ โดยนำหลักฐานคลิปวิดีโอแสดงให้เห็นขณะทหารกัมพูชากำลังประกอบและวางทุ่นระเบิดสังหารบุคคลให้เห็นจะจะแก่สายตาชาวโลก ในการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดสังหารบุคคล หรืออนุสัญญาออตตาวา ครั้งที่ 22 (22MSP) ณ สำนักงานองค์การสหประชาชาติ นครเจนีวา สวิตเซอร์แลนด์ ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2568 ขณะที่ฝ่ายกัมพูชาไม่สามารถหักล้างข้อเท็จจริงดังกล่าวได้
แต่ในเรื่อง MOU 2543 “นายสีหศักดิ์” กลับซ่อนงำความคิดเอาไว้อย่างเงียบเชียบ
ที่น่าสนใจไปกว่านั้นก็คือ ถ้าหากไปตรวจสอบ “แถลงการณ์ร่วมฯไทย-กัมพูชาหรือ JS 2568” หรือแถลงการณ์หยุดยิงในรอบที่ 2 ซึ่งรัฐบาลนายอนุทินและกระทรวงการต่างประเทศโดยนายสีหศักดิ์ รวมทั้ง “บิ๊กเล็กเด็กลุง-พลเอก ณัฐพงษ์ นาคพาณิชย์” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็น “หัวหอก” กลับพบว่า ยึดโยงอยู่กับ MOU 2543 อย่างเด่นชัด
กล่าวคือ ข้อ 2 ของ JS 2568 กำหนดให้ทั้งสองฝ่ายวางกำลังทหารไว้ ณ จุดที่ตั้งในปัจจุบัน ไม่ต้องถอย เพียงแต่จะต้องไม่มีการเคลื่อนไหวเพิ่มเติม และจะต้องไม่มีการเคลื่อนกำลังทหารใด ๆ รวมถึงการลาดตระเวนไปยังที่ตั้งของอีกฝ่าย ซึ่งแน่นอนว่าฝ่ายไทยได้เปรียบ เพราะยึดครองเป้าหมายตามเส้นปฏิบัติการ 1:50,000 ได้ทั้งหมดหรือเกือบหมด
ทว่า ความได้เปรียบ ณ ปัจจุบันตามข้อ 2 ของ JS 2568 ก็หมดไปทันที ด้วยข้อ 3 ซึ่งเป็นการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบก หรือ Demarcation และถือเป็นหัวใจที่ทั้งสองประเทศจะเดินหน้าต่อไปนั้น ระบุเอาไว้ว่า การจัดทำหลักเขตแดนทางบกจะดำเนินไปตามกลไกของคณะกรรมการเขตแดนร่วมฯ หรือ JBC และกรอบข้อตกลงที่มีอยู่ระหว่างไทยกับกัมพูชา ซึ่งแม้จะไม่ได้ระบุชื่อไว้แต่ก็เข้าใจได้ว่าคือ MOU 2543 และรวมถึงขั้นตอนการปฏิบัติในรายละเอียดคือ TOR 2546 ด้วย
แถลงการณ์ร่วมข้อ 3 เขียนเอาไว้ว่า “…in accordance with existing agreements between the two countries…”
แปลไทยเป็นได้ให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือ JS 2568 ได้ทำให้ MOU 2543 และแผนที่ 1:200,000 กลับมาอย่างมั่นคงกว่าเดิมด้วยถูกผูกไว้กับ JS 2568 ข้อ 3 อย่างแน่นหนา โดยฝ่ายไทยที่ได้เปรียบในสนามรบยินยอมพร้อมใจที่จะเข้าสู่สนามเจรจาตามกรอบเดิม
ถ้าจะใช้คำว่า JS 2568 = MOU 2543 & TOR 2546 ก็คงไม่ผิดไปจากความเป็นจริง
ดังนั้น พื้นที่ที่กองทัพไทยยึดครองไว้ ณ วันนี้ตามแผนที่ปฏิบัติการมาตราส่วน 1 ต่อ 50,000 ก็จะไม่มีหลักประกันใดๆ ในอธิบไตยของราชอาณาจักรไทย และมีความเสี่ยงที่กัมพูชาจะเปิดฉากโจมตีอยู่ร่ำไป เพราะกัมพูชาก็จะอ้าง MOU 2543 ที่ยึดโยงอยู่กับแผนที่มาตราส่วน 1 ต่อ 200,000 เหมือนเดิม ซึ่งรัฐบาลไทยในอดีตยอมรับและรัฐบาลปัจจุบันไม่ยอมยกเลิก
นี่คือสิ่งที่กระทรวงการต่างประเทศโดย “นายสีหศักดิ์” มิได้ชี้แจงแถลงไขให้ประชาชนคนไทยให้รับทราบอย่างชัดแจ้ง
อย่างไรก็ดี ไม่เป็นที่น่าแปลกใจที่เกิดเหตุการณ์เช่นนั้น เพราะต้องไม่ลืมว่า ผู้รับผิดชอบในการจัดทำ JS 2568 คือกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ หน่วยงานที่เป็นผู้จัดทำและปกป้อง MOU 2543 รวมถึง MOU 2544 มาโดยตลอด เหมือนกับนายสีหศักดิ์เองที่เป็นอดีตข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศที่คงไม่แคล้วจะยึดมั่นถือมั่นในแนวทางเดียวกัน
ที่ต้องขีดเส้นใต้ก็คือ นายสีหศักดิ์ก็คือแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคภูมิใจไทยร่วมกับอนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งเมื่อพิจารณาจากสถานการณ์และสมการการเมืองในขณะนี้ ก็ต้องยอมรับว่า มีความเป็นไปได้สูงที่พรรคภูมิใจไทยจะเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล หรือหมายความว่า นายอนุทินจะกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง ถ้าไม่มีอุบัติเหตุทางการเมืองชนิดคาดไม่ถึง และแน่นอนว่า นายสีหศักดิ์ก็ย่อมกลับมารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเช่นกัน
ถ้าเหตุการณ์เป็นเยี่ยงนั้น ก็หมายความว่า MOU 2543 รวมถึง MOU 2544 ก็จะดำรงอยู่ต่อไปเหมือนเดิม ใช่หรือไม่ เหมือนกับที่ผ่านๆ มา ซึ่งพรรคภูมิใจไทยหยิบยกมาเป็นเครื่องมือในการหาเสียงและสร้างคะแนนนิยมทางการเมือง แต่สุดท้ายก็มิได้ทำอะไรให้เป็นชิ้นเป็นอัน
ด้วยเหตุดังกล่าว ประชาชนคนไทยผู้รักชาติ รวมถึงทหารที่ต้องเสียสละเลือดเนื้อและชีวิตเพื่อพิทักษ์อธิปไตยแห่งราชอาณาจักรไทย จึงมีคำถามไปยังนายสีหศักดิ์เพราะถือเป็นจักรกลคนสำคัญที่มีผลต่อท่าทีของกระทรวงการต่างประเทศว่าจะดำเนินการในเรื่อง MOU ทั้งสองฉบับอย่างไร
เพราะถ้านายสีหศักดิ์ไม่ขยับหรือไม่เปลี่ยนความคิดเพื่อเป็นธงนำให้กับผู้ใต้บังคับบัญชา ก็ยากยิ่งจะเปลี่ยนความคิดของข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศได้ ยิ่งถ้ารัฐบาลและนายกรัฐมนตรีไม่มีความกล้าหาญทางการเมืองที่เพียงพอ ยิ่งไม่ต้องพูดถึง


