xs
xsm
sm
md
lg

ผู้จัดการสุดสัปดาห์

x

ผ่าแผน “The Professionals” กับ “ว่าที่รัฐมนตรีพรรคส้ม” การแก้เกมที่ “เสีย” มากกว่า “ได้”

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - นอกจากกระแส “มีทหารไว้ทำไม” ชุดถ้อยคำหาเสียงของ “พรรคประชาชน” ในอดีต จะทำให้พรรคต้องดาหน้าออกมาแก้ตัวกันไม่ไว้นแต่ละวันแล้ว การเปิดตัว “ว่าที่รัฐมนตรี” ก็เป็นอีกหนึ่งยุทธศาสตร์ของพรรคส้มที่ใกล้เคียงกับคำว่า “เสียของ” กันเลยทีเดียว เพราะนอกจากจะไม่สามารถสร้าง “กระแสใดๆ” ในอันที่จะส่งเสริมคะแนนนิยมของพรรคเลยแม้แต่น้อยแล้ว ยังกลายเป็นตำบลกระสุนตก เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากสังคมตามมามากมาย

ว่าที่รัฐมนตรีของพรรคที่เปิดตัวออกมาชุดแรกประกอบด้วย

“มุนินทร์ พงศาปาน” ว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม

“พิศาล มาณวพัฒน์” ว่าที่รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศ

“อนุชาติ พวงสำลี” ว่าที่รัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ

และ “ณัฐยา บุญภักดี” ว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

มีการวิเคราะห์กันว่า เบื้องหน้าเบื้องหลังก็น่าจะเป็นยุทธศาสตร์ที่พรรคส้มคิดค้นขึ้นมาเพื่อต่อกรกับ “พรรคภูมิใจไทย” ที่เปิดตัว “3 เทคโนแครต” คือ “ศุภจี สุธรรมพันธุ์ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ และสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว” และมีเสียงตอบรับจากสังคมค่อนข้างมาก ดังนั้น จึงเกิดความคิดที่จะใช้ “เทคโนแครตสีส้ม” มาเพื่อใช้ดึงคะแนนเสียง โดยเฉพาะจาก “ชนชั้นกลาง” ที่มีรายงานว่า พรรคประชาชนมีปัญหาในการเลือกตั้งครั้งนี้

ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาเฉพาะชื่อเสียงและประวัติการทำงานในเบื้องต้นของ 4 ว่าที่รัฐมนตรี ก็ต้องยอมรับว่า “ดูดี” อยู่ไม่น้อย แถมยังมีสายสัมพันธ์อันดีกับพรรคประชาชนมาอย่างต่อเนื่อง ทว่า การณ์กลับไม่เป็นไปอย่างที่ทีมยุทธศาสตร์พรรคส้มคิด โดยเฉพาะกับคำถามสำคัญที่ว่า เหตุใดพรรคประชาชนที่ปวารณาตัวว่าเป็น “พรรคของคนรุ่นใหม่” เหตุใดจึงไปเลือกใช้บริการ “เทคโนแครตคนรุ่นเก่า” ตามแคมเปญ “The Professionals” เป็นจุดขายในการเลือกตั้งครั้งนี้

ขณะเดียวกัน “ด้อมส้ม” บางส่วนยังมีความเห็นว่าเป็นการ “ลดจุดยืน” ของพรรคลง เนื่องจากการเชิญ “คนนอก” เข้ามาก็ไม่ต่างจากพรรคการเมืองคู่แข่งที่ใช้วิธีนี้ รวมทั้งอาจทำให้ไปลดทอนตำแหน่งของ “คนทำงาน” ที่ช่วยเหลือพรรคมาอย่างต่อเนื่องได้ หรือในทางตรงข้ามยังอาจถูกมองได้ว่า “คนใน” ไม่มีใครเก่งหรือมีคุณสมบัติเหมาะสมที่จะเป็นรัฐมนตรีหรืออย่างไร

“จริงๆ แล้วมีทั้งคนนอกและคนในพรรค ซึ่งประเด็นในการนำเสนอพิจารณาจากความเชื่ออุดมการณ์ทางการเมืองว่าเป็นไปตามแนวทางเดียวกันกับที่พรรคประชาชนนำเสนอหรือไม่ โดยคุณสมบัติที่สำคัญคือต้องมีความรู้ความสามารถตรงสาย ไม่ได้มาจากโควตาทางการเมือง” “หัวหน้าเท้ง-ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” อธิบายถึงกระแสการเปิดตัวรัฐมนตรีซึ่งเป็นบุคคลภายนอกพรรคหลังเจอเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากทั้งด้อมส้มและสังคม

แต่ปัญหาไม่มีเพียงแค่นั้น เพราะบรรดา “ว่าที่รัฐมนตรีตามแคมเปญ “The Professionals” นั้น กลับมีปัญหาด้าน “คุณสมบัติ” ที่ไม่ถูกใจบรรดาด้อมส้ม แนวร่วม รวมทั้งจากชนชั้นกลางที่ยังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะกาเลือกใครในการเลือกตั้งครั้งนี้

รายที่ดุเดือดเลือดพล่านมากที่สุดก็คือ “พิศาล มาณวพัฒน์” อดีตเอกอัครราชทูตไทยในหลายประเทศ เช่น สหรัฐฯ แคนาดา หัวหน้าคณะผู้แทนไทยประจำสหภาพยุโรป และอดีต 250 สว. ผู้เป็น 1 ใน 13 คนที่โหวตรับรองนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นนายกรัฐมนตรี เมื่อปี 2566 ด้วยหลังจากการเปิดตัว ก็เกิดประเด็นร้อนขึ้นมาทันที เมื่อ “ศ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์” นักวิชาการและผู้ลี้ภัยมาตรา 112 อาจารย์ประจำสถาบันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยเกียวโต ผู้ซึ่งเคยรับราชการในกระทรวงต่างประเทศในช่วงปี พ.ศ.2537 - 2553 ได้ออกมาเรียกร้องให้พรรคประชาชนตรวจสอบจริยธรรมของนายพิศาล โดยระบุว่า เคยมีพฤติกรรมปกป้องการทำรัฐประหารปี 2557 และเคยทำผิดจริยธรรมในกรณีชู้สาว พร้อมระบุด้วยว่าตนรู้จักนายพิศาลดี โดยเคยเป็นเจ้านายของตนโดยตรงสมัยทำงานที่กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ

“ต้องการเรียกร้องให้ทั้งพรรคประชาชนและสื่อตรวจสอบถึงคุณสมบัติของนายพิศาล มาณวพัฒน์ อดีตข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศ ที่เพิ่งได้รับการมอบหมายให้เป็น รมว.กต.หากพรรคประชาชนได้มีโอกาสจัดตั้งรัฐบาล ในระหว่างที่นายพิศาลดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตไทยประจำสหรัฐอเมริกา นายพิศาลได้เขียนจดหมายถึงบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ The Washington Post เพื่อปกป้องการทำรัฐประหารของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา และได้ให้ข้อมูลเท็จว่าไม่มีนักโทษการเมืองในขณะนั้น...

“...นายพิศาลทำความผิดจริยธรรมในเรื่องชู้สาวในระหว่างรับราชการที่กระทรวงการต่างประเทศ จนเป็นเรื่องใหญ่โตที่ฝ่ายหญิงมาร้องเรียนถึงที่กระทรวงฯ เรื่องนี้พรรคประชาชนต้องออกมาอธิบายอย่างชัดเจนว่า ในขณะที่พรรคประชาชนตรวจสอบจริยธรรมของพรรคอื่น และพรรคได้ตรวจจริยธรรมของคนของพรรคเองด้วยหรือไม่”นายปวินโพสต์จดหมายเปิดผนึกผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว

งานนี้ ทำเอาทั้งนายพิศาลและหัวหน้าเท้ง-ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ถึงกับเต้นเป็นเจ้าเข้าเลยทีเดียว ด้วยเรื่องราวที่ “ปวิน” ออกมาแฉนั้นช่างสวนทางกับอุดมการณ์อันเลอเลิศของพรรคส้มที่ตั้งเอาไว้ชนิดหน้ามือเป็นหลังมือ

ทั้งนี้ นายพิศาลได้ออกแถลงการณ์ชี้แจงเรื่องดังกล่าว ระบุว่า เนื้อหาใน The Washington Post ไม่ใช่ความเห็นของตนแต่เป็นหนังสือชี้แจ้งที่ยกร่างโดยกระทรวงต่างประเทศ และเมื่อเกิดการรัฐประหารปี 2557 ตนให้สัมภาษณ์สื่อแคนาดาจริงแต่ไม่เคยกล่าวสนับสนุนรัฐประหาร ในส่วนของประเด็นชู้สาวนั้น เกิดขึ้นเมื่อ 20 ปีก่อน ได้ยอมรับผิดและผ่านกระบวนการรับผิดของต้นสังกัด รวมถึงครอบครัวได้ให้อภัยและสนับสนุนเข้าสู่การทำงานการเมือง

“ตามที่มีการตั้งประเด็นการทำหน้าที่ของผมในระหว่างการเป็นเอกอัครราชทูตประจำสหรัฐอเมริกา ในทำนองแก้ต่างให้รัฐบาล คสช. หลังการรัฐประหารนั้น ผมเข้าใจว่า คงมาจากสาระในหนังสือชี้แจงจากสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงวอชิงตัน ต่อบรรณาธิการ นสพ. วอชิงตัน โพสต์ ซึ่งไม่ใช่ข้อความส่วนตัวของผม แต่กระทรวงการต่างประเทศเป็นผู้ยกร่าง และสั่งการมาให้สถานเอกอัครราชทูตส่งต่อให้กองบรรณาธิการ นสพ. อันเป็นเรื่องปกติเมื่อมีการพาดพึงถึงการเมืองในประเทศไทยในสื่อมวลชนฉบับใด ของประเทศใด กระทรวงการต่างประเทศ โดยกรมสารนิเทศ ก็จะยกร่างหนังสือชี้แจงและสั่งการให้สถานทูตส่งต่อถึงบรรณาธิการของสื่อมวลชนเสมอ และบรรณาธิการก็มักจะนำไปตีพิมพ์เพื่อเป็นข้อมูลอีกด้านให้ผู้อ่านใช้วิจารณญาณ

“อนึ่ง ในวันที่มีการรัฐประหาร 22 พ.ค. 2557 ขณะนั้น ผมดำรงตำแหน่งเป็นเอกอัครราชทูตไทย ประจำแคนาดา และได้รับเชิญด่วนจากสถานีโทรทัศน์ของแคนาดา 2 ช่อง ให้ไปสัมภาษณ์สดในวันเดียวกัน ผมตัดสินใจไป เพราะคงไม่สามารถรอการอนุมัติจากกระทรวงการต่างประเทศที่ถูก shut down จากผู้ชุมนุมประท้วง และตระหนักดีว่าเป็นเรื่องหน้าตาความน่าเชื่อถือของประเทศ เพื่อไม่ให้ชาวตะวันตกเห็นว่าไทยเป็นรัฐล้มเหลวและเพื่อสร้างความมั่นใจเรื่องความปลอดภัยของชาวแคนาดาที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย
 
“ในการสัมภาษณ์ดังกล่าว ผมจำได้ว่าไม่เคยกล่าวอะไรที่เป็นการสนับสนุนการปฏิวัติรัฐประหาร พิธีกรตั้งคำถามสุดท้ายกับผมว่า ที่มาให้ความเห็นทั้งหมดนี้ มาในนามรัฐบาลที่พ้นจากอำนาจไปหรือรัฐบาลทหาร ผมตอบว่า ผมมาในฐานะตัวแทนประเทศไทย หากจะตรวจสอบท่าทีและความคิดของผมเรื่องสิทธิมนุษยชน โปรดหาอ่านได้จากคำอภิปรายในช่วงการดำรงตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งผมได้รวบรวมความเห็นไว้ทั้งหมดในหนังสือรายงาน “สว. รายงานประชาชน ภารกิจยากมากที่ยังรอการปฏิบัติ”
“ส่วนประเด็นเรื่องส่วนตัวผมที่เกิดขึ้นประมาณกว่า 20 ปีมาแล้ว ผมยอมรับผิดและผมได้ผ่านกระบวนการรับผิดต่อหน่วยงานต้นสังกัด ทั้งครอบครัวได้ให้อภัยและสนับสนุนการเข้าสู่การทำงานการเมืองเพื่อช่วยให้การต่างประเทศเดินหน้าอย่างสง่างามอีกครั้งด้วยประสบการณ์จริงที่ผ่านมาของผม”
 
ขณะที่หัวเท้งชี้แจงเรื่องทูตพิศาลว่า ได้รับเรื่องซึ่งได้มีการพูดคุยและตรวจสอบเบื้องต้นแล้ว โดยเฉพาะจุดยืนในสมัยที่นายพิศาลดำรงตำแหน่งเป็นเอกอัครราชทูตอยู่ที่สหรัฐอเมริกา ในยุคคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ซึ่งตนไม่สามารถตอบแทนความคิดในใจของนายพิศาลได้ว่าขณะนั้นมีจุดยืนทางการเมืองอย่างไร แต่ที่ตอบได้คือ ท่านเป็นข้าราชการประจำอยู่ที่สหรัฐอเมริกา เพราะฉะนั้นต้องทำหน้าที่ ภายใต้หมวกของข้าราชการกระทรวงต่างประเทศ

“ถ้าเราลองดูประวัติที่ผ่านมาในช่วงหลัง ตอนที่ทูตพิศาลทำหน้าที่เป็น สว. นอกจากการโหวตให้คุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แล้ว การเลือกโหวตเห็นชอบกับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อปิดสวิตช์

สว. ท่านทูตพิศาลก็ได้ลงมติเห็นชอบถึง 6 ครั้ง เพราะฉะนั้นการแสดงออกจุดยืนทางการเมือง ก็เป็นสิ่งที่สามารถพิสูจน์ได้ในระดับหนึ่ง ว่ามีแนวคิดไปในทิศทางเดียวกันกับพรรคประชาชน”

ฟังคำอธิบายจากหัวหน้าเท้งและทูตพิศาลแล้ว สรุปได้เลยว่า ไม่มีอะไรดีขึ้นจากเดิมเท่าใดนัก

แต่ปัญหาของทูตพิศาลยังไม่หมดเพียงเท่านั้น เพราะมีผู้ตั้งข้อสังเกตอีกว่า การเปิดตัวทูตพิศาลเป็นว่าที่รัฐมนตรีต่างประเทศนั้น พรรคส้มไม่ได้มีการตรวจสอบข้อมูลอย่างรอบคอบ เนื่องเพราะทูตพิศาลอาจจะดำรงตำแหน่งไม่ได้เนื่องจากพ้นจากตำแหน่ง สว. ยังไม่ครบ 2 ปี ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งความผิดพลาดไม่ต่างจากหลายเหตุการณ์ก่อนหน้าที่พรรคประชาชนมีปัญหา ไม่ว่าจะเป็นกรณีธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ และล่าสุดกับ “บุญฤทธิ์ เรารุ่งโรจน์” หรือ “แบงค์” ผู้สมัคร สส.กรุงเทพฯ เขต 33 (เขตบางพลัด-บางกอกน้อย) ของพรรคประชาชน ตามหมายจับข้อหาเกี่ยวข้องกับขบวนการค้ายาเสพติด และการฟอกเงิน ที่มีเงินหมุนเวียนกว่า 2 หมื่นล้านบาท

นายณัฐพงษ์ ยืนยันว่า ก่อนหน้านี้มีการตรวจสอบแล้ว ไม่ได้เกิดจากความสะเพร่า มีการพูดคุยกับนายพิศาลแล้วว่าในช่วงแรกที่มีการตั้งคณะรัฐมนตรี กรณีที่พรรคประชาชนได้เป็นรัฐบาล นายพิศาลอาจยังไม่สามารถดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีได้ แต่พอครบวาระก็จะสามารถดำรงตำแหน่งได้

ฟังคำอธิบายจากหัวหน้าเท้งแล้ว หลายคนมีความเห็นว่า พรรคประชาชนไม่รอบคอบจริงๆ เพราะเหตุผลที่อ้างมานั้น ไม่สอดรับกับข้อเท็จจริงที่ทางพรรคต้องการจะมาขายฝัน

ถัดมาคือ “อาจารย์อ้อ-รศ.ดร.อนุชาติ พวงสำลี” ประธานคณะกรรมการอำนวยการ โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่เมื่อเปิดตัวก็ดูเหมือนจะได้รับการยอมรับอยู่ไม่น้อย แต่ไม่นานนักก็ถูกตั้งคำถามเกี่ยวกับแนวคิดที่ได้เคยให้สัมภาษณ์ไว้อยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะจาก “ฝ่ายตรงข้าม” ที่ไปตรวจสอบข้อมูลและโยนคำถามถึงความเหมาะสมถ้าได้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการจริงๆ

นั่นก็คือแนวคิดที่อาจารย์อ้อได้ให้สัมภาษณ์เอาไว้ในบางช่วงบางตอนว่า “เราไม่มีวิชาลูกเสือเนตรนารี เราไม่สอนวิชาชื่อพระพุทธศาสนา เด็กไม่ต้องมายืนเคารพธงชาติตอนเช้า ไม่มีสวดมนต์ตอนเช้า แต่เรามีคำตอบในการอธิบายสิ่งเหล่านี้ทั้งหมด”
สำหรับ “ศ.ดร.มุนินทร์” อดีตคณบดี คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์นั้น เป็นอีกหนึ่งเทคโนแครตสายวิชาการที่น่าสนใจ ด้วยมีชื่อชั้นเป็นที่ยอมรับพอสมควร ขณะเดียวกันเมื่อย้อนดูแนวคิด จุดยืนและการให้สัมภาษณ์ที่ผ่านมาก็จะเห็นว่า เป็นไปในทิศทางเดียวกับพรรคประชาชน ไม่ว่าจะเป็นต่อคดีมาตรา 112 ต่อผู้ต้องหาจากการเคลื่อนไหว 3 นิ้ว รวมถึงท่าทีต่อบทบาทศาลและกระบวนการยุติธรรม รวมถึงแนวคิดในเรื่อง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม
 
อาจารย์มุนินทร์ให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อเอาไว้ว่า พรรคชัดเจนอยู่แล้วว่าไม่มีนโยบายการแก้ไขมาตรา 112 เพราะติดคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ก็ลืมไปได้เลย ต่อมาคือเรื่องการนิรโทษกรรม พรรคก็ได้ชี้แจงอย่างชัดเจน และเป็นนโยบายของพรรคว่า ถ้าจะพิจารณานิรโทษกรรมทางการเมือง ควรจะพิจารณานักโทษทุกกลุ่ม รวมถึงนักโทษในคดีมาตรา 112 ด้วย โดยจุดยืนส่วนตัวเห็นด้วย เพราะถ้าเทียบกับฐานความผิดอื่น ๆ ที่มีความผิดร้ายแรงบางฐาน ก็มีโทษประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิต ก็ได้รับการพิจารณา
 
“เพราะฉะนั้นพรรคขับเคลื่อนเรื่องนี้ แต่สุดท้ายคนตัดสินใจคือ รัฐสภา ต้องผ่านเวทีการพูดคุยกันอย่างมาก ต้องดีเบตในสภาอีกครั้งว่าเห็นด้วยหรือไม่อย่างไร ในเรื่องการนิรโทษกรรมทุกครั้ง เพราะฉะนั้นแล้ว นโยบายเป็นส่วนหนึ่งในการบริหาร ส่วนการขับเคลื่อนเป็นเจตจำนงของสภา ของคนในสังคม และของผู้แทนประชาชนที่นั่งในสภาว่าเห็นด้วย หรือไม่เห็นด้วย อาจไม่ผ่านก็ได้ หากเขาไม่เห็นด้วย” รศ.ดร.มุนินทร์ กล่าว
 
ทั้งนี้ มีการประเมินว่า เส้นทางของอาจารย์มุนินทร์นั้นน่าจะถูกเชื่อมต่อมาจาก “ธรรมศาสตร์คอนเนกชั่น” ที่ค่อนข้างแนบแน่นกับพรรคประชาชนอยู่เป็นทุนเดิม โดยเฉพาะส่วนตัวของอาจารย์มุนินทร์ที่มีสายสัมพันธ์อันดีในทางวิชาการกับ “ศ.ดร.สมคิด เลิศไพฑูรย์-ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์” 2 อดีตอธิการบดี มธ.
 
มีข้อมูลรายงานผ่านสื่อหลายสำนักว่า “อาจารย์สมคิด” เป็นหนึ่งในคีย์แมนสำคัญ ในการเจรจาหารือกับ “ฝ่ายส้ม” หาจุดกึ่งกลางในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ขณะที่ “อาจารย์สุรพล” ถูกพรรคก้าวไกล เชิญมาเป็นพยานสำคัญ เพื่อต่อสู้คดียุบพรรคก้าวไกล เมื่อต้นปี 2567 ที่ผ่านมา
 
และรายที่สี่ก็คือ “ณัฐยา บุญภักดี” อดีตผู้อำนวยการอาวุโส สำนักสนับสนุนสุขภาวะเด็ก เยาวชน และครอบครัว แห่งสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ซึ่งบอกตรงๆ ว่า มิได้สร้างความฮือฮามากสักเท่าไหร่ แถมยังว่ากันว่า เธอคือหัวหอกสำคัญในการแก้กฎหมายเปลี่ยนคำนำหน้าชื่อตามเพศภาพได้ ที่ขณะนี้กำลังถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก
 
ก่อนหน้านี้ “ณัฐยา” ได้แสดงความคิดเห็นผ่านเพจเฟซบุ๊กของพรรคประชาชนโดยยืนยันว่า มีคนข้ามเพศจำนวนไม่น้อยที่ประสบปัญหาในการใช้ชีวิตประจำวัน เพียงเพราะคำนำหน้านามไม่สอดคล้องกับลักษณะภายนอกที่ผู้คนมองเห็น เช่น ปัญหาในการเดินทางผ่านด่านตรวจคนเข้าเมือง เพียงเพราะคำนำหน้านามไม่สอดคล้องกับรูปลักษณ์ภายนอก อย่างไรก็ตาม พรรคประชาชนตระหนักดีว่าการเปลี่ยนแปลงนี้อาจส่งผลกระทบต่อผู้คนในสังคมอย่างกว้างขวาง เช่น กลุ่มบุคลากรการแพทย์ ที่มีประเด็นข้อห่วงใยเกี่ยวกับการรับทราบข้อมูลจากผู้ป่วยที่เปลี่ยนคำนำหน้านามนั้น อาจทำให้ผิดหลงไปและทำให้ความแม่นยำในการวินิจฉัยและการรักษาลดลง ซึ่งจะส่งผลร้ายโดยตรงต่อผู้เข้ารับบริการ ...พรรคประชาชนขอน้อมรับความคิดเห็นจากทุกฝ่าย และขอเสนอตัวเป็นแพลตฟอร์มในการรับฟังและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับคนทุกกลุ่ม เพื่อทำความเข้าใจและแก้ไขข้อกังวลใจของคนในสังคม ก่อนที่จะมีการดำเนินการอื่นใดต่อไป
 
ถึงตรงนี้ คงต้องติดตามกันต่อไปว่า พรรคประชาชนจะประสบความสำเร็จจากแคมเปญ “The Professionals” ได้มากน้อยแค่ไหน และจะเป็นไปตามที่ “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” ผู้ช่วยหาเสียงพรรคประชาชน ปราศรัยที่ จ.อุบลราชธานี ประกาศไว้ว่า “จะหักปากกาเซียนอีกรอบหนึ่งว่าพรรคนี้จัดตั้งรัฐบาลได้ เราจะทำในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ให้เป็นไปได้ เรามั่นใจ ล่าสุดพรรคประชาชน ได้นำมิติใหม่มาสู่การเมือง โดยประกาศทีมผู้บริหารของประเทศออกมาก่อนการเลือกตั้ง” ได้หรือไม่

8 กุมภาพันธ์ 2569 นี้ ได้รู้กันอย่างแน่นอน.


กำลังโหลดความคิดเห็น