ผู้จัดการสุดสัปดาห์- การประกาศจัดตั้ง “สาธารณรัฐกอทูเล” โดย Kawthoolei Army (KTLA) ของ เนอดา เมียะ เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา สร้างความฮือฮาและถูกขยายความสำคัญในสื่อไทยทั้งถูกมองไปไกลถึงขนาดที่ว่านี่อาจเป็นจุดเปลี่ยนของภูมิรัฐศาสตร์ชายแดนตะวันตก และอาจกลายเป็นภัยคุกคามใหม่ต่อความมั่นคงของประเทศไทยเลยทีเดียว
แต่หากมองลึกลงไป ปรากฏการณ์นี้ไม่ได้สะท้อนการเกิดรัฐใหม่ หากแต่เป็นภาพสะท้อนของการปะทะกันระหว่างความฝัน อุดมการณ์ ความเหนื่อยล้า และผลประโยชน์ ในขบวนการกะเหรี่ยง รวมถึงการฉกฉวยประโยชน์จากความขัดแย้งชายแดนทั้งในแง่ความมั่นคงและแหล่งระดมทรัพยากรของชาติมหาอำนาจสหรัฐฯ-จีน รวมทั้งประเทศเพื่อนบ้านอย่างไทย
เนอดา เมียะ ไม่ใช่คนแปลกหน้าในโลกการเมืองกะเหรี่ยง เขาเป็นบุตรชายของ “ลุงอ้วน - นายพลโบเมียะ” อดีตผู้นำกะเหรี่ยงระดับตำนานของสหภาพภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (Karen National Unio – KNU) ผู้เป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้ยาวนานหลายทศวรรษ ความฝันเรื่องกอทูเล จึงไม่ใช่สิ่งที่เขาประดิษฐ์ขึ้นใหม่ หากแต่เป็นความฝันร่วมที่ถูกพูดถึงมาโดยตลอดในฐานะปลายทางของการต่อสู้
ปัญหาของกะเหรี่ยงไม่ได้อยู่ที่การขาดอุดมการณ์การสร้างชาติ แต่อยู่ที่ “การเมืองภายใน” ที่บ่อนทำลายความเข้มแข็งทางการทหารและความเป็นเอกภาพซ้ำแล้วซ้ำเล่า เมื่อวันเวลาผ่านไป ยิ่งเนิ่นนาน อุดมการณ์ที่ยิ่งใหญ่เริ่มถูกท้าทายด้วยคำถามพื้นฐานว่า ลูกเมียจะอยู่อย่างไร ลูกน้องจะกินอะไร ในเมื่อยิ่งสู้รบ ยิ่งยากจน และผลลัพธ์ทางการเมืองก็ยังวนกลับมาที่จุดเดิม
ความเหนื่อยล้า ความยากจน ความล้มเหลวซ้ำแล้วซ้ำเล่า และความอิจฉาริษยาระหว่างกลุ่ม ไม่ใช่เรื่องใหม่ในขบวนการปฏิวัติใด ๆ เสมือนหนังม้วนเดิมที่ฉายซ้ำแล้วซ้ำเล่าไม่ต่างจากเรื่องราวของ “อนาคิน สกายวอล์คเกอร์” ตัวละครหลักในมหากาพย์ Star Wars ที่มีเส้นทางชีวิตที่เป็นศูนย์กลางของเรื่องราวตั้งแต่นักพยากรณ์ผู้ถูกเลือกไปจนถึงการกลายเป็นตัวร้ายที่โด่งดังที่สุดในโลกภาพยนตร์ จากความอัดอั้นและความรู้สึกว่าถูกทรยศที่ค่อย ๆ ผลักเขาเข้าสู่ด้านมืด
สภาพของกะเหรี่ยงในปัจจุบันจึงแตกออกเป็นกลุ่มใหญ่ ๆ กลุ่มหนึ่งคือผู้ที่สู้มานาน พอแล้ว เหนื่อยแล้ว ขอทำธุรกิจ ทำมาหากินแบบไม่ต้องหนีระเบิดอีกต่อไป กับอีกกลุ่มหนึ่งที่ยังหากินกับการสู้รบไม่ว่าจะเป็นเหมืองแร่ การเก็บภาษีเส้นทางการค้า หรือกิจกรรมสีเทารูปแบบต่าง ๆ ซึ่งยังคงเชื่อมั่นว่าอุดมการณ์กอทูเลต้องถูกทำให้เป็นจริง แม้ต้องลากเส้น “รัฐในฝัน” ตั้งแต่แม่น้ำสาละวินไปจนถึงลุ่มน้ำอิรวดี
บนเส้นทางการต่อสู้เพื่อสร้างรัฐในฝัน การเปิดรับบริจาคจากมวลชนกะเหรี่ยงในต่างประเทศ ผู้ร่วมสนับสนุนอุดมการณ์นี้ จึงกลายเป็นเรื่องปกติ แต่อีกด้านการระดมทุนก็กลายเป็นดาบสองคม เพราะเมื่อเงินจำนวนมากไหลเข้ามาโดยขาดระบบตรวจสอบ ปัญหาทุจริตคอร์รัปชันก็แทบหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในขบวนการปฏิวัติ มักจะมีคนที่รวยและสุขสบายกว่าคนอื่นเสมอ
นี่คือปัญหาที่ตามหลอกหลอนเนอดา เมียะ ในช่วงหลัง ขณะที่เขาและครอบครัวสามารถใช้ชีวิตอย่างสะดวกสบาย เดินทางไปสหรัฐอเมริกาเป็นเดือน ๆ หรือส่งบุตรหลานไปเรียนต่างประเทศได้ แต่ลูกน้องระดับแนวหน้าของ KTLA กลับมีความเป็นอยู่ที่ยากลำบาก ซ้ำร้ายกำลังพลบางส่วนยังสร้างปัญหาให้กับชาวบ้านในพื้นที่ จนถูกขับไล่ไสส่งออกไป
คำถามจึงย้อนกลับมาอย่างเจ็บแสบว่า หากกองกำลังหลักร้อยยังบริหารจัดการไม่ได้ แล้วจะปกครองชาวกะเหรี่ยงเป็นล้าน ๆ คนในนามสาธารณรัฐได้อย่างไร
สำนักข่าวชายขอบ ซึ่งติดตามสถานการณ์ชายแดนไทย-เมียนมา มาโดยตลอด สัมภาษณ์ พะโด่ซอตอนี โฆษกสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNU) เมื่อวันที่ 7 มกราคมที่ผ่านมา ยืนยันว่า นายพลเนอดา เมียะ ไม่ใช่ตัวแทนของ KNU และมองว่าท่าทีล่าสุดของเนอดา เมียะ เป็นเรื่องที่น่าอับอายและไม่อยากจะพูดถึงด้วยซ้ำ
“ที่มาประกาศอะไรนี่ เรื่องนี้ไม่เกี่ยวอะไรเลย ไม่ได้ช่วยในเรื่องของการต่อสู้เพื่อประชาชนและรัฐกะเหรี่ยงเลย เขาบอกว่าตั้งรัฐและคณะรัฐมนตรี แต่กลับไม่มีระบบราชการหรือการบริหารใดๆ KNU เราคุมพื้นที่ชายแดนมากกว่า 1,000 กิโลเมตร แต่ชัดเจนว่าเขาไม่เกี่ยวด้วย” โฆษก KNU กล่าวกับสำนักข่าวชายขอบ
เป็นการแทงสวนคำประกาศของลูกชายนายพลโบเมี๊ยะ ที่ว่า “เสรีภาพไม่ได้มาแบบฟรี ๆ เสรีภาพมีราคาแพงอย่างยิ่ง แต่หากไม่มีมัน คุณก็ไม่ต่างอะไรจากทาส เราไม่ใช่ทาส เราคือชาติยิ่งใหญ่ มีพลเรือนมากกว่า 10 ล้านคน พวกเราต้องการการรับรองจากนานาชาติ เราต้องการเสรีภาพ” ส่วนหนึ่งของคลิปวิดีโอ เนอดา เมียะ สุนทรพจน์บน Facebook ที่เผยแพร่บนแฟนเพจ Kaw Thoo Lei Army
อย่างไรก็ดี ความอัดอั้นของชาวกะเหรี่ยงจำนวนไม่น้อยที่เบื่อหน่ายกับการบริหารขององค์นำดั้งเดิมอย่าง KNU ซึ่งถูกมองว่ารบไปค้าขายไป ไม่เอาจริงเอาจัง และบางส่วนพัวพันกับกิจกรรมสีเทาจึงกลายเป็น “ระบบนิเวศชั้นดี” ที่ “คนนอก” สามารถเข้ามาแสวงประโยชน์ได้
และตรงจุดนี้เองที่ PowerMentor เข้ามามีบทบาท
PowerMentor ก่อตั้งขึ้นในปี 1999 โดย Kevin LaChapelle อดีตเจ้าหน้าที่ตำรวจสหรัฐฯ ภายใต้เป้าหมายการให้คำปรึกษา ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม และการพัฒนาผู้นำเพื่อสร้าง โลกใหม่ที่เสรีและกล้าหาญ ในทางปฏิบัติ Kevin ทำหน้าที่เป็นตัวกลางเชื่อมชุมชนกะเหรี่ยงในสหรัฐฯ เข้ากับเนอดา เมียะ และ KTLA
มีเสียงสะท้อนจากหลายแหล่งว่า Kevin LaChapelle คือผู้ให้คำปรึกษาเชิงยุทธศาสตร์แก่เนอดา เมียะ ตั้งแต่ช่วงที่ถูกปลดออกจาก KNDO และผลักดันให้แยกตัวออกมาตั้ง KTLA บทบาทของ PowerMentor ทำให้ KTLA สามารถระดมทุนจากกะเหรี่ยงพลัดถิ่นในสหรัฐฯ และประเทศตะวันตกได้อย่างเป็นระบบในช่วงแรก แต่ต่อมากลับสะดุดอย่างหนักจากปัญหาทุจริตและความไม่โปร่งใส จนทำให้ภาพลักษณ์ของ เนอดา เมียะ เสื่อมถอย และกำลังพลจำนวนหนึ่งไหลกลับไปสู่ KNU
ถึงกระนั้น Kevin LaChapelle และเครือข่ายกะเหรี่ยงสายสหรัฐฯ ก็ยังคงเดินทางเข้าออกชายแดนไทย–เมียนมา อย่างสม่ำเสมอ ทั้งเพื่อส่งสิ่งของ เผยแพร่แนวคิดกอทูเล และรักษาเครือข่าย แต่ไม่ใช่ชาวกะเหรี่ยงทุกคนจะยอมรับ เพราะเมื่อภารกิจเสร็จสิ้น พวกเขาก็สามารถกลับไปใช้ชีวิตปลอดภัยในสหรัฐฯ ขณะที่คนในพื้นที่ยังต้องวิ่งหนีระเบิดจากเครื่องบินรบเมียนมาต่อไป
ความซับซ้อนยิ่งเพิ่มขึ้นเมื่อการประกาศ “สาธารณรัฐกอทูเล” เกิดขึ้นพร้อมกับภูมิรัฐศาสตร์โลกระลอกใหม่ โดยเฉพาะกรณีที่สหรัฐฯ ใช้กำลังทางทหารในเวเนซูเอลา ทำให้วาทกรรมเรื่องการแทรกแซง เสรีภาพ และการเปลี่ยนแปลงระบอบกลับมา “ขายได้” อีกครั้งในตลาดการเมืองระหว่างประเทศ ภายใต้แรงกดดันจากการปราบปรามขบวนการสแกมเมอร์ตามแนวชายแดนรัฐกะเหรี่ยงอย่างเข้มข้นก่อนการเลือกตั้งวันที่ 28 ธันวาคม 2568 การเล่นใหญ่ทางข่าวจึงอาจเป็นความพยายามเรียกร้องความสนใจและระดมทุนในยามที่ทุนรอนร่อยหรอลง
คำถามด้านความมั่นคงที่ไทยหลีกเลี่ยงไม่ได้คือ หากวันหนึ่งโดรนของกองทัพเมียนมาทิ้งระเบิดใส่ “ทำเนียบประธานาธิบดี” ของเนอดา เมียะ และเขาต้องหนีข้ามพรมแดนมาหลบในฝั่งไทย รัฐเมียนมาจะกล่าวหาว่าไทยให้ที่พักพิงแก่กลุ่มก่อการร้ายหรือไม่ นี่ไม่ใช่คำถามเชิงสมมติลอย ๆ แต่คือ ความเสี่ยงจริงของชายแดนที่รัฐไทยต้องหาทางรับมือ
ปัญหาจึงไม่ใช่การประกาศตั้งสาธารณรัฐกอทูเล หากแต่คือ กลุ่มที่ประกาศไม่มีศักยภาพเพียงพอจะทำหน้าที่เป็นรัฐกันชน และยังมีอิทธิพลทางความคิดจากต่างประเทศเข้ามาบงการโดยตรง ในเชิงยุทธศาสตร์ หากไทยมองว่ากะเหรี่ยงหรือไทใหญ่เป็นรัฐกันชน ไทยควรเป็นประเทศเดียวที่มีอิทธิพลหลัก ไม่ใช่ปล่อยให้มหาอำนาจหรือเครือข่ายต่างชาติแย่งพื้นที่อิทธิพลไปทีละน้อย
บทเรียนจากกรณีว้าแดงยังคงชัดเจน ครั้งหนึ่งว้าเคยเกรงใจไทย แต่เมื่อมีมหาอำนาจจีน กลายเป็น“พี่ใหญ่” ให้การคุ้มครองว้า ไทยก็กลายเป็นเพียงสวนหลังบ้านที่เข้ามาเมื่อไรก็ได้ ขอเพียงมีเงินติดสินบนเจ้าหน้าที่
เป็นที่รู้กันว่า ว้าเข้ามาตั้งฐานปฏิบัติคร่อมพื้นที่แนวชายแดนไทย - เมียนมา โดยกองทัพสหรัฐว้า (UWSA) ยังคงรักษาฐานที่มั่นบริเวณ ดอยหัวม้า อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ซึ่งไทยยืนยันว่าเป็นพื้นที่อธิปไตยของไทย แต่ทาง UWSA อ้างว่าเป็นเขตพื้นที่ของเมียนมา และยังมีพื้นที่เฝ้าระวังอื่นๆ เช่น อำเภอปางมะผ้า จังหวัดแม่ฮ่องสอน และอำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ในช่วงที่ผ่านมา กองทัพไทยได้เจรจาและยื่นคำขาดให้กองกำลังว้าถอนตัวออกจากฐานที่มั่นที่รุกล้ำเข้ามาตามกำหนดเส้นตาย แต่ฝ่ายว้าปฏิเสธคำขอและอ้างว่าการปักปันเขตแดนยังไม่มีความชัดเจน
รศ.ดร.ดุลยภาค ปรีชารัชช อาจารย์คณะศิลปศาสตร์ สาขาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้ความเห็นผ่านสื่อว่า การประกาศเอกราชสาธารณรัฐกอทูเล มีประเด็นที่ต้องระวังอย่างมาก คือผลกระทบแบบโดมินิโนที่กระตุ้นให้กลุ่มชาติพันธุ์ที่มีศักยภาพกว่า เช่น กองทัพอาระกัน หันมาประกาศเอกราชบ้าง รวมถึงการสร้างรัฐว้าโดยว้าแดง ซึ่งมีผลกระทบต่อไทยเพราะพื้นที่ติดกับเชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน รวมถึงปัญหามลพิษลุ่มแม่น้ำกกจากการทำเหมืองแร่หายากของจีน
ประเด็นที่สำคัญที่สุด สาธารณรัฐกอทูเล อาจไม่มีวันเกิดขึ้นจริง แต่สิ่งที่กำลังก่อตัวคือ การสูญเสียอิทธิพลเชิงโครงสร้างของไทยต่อชนกลุ่มน้อยตามแนวชายแดน หากปล่อยให้รัฐในจินตนาการและเงาอำนาจจากชาติมหาอำนาจมีอิทธิพลต่อชนกลุ่มน้อยต่อไปโดยไทยไม่ทบทวนยุทธศาสตร์ คำถามสุดท้ายจึงไม่ใช่ “กอทูเลจะเกิดจริง” หรือไม่ แต่คืออำนาจในการกำหนดชะตาอนาคตชายแดนตะวันตกของไทยกำลังหลุดลอยไป ใช่หรือไม่?


