xs
xsm
sm
md
lg

ผู้จัดการสุดสัปดาห์

x

ปีม้าไฟไทยเสี่ยงภัยพิบัติพุ่ง New Normal “ท่วมหนัก-แล้งจัด” เตือน “เอลนีโญ” วนลูปมาซ้ำ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ผู้จัดการสุดสัปดาห์ -  อันดับเสี่ยงภัยพิบัติจากภาวะโลกร้อนอากาศวิปริตสุดขั้วล่าสุดของไทยที่พุ่งกระฉูด จากอันดับ 72 มาเป็นอยู่อันดับที่ 17 ของโลก ได้ยินได้ฟังแล้ว “มีหนาว” จับขั้วหัวใจ รูปธรรมที่เห็นชัด ๆ ปีที่ผ่านมาทั้งเหนือและใต้เพิ่งเจอน้ำท่วมใหญ่ ส่วนในปีนี้คาดจะมีเอญนีโญร้อนแล้งให้ลุ้นระทึก โดยเฉพาะภาคเกษตรที่เสี่ยงเสียหายหนัก 


ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์  นักวิชาการด้านทะเลและสิ่งแวดล้อม และอาจารย์ประจำภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ออกมาโพสเตือนให้สังคมไทยเตรียมรับมือความเสี่ยงจากภัยพิบัติที่จะทวีความรุนแรงขึ้น โดยอ้างอิงข้อมูลจากดัชนีความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ (Climate Risk Index: CRI) ว่า ประเทศไทยมีอันดับความเสี่ยงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จากอันดับที่ 72 ในปี 2022 ขยับขึ้นมาอยู่ที่อันดับ 17 ในการประเมินล่าสุดปี 2024 สะท้อนถึงการเผชิญเหตุสภาพอากาศสุดขั้วที่มีความถี่และรุนแรงมากขึ้น ขณะเดียวกัน ความเสี่ยงในระยะยาวของประเทศไทยก็มีแนวโน้มแย่ลง จากอันดับ 30 ในปี 2022 ขยับขึ้นมาอยู่ที่อันดับ 22 ในปี 2024

นักวิชาการด้านทะเลและสิ่งแวดล้อม บอกด้วยว่า เรื่องภาวะโลกร้อนไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป ความเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศสุดขั้วที่เกิดขึ้น ทั้งเหตุการณ์ฝนตกหนัก น้ำท่วม และพายุ เป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนในวงกว้าง รวมถึงสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจในระดับสูง และความเชื่อมั่นด้านการลงทุนของประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ พร้อมเรียกร้องให้ทุกภาคส่วนเร่งวางแผนรับมือและปรับตัวอย่างจริงจัง ก่อนความสูญเสียจะทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นในอนาคต

ดัชนีความเสี่ยงข้างต้น มีคำอธิบายเพิ่มเติมจาก  ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช  อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่ารายงาน Climate Risk Index (CRI) 2026 โดยองค์กร Germanwatch ที่ประเมินผลกระทบจากเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วทั่วโลก โดยใช้ฐานข้อมูลระหว่างประเทศ ช่วงระยะเวลา 30 ปี (ค.ศ. 1995–2024) ทั่วโลกเกิดเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วมากกว่า 9,700 ครั้ง มีประชากรได้รับผลกระทบเกือบ 5.7 พันล้านคน มีผู้เสียชีวิตกว่า 832,000 คน เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจรวมกว่า 4.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยสาเหตุการเสียชีวิตสูงที่สุดเกิดจากคลื่นความร้อนและพายุ รวม 66% ส่วนน้ำท่วมส่งผลกระทบต่อประชากรมากที่สุด 48% และพายุสร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจสูงที่สุด 58% หรือราว 2.64 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ

 สำหรับปี 2024 ประเทศที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วมากที่สุด 10 อันดับแรก ได้แก่ เซนต์วินเซนต์และเกรนาดีนส์ เกรนาดา ชาด ปาปัวนิวกินี ไนเจอร์ เนปาล ฟิลิปปินส์ มาลาวี เมียนมา และเวียดนาม ขณะที่ความเสี่ยงระยะยาว 30 ปี ประเทศที่ได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุด ได้แก่ โดมินิกา เมียนมา และฮอนดูรัส ซึ่งกลุ่มประเทศดังกล่าว มีความสามารถในการปรับตัวต่ำกว่าประเทศอื่น 

ดร.พิรุณ กล่าวถึงประเทศไทยว่าเผชิญกับความสูญเสียและความเสียหายจากสภาพอากาศสุดขั้ว โดยยกตัวอย่างน้ำท่วมหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ที่มีความเสี่ยงเรื่องภัยอันตรายจากฝนตกหนักสูงสุดถึง 350 มิลลิเมตรต่อวัน ถือเป็นปริมาณที่มากผิดปกติในรอบ 300 ปี ส่งผลกระทบสร้างความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สิน เป็นสัญญาณบ่งชี้ที่ชัดเจนถึงผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้รูปแบบของฝนเปลี่ยนแปลงไป รัฐบาลจึงต้องเร่งติดตั้งเครื่องมือเตือนภัยและพัฒนาเครือข่ายการเตือนภัยโดยเฉพาะพื้นที่เสี่ยงสูง และผลักดันสังคมคาร์บอนต่ำ ตั้งเป้าบรรลุเป้าหมายปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ในปี 2050

กล่าวสำหรับน้ำท่วมหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ช่วงเดือนพฤศจิกายน – ธันวาคม 2568 นั้น มูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจในพื้นที่หาดใหญ่ มีการประเมินมูลเบื้องต้นอยู่ที่ประมาณ 12,000 - 30,000 ล้านบาท ขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่น้ำท่วมขังและขอบเขตการคำนวณของแต่ละหน่วยงาน ส่วนความเสียหายทั้งจังหวัดสงขลา อาจสูงถึง 75,000 ล้านบาท โดยคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) คาดการณ์ว่าเหตุการณ์ดังกล่าวอาจทำให้ GDP ของปี 2568 โตลดลงเหลือเพียง 2% และส่งผลต่อเนื่องถึงปี 2569 ที่อาจโตต่ำเพียง 1.6-2.0%

น้ำท่วมหาดใหญ่เมื่อปีที่แล้วถือเป็นสภาพ “ความวัว” ยังไม่ทันหาย ความเสียหายใหญ่หลวงยังฟื้นฟูกลับคืนมาได้ไม่เต็มร้อย ก็มี “ความควาย” ก็เข้ามาแทรกในปีนี้ โดยข้อมูลการคาดการณ์จากสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (สสนก.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ชี้ให้เห็นถึงการก่อตัวขึ้นของปรากฏการณ์ “เอลนีโญ” ซึ่งคาดว่าอิทธิพลของเอลนีโญจะก่อตัวต่อเนื่องจากกลางปีนี้ไปจนถึงสิ้นปี ทำให้มีความเสี่ยงจะเกิดภัยแล้งระดับรุนแรง ช่วงฤดูร้อนมีอุณหภูมิที่สูงเกินค่าความปกติในทุกพื้นที่ ฤดูฝนมาช้ากว่าปกติ และส่งผลกระทบโดยตรงต่อปริมาณน้ำฝน

ทางด้าน ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่าปี 2569 ไทยอาจเผชิญภาวะ “เอลนีโญ” อีกระลอกในช่วงครึ่งปีหลัง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อภาคเกษตรกรรมรุนแรง ทั้งจากภาวะอากาศร้อนจัดและฝนทิ้งช่วง ทำให้ผลผลิตลดลง เช่น กาแฟ อาจแพงขึ้น และกระทบต่อรายได้ครัวเรือนส่งผลต่อกำลังซื้อโดยรวม ขณะเดียวกันเศรษฐกิจไทยยังคงเปราะบาง ต้องรับมือกับความท้าทายจากกำลังซื้อในประเทศชะลอตัวและปัจจัยแวดล้อมอื่น ๆ

มองในภาพรวมแล้ว การขยับอันดับความเสี่ยงจากวิกฤตโลกร้อนชนิดที่เรียกว่าก้าวกระโดดของไทย เมื่อบวกกับเอลนีโญ ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นนับจากช่วงกลางปีจนถึงสิ้นปีนี้ จะส่งผลกระทบรุนแรงต่อภาคเกษตรกรรมของไทยอย่างหลีกเลี่ยงได้ยาก เกษตรกรต้องรับมือกับความผันผวนของสภาพอากาศสุดขั้วที่เสี่ยงเจอทั้งภาวะ “แล้งจัด-ท่วมหนัก” ที่จะเกิดถี่ขึ้นในปี 2569 โดยเฉพาะปรากฏการณ์เอลนีโญ ที่จะส่งผลกระทบทำให้อากาศร้อนจัดและภัยแล้งรุนแรงในหลายพื้นที่ ส่งผลให้พืชหลัก เช่น ข้าว มีแนวโน้มผลผลิตลดลง และเพิ่มความเสี่ยงต่อการระบาดของโรคและแมลงศัตรูพืช รวมถึงการมีต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นจากภาระค่าใช้จ่ายในการจัดการน้ำและเทคโนโลยีการเกษตรเพิ่มขึ้น ขณะที่ความผันผวนของราคาผลผลิตทำให้รายได้ไม่แน่นอน

ส่วนความเสี่ยงต่อปศุสัตว์และประมง อากาศที่ร้อนจัดทำให้สัตว์เจ็บป่วยง่าย อัตราการผสมพันธุ์ลดลง และอาจถึงขั้นล้มตาย เช่น สุกรและสัตว์ปีก รวมถึงสัตว์น้ำในบ่อเลี้ยงที่ไม่ทนทานต่อสภาพความร้อน

สำหรับข้อมูลคาดการณ์มูลค่าความเสียหายรายพืชจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในปี 2569 อ้างอิงจากการวิเคราะห์ความเสี่ยงเชิงเศรษฐกิจและแนวโน้มภัยแล้ง (เอลนีโญ) ที่อาจรุนแรงขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง มีดังนี้ ข้าว คาดการณ์ความเสียหายเฉลี่ย 10,000 – 15,000 ล้านบาทต่อปี โดยเฉพาะข้าวนาปีในเขตอาศัยน้ำฝนที่เสี่ยงต่อภัยแล้งสลับน้ำท่วมฉับพลัน

อ้อยโรงงาน ประเมินมูลค่าความเสียหายอยู่ที่ประมาณ 5,000 – 8,000 ล้านบาท เนื่องจากเป็นพืชที่ต้องการน้ำสม่ำเสมอ หากเกิดภัยแล้งรุนแรงจะส่งผลต่อค่าความหวาน (C.C.S.) และน้ำหนักต่อไร่

มันสำปะหลัง คาดความเสียหายเฉลี่ย 3,000 – 4,000 ล้านบาท ผลกระทบหลักมาจากน้ำท่วมขังในช่วงก่อนเก็บเกี่ยวที่ทำให้หัวมันเน่าเสีย และอากาศร้อนจัดที่ลดประสิทธิภาพการสังเคราะห์แสง

ส่วนทุเรียน แม้จะเป็นสินค้าดาวรุ่ง แต่มีความเสี่ยงสูงจากคลื่นความร้อน คาดการณ์ความเสียหายในกรณีที่สภาพอากาศสุดขั้วอาจสูงถึง 4,000 ล้านบาท จากปัญหาดอกร่วงและผลไม่ได้คุณภาพ

ยางพารา ความเสียหายเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 1,100 – 2,000 ล้านบาท โดยมีสาเหตุมาจากจำนวนวันกรีดยางที่ลดลงจากฝนตกผิดปกติ หรือผลผลิตน้ำยางลดลงในช่วงหน้าแล้งจัด




ส่วนมูลค่าความเสียหายในภาคปศุสัตว์ ประเมินความเสียหาย 2,500 – 4,000 ล้านบาท โดยคาดว่าสภาวะความร้อนรุนแรง (Heat Stress) จะทำให้ผลผลิตลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในกลุ่ม ไก่ไข่และสุกร ซึ่งมูลค่าความเสียหายนี้นับรวมทั้งการสูญเสียจากการตายของสัตว์ และประสิทธิภาพการให้ผลผลิตที่ลดลงประมาณ 10-15% ในช่วงฤดูร้อน ขณะเดียวกัน ภัยแล้งในปี 2569 จะกระทบต่อผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และถั่วเหลืองในประเทศ ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น และอาจซ้ำเติมมูลค่าความเสียหายรวมในห่วงโซ่การผลิตปศุสัตว์ให้สูงกว่าค่าเฉลี่ยปกติ

สำหรับภาคประมง ประเมินความเสียหาย 1,500 – 3,000 ล้านบาท โดยสภาพอากาศสุดขั้วในปี 2569 จะทำให้เกิดภาวะน้ำน้อยและอุณหภูมิน้ำแปรปรวน ส่งผลให้มูลค่าความเสียหายจากการตายของสัตว์น้ำ เช่น ปลานิล ปลาดุก และกุ้งขาว พุ่งสูงขึ้น

ต้องไม่ลืมคำเตือนจากอาจารย์ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ ที่บอกว่าผลกระทบทางเศรษฐกิจจากภัยพิบัติโลกร้อนต่อประเทศไทยมีความรุนแรงและซับซ้อนมากขึ้น ความเสียหายไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่พืชผลทางการเกษตร แต่ลามไปถึงเศรษฐกิจภาพรวม โครงสร้างพื้นฐานและห่วงโซ่อุปทานทั้งระบบ และความเชื่อมั่นด้านการลงทุนของประเทศอีกด้วย

กล่าวสำหรับความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานทางการเกษตร ด้านระบบชลประทานและแหล่งน้ำ งบประมาณภาครัฐต้องถูกดึงไปใช้ในการแก้ไขวิกฤตขาดแคลนน้ำและการขุดเจาะแหล่งน้ำฉุกเฉิน ซึ่งประเมินมูลค่าความเสียหายและการลงทุนซ่อมแซมโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำทั่วประเทศพุ่งสูงขึ้นกว่าปีก่อนหน้า ส่วนเส้นทางการขนส่ง หากเกิดเหตุการณ์ฝนตกหนักผิดปกติ (Extreme Rainfall) ทำให้ถนนในพื้นที่เกษตรกรรมชำรุดและถูกตัดขาด ส่งผลให้ต้นทุนค่าขนส่งสินค้าเกษตรจากไร่นาเข้าสู่โรงงานหรือตลาดกลางเพิ่มขึ้นถึง 15-20%

นอกจากนั้น ยังเสี่ยงต่อการสูญเสียในห่วงโซ่อุปทาน โดยอุตสาหกรรมแปรรูปขาดแคลนวัตถุดิบ ความเสียหายของพืชหลักอย่าง ข้าว อ้อย และมันสำปะหลัง ทำให้โรงงานน้ำตาลและอุตสาหกรรมแปรรูปแป้งมันมีกำลังการผลิตลดลง ส่งผลต่อมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรแปรรูปของไทยในตลาดโลก ซึ่งสภาพอากาศสุดขั้วส่งผลต่อคุณภาพผลผลิต ทำให้สูญเสียมูลค่าส่วนต่างของราคาสินค้าเกรดพรีเมียมอีกด้วย

ขณะเดียวกัน ผลกระทบจากภาวะโลกร้อนและอากาศสุดขั้วในปี 2569 ประเมินว่ารัฐบาลอาจต้องใช้งบประมาณเพื่อบรรเทาภัยพิบัติทางธรรมชาติสูงเป็นประวัติการณ์เพื่อรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจฐานราก และจัดสรรงบประมาณกลางเพื่อเยียวยาเกษตรกรที่ประสบภัยพิบัติเพิ่มขึ้น

ส่วนภาคเอกชนและเกษตรกรรายใหญ่ต้องแบกรับต้นทุนในการเปลี่ยนมาใช้เทคโนโลยีคาร์บอนต่ำและระบบจัดการน้ำอัจฉริยะ เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรการกำแพงภาษีคาร์บอน (CBAM) ของคู่ค้าต่างประเทศ

ทั้งนี้ แม้สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) จะคาดการณ์ GDP ภาคเกษตรปี 2569 เติบโตที่ ร้อยละ 2.0 – 3.0 แต่เป็นการเติบโตท่ามกลางความเสี่ยงสูง หากการบริหารจัดการน้ำและการเตรียมความพร้อมรับมือเอลนีโญไม่เป็นไปตามแผน มูลค่าความเสียหายรวมของทั้งปศุสัตว์และประมง อาจพุ่งสูงเกินกว่า 7,000 ล้านบาท ในกรณีเลวร้ายที่สุด

 เมื่อเทียบกับปรากฏการณ์เอลนีโญที่เกิดขึ้นเมื่อปี 2566 ผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อภาคเกษตรขณะนั้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประเมินมูลค่าความเสียหายรวมในภาคเกษตรอาจสูงถึง 48,000 ล้านบาท หรือคิดเป็นประมาณ 0.6% ของ GDP เกษตร 

ดังนั้น จึงอย่าได้แปลกใจที่ชีวิตเกษตรกรไทยที่อยูในภาคเกษตรกรรมประมาณ 10-11 ล้านคน ที่มีอายุขัยเฉลี่ยประมาณ 58-60 ปี ส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่ม Baby Boomer และ Gen X ตอนต้น จะมีชีวิตอยู่แบบมีรายได้ไม่แน่นอน ภาระหนี้สินท่วมหัวถัวเฉลี่ยครัวเรือนละ 300,000 บาท ซึ่งภาระหนี้ส่วนใหญ่เกิดจากการกู้ซ้ำเพื่อแก้ปัญหา และการกู้เพื่อลงทุนในเทคโนโลยีที่จำเป็นต่อการอยู่รอด โดยต้องแบกรับต้นทุนที่ควบคุมไม่ได้ทั้งค่าปุ๋ย ค่าพลังงาน และค่าจัดการน้ำ กลายเป็นรายจ่ายหลักที่กัดกินกำไร เกษตรกรรายย่อยที่มีเงินทุนน้อยจึงตกอยู่ในภาวะ “ทำมากได้น้อย” ชั่วนาตาปี

 ภาวะโลกร้อนจึงหลอมละลายให้เกษตรกรไทยติดอยู่ในกับดักความยากจน กลายเป็นฐานเสียงให้พรรคการเมืองเลี้ยงไข้ และผันงบประมาณมาช่วยเหลือแบบหาเสียงเฉพาะหน้า ไม่ได้ช่วยนำพาให้ชีวิตอยู่ดีกินดีอย่างยั่งยืนแต่อย่างใด ขณะที่การรับมือกับภัยพิบัติสุดขั้ว ก็เห็นผลงานชัดเจนคราวน้ำท่วมหาดใหญ่ที่นำมาซึ่งความวิบัติแก่ชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนเหลือคณานับ 


กำลังโหลดความคิดเห็น