xs
xsm
sm
md
lg

ผู้จัดการสุดสัปดาห์

x

วิวัฒนาการระบอบพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญของสวีเดน (69): การสิ้นสุดสมบูรณาญาสิทธิราชย์สวีเดน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


อาร์วิด ฮอร์น (Arvid Horn)  ภาพ : วิกิพีเดีย
คนแคระบนบ่ายักษ์
ไชยันต์ ไชยพร


สิ่งที่น่าสนใจก็คือ ในทางด้านการเกษตรกลับไม่ได้รับผลพวงจากการเติบโตทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นใหม่นี้เท่าไรนัก ผู้คนกว่าร้อยละ 75 ของประชากรทั้งหมดยังทำงานรับจ้างในปศุสัตว์และการเลี้ยงวัว อีกทั้งสวีเดนยังมีความต้องการนำเข้าข้าวเป็นจำนวนมาก จากประชากรที่เพิ่มจำนวนมากขึ้นจากการที่สวีเดนปลอดภาวะสงคราม แต่การเกษตรไม่ก้าวหน้ามาเป็นเวลาหลายร้อยปีจากปัจจัยด้านกฎหมายและระบบภาษีและปัจจัยการผลผลิตไม่เพียงพอ
 
อย่างไรก็ดี ในภาพรวมเศรษฐกิจสวีเดนฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็วมาก และใช้เวลาไม่นานในการทำให้เศรษฐกิจของชาติกลับคืนมา ปัจจัยสำคัญที่ทำให้สวีเดนฟื้นตัวทางเศรษฐกิจได้รวดเร็วคือ การมีสันติภาพนั่นเอง ซึ่งเป็นนโยบายหลักของ Horn ที่ไม่ต้องการให้สวีเดนต้องเข้าสู่สงครามใดๆ อีก แม้ว่าท่าทีดังกล่าวจะทำให้เห็นว่าสวีเดน “อ่อนแอ” ในสายตาของกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยกับนโยบายของ Horn ในเวลาต่อมา
 
ในส่วนของสถาบันพระมหากษัตริย์ หลังจากที่ Frederick I ล้มเหลวในความพยายามที่จะขยายพระราชอำนาจในการประชุมสภาฐานันดร ค.ศ. 1723 พระองค์ได้ทรงห่างเหินจากกิจการบ้านเมือง ไม่ทรงเข้าร่วมประชุมสภาบริหารเท่าไรนัก และทรงใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการล่าสัตว์และความเพลิดเพลินบันเทิงอื่นๆ ทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์ในฐานะหนึ่งในสถาบันทางการเมืองไม่มีบทบาทอะไรในช่วงแรกของยุคแห่งเสรีภาพ ราวกับว่าสวีเดนไม่มีสถาบันพระมหากษัตริย์ (non-existent) โดยอำนาจทางการเมืองจะรวมศูนย์อยู่ที่สภาบริหาร อีกทั้ง Horn ยังได้รับการสนับสนุนหลักจากข้าราชการและนักบวช รวมทั้งพ่อค้าคนเมืองและชาวนาจำนวนมากก็อยู่ข้างเขา

กล่าวได้ว่า ภายใต้การบริหารราชการของ Horn การเมืองการปกครองสวีเดนดูจะย้อนกลับไปเหมือนในช่วงศตวรรษที่สิบเจ็ดอันเป็นยุคที่สภาบริหารอยู่ภายใต้อำนาจของพวกอภิชน (the old aristocratic Council) และเป็นช่วงที่สวีเดนอยู่ภายใต้สภาบริหารที่ทำหน้าที่เป็นคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์

ภายใต้จารีตการปกครองที่เรียกว่า “รัฐธรรมนูญอภิชนนิยม” (aristocratic constitutionalism)  การเมืองการปกครองของสวีเดนระหว่าง ค.ศ. 1720 – 1738 อยู่ภายใต้การควบคุมอย่างสมบูรณ์ของ Horn ทั้งในด้านการต่างประเทศและภายในประเทศ จนกล่าวได้ว่า การเมืองช่วงนี้เป็น  “ยุคของ Horn (the Horn period)”  ด้วยอำนาจและอิทธิพลอันเข้มแข็งของเขา Horn สามารถทำให้ความขัดแย้งระหว่างฝักฝ่ายต่างๆ ในสภาฐานันดรให้อยู่ภายในขอบเขตอันควรไว้ได้ และทั้งหมดนี้เป็นเพราะนโยบายและการบริหารราชการแผ่นดินอย่างใส่ใจและสุขุมรอบคอบของเขาที่ทำให้สวีเดนฟื้นตัวอย่างรวดเร็วจากสภาพอันตกต่ำอันเกิดจากการทำสงครามอันยาวนานของ Charles XI

ในด้านการต่างประเทศ Horn ได้ดำเนินนโยบายอย่างระมัดระวังและรอบคอบ แต่ก็ไม่ประนีประนอมไม่ว่าจะเป็นเรื่องความเป็นเอกราชและศักดิ์ศรีของประเทศ อย่างไรก็ตาม นโยบายของเขาเป็นนโยบายที่ส่งเสริมหลักการบริหารราชการแผ่นดินแบบใหม่ ที่ต่อมากลับเป็นอันตรายต่อสวีเดน เมื่อสภาบริหารไม่ได้มีประสิทธิภาพความสามารถเท่าเขา และเมื่อสภาบริหารเริ่มอ่อนแอก็ส่งผลให้สภาฐานันดรและคณะกรรมาธิการลับมีอิทธิพลมากขึ้นในการแก้ปัญหาการต่างประเทศ ที่จริงๆ แล้วควรปล่อยให้อยู่ในอำนาจของฝ่ายบริหารอันได้แก่สภาบริหาร อันส่งผลให้รัฐบาลกลางอ่อนแอลงมาก และขณะเดียวกัน ก็เปิดทางให้มหาอำนาจต่างชาติเข้าแทรกแซงในกิจการภายในของสวีเดน

Horn สามารถนำการบริหารราชการแผ่นดินของสวีเดนได้โดยไม่ได้รับการต่อต้านใดจนถึง ค.ศ. 1731 และในช่วงนี้เองที่ Frederick I เริ่มหมางเมินเย็นชาต่อเขา และพระองค์ทรงมีพระราชดำริที่จะสละราชสมบัติ แต่ไม่ได้รับการยินยอม Horn เป็นนักการเมืองที่ไม่ต้องการมีกลุ่มหรือฝักฝ่าย (no party man) หรืออีกนัยหนึ่งคือ เขาไม่ได้ขับเคลื่อนทางการเมืองในแบบ  “ฝ่ายเรา ฝ่ายเขา”  ทำให้การบริหารราชการแผ่นดินของเขาดำเนินไปในแบบที่เรียกได้ว่า   “non partisan politics” 

เขาต้องการที่จะเป็นมิตรกับทุกฝ่าย และพยายามให้ฝ่ายตรงข้ามมาร่วมมือกับเขา วิธีการบริหารงานของเขาคือ ให้ความสำคัญกับประเด็น (issue) มากกว่าการเป็นพวกใคร และเขาจะให้ความช่วยเหลืออุปถัมภ์เป็นรางวัลตอบแทนแก่มิตรของเขาหรือจูงใจให้คนมาสนับสนุนในประเด็นหรือนโยบายที่เขาเสนอ โดยที่ไม่จำเป็นต้องเกี่ยวข้องกับการจัดตั้งพรรคหรือกลุ่มการเมือง และข้อกล่าวหาว่าเขาทุจริตคอร์รัปชั่นของเขาก็เป็นเพียงแค่คำกล่าวโจมตีของฝ่ายตรงข้ามของเขาเท่านั้น
 
ด้วยวิธีการทำงานทางการเมืองแบบ “non partisan politics” ของเขานี่เองที่ทำให้การเมืองสวีเดนมีเสถียรภาพมั่นคงและไม่เกิดความขัดแย้งแตกแยกได้ และทำให้การเมืองสวีเดนอยู่ในสภาวะที่สงบสันติอันเป็นเงื่อนไขสำคัญในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ นอกเหนือไปจากการทำให้สวีเดนปลอดจากสงครามกับชาติต่างๆ แต่ต่อมาในปี ค.ศ. 1734 ฝ่ายตรงข้ามได้ประกาศไม่เห็นด้วยกับนโยบายการวางตัวเป็นกลางใน สงครามสืบราชสันตติวงศ์ของโปแลนด์ (the War of the Polish Succession)  เมื่อ Stanislaus I แห่งโปแลนด์ได้เปิดตัวอีกครั้งหนึ่งในฐานะที่เป็นหนึ่งในผู้มีสิทธิ์ในการขึ้นครองบัลลังก์โปแลนด์ แต่ Horn ยังคงสามารถที่จะป้องกันไม่ให้เกิดความร้าวฉานกับรัสเซียได้ และด้วยเหตุนี้ เขาจึงถูกกล่าวว่าว่าขาดความรักในปิตุภูมิ (patriotism) และฝักใฝ่ให้ประโยชน์แก่รัสเซีย ซึ่งต่อมา ในปี ค.ศ. 1738 เขาถูกกดกันจากลุ่มคนรุ่นใหม่ของฝั่ง the Hats ให้ลาออก ดังที่จะได้กล่าวต่อไป

กล่าวได้ว่า Horn มีแนวนโยบายต่างประเทศที่ตรงกันข้ามกับที่สวีเดนเคยดำเนินมาก่อนหน้านี้ นั่นคือ มุ่งรักษาสันติภาพและหลีกเลี่ยงการทำสงคราม โดยรักษาระยะห่างในความสัมพันธ์กับฝรั่งเศส และกระชับความสัมพันธ์กับอังกฤษมากขึ้น อีกทั้งไม่พยายามที่จะหาทางเอาดินแดนบริเวณบอลติกที่สวีเดนเสียไปกลับคืนมา ทำให้ตลอดระยะเวลา 18 ปีภายใต้การนำของเขา สวีเดนอยู่ในภาวะสันติได้มาโดยตลอด ในช่วงที่ Horn เป็นผู้นำรัฐบาล กล่าวได้ว่า ประชาชนสวีเดนอยู่อย่างมีความสุขและมีความเจริญรุ่งเรืองหลังจากที่ไม่ได้มีมานาน หลังจากทำข้อตกลงสันติภาพกับคู่สงครามต่างชาติ ประเทศก็เริ่มเจริญรุ่งเรือง

ตลอดระยะเวลาตั้งแต่ ค.ศ. 1720-1738 Horn สามารถรักษาอำนาจทางการเมืองของเขาได้อย่างมั่นคงจากการที่เขาได้รับความไว้วางใจจากสภาฐานันดรและในฐานะประธานสภาบริหารที่ตำเนินนโยบายด้วยความระมัดระวัง โดยดำเนินการผ่านคณะกรรมาธิการลับ ผลงานที่ประสบความสำเร็จของเขาได้แก่ การประมวลกฎหมายต่างๆในปี ค.ศ. 1734 และปรับปรุงและเชื่อมโยงกฎหมายแห่งแผ่นดิน (landslag) กับกฎหมายของเมือง (city law/ stadslag) ที่มีมาตั้งแต่ยุกลางให้ทันสมัย สภาบริหารยังคงมีฝ่ายปรปักษ์ของเขาอยู่ แต่เขาก็สามารถให้มีการถอดถอนฝ่ายตรงข้ามที่เป็นกลุ่ม Holstein ไปได้สองคน แต่การต่อต้านของเขาที่เกิดขึ้นทั่วไปได้เริ่มค่อยๆพัฒนาขึ้น และในปี ค.ศ. 1734 สภาฐานันดรได้เริ่มตระหนักถึงกฎที่ประธานสภาบริหารไม่สามารถเป็น marshal ของพวกอภิชน (lantmarskalk) ได้ ดังนั้น Horn จึงถูกถอดถอนจากตำแหน่งสำคัญในฐานะประธานสภาฐานันดรอภิชนและประธานคณะกรรมาธิการลับ แต่เขายังคงสามารถดำรงตำแหน่งประธานสภาบริหารไปได้อีกสี่ปี
 
ภารกิจทางการต่างประเทศของ Horn เป็นเรื่องที่สลับซับซ้อน กลุ่ม Holstein เดินหน้าแผนการของพวกตนโดยได้รับการช่วยเหลือจากเงินสินบนจากรัสเซีย ส่วนฝักฝ่ายที่นิยมฝรั่งเศสก็ได้สินบนจากฝรั่งเศสเช่นกัน และฝักฝ่ายฝรั่งเศสได้รับความนิยมจากอภิชนรุ่นใหม่ที่ร้อนรน ที่ไม่ได้ผ่านประสบการณ์สงครามภายใต้ Charles XII และต้องการที่จะแก้แค้นรัสเซีย และต้องการให้สวีเดนมีอำนาจมากกว่านี้ และด้วยเหตุนี้ Horn จึงเสื่อมความนิยมไปในปี ค.ศ. 1738 และบรรดาพลพรรคในกลุ่มของเขา (the Caps) ถูกถอดถอนจากสภาบริหาร และที่มาของการสูญเสียอำนาจของเขาคือ การเกิดพรรคการเมืองที่เรียกว่า  “the Hats” 

ในส่วนต่อไป จะได้กล่าวถึง การกำเนิด “the Hats” กระแสท้าทายและการเสื่อมอำนาจทางการเมืองของ Horn


กำลังโหลดความคิดเห็น