"ปัญญาพลวัตร"
"ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต"
การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรปี 2569 ไม่เพียงเป็นการแข่งขันชิงอำนาจทางการเมืองเท่านั้น แต่ยังเป็นสนามแห่งการต่อสู้เชิงอุดมการณ์เพื่อชิงสิทธิในการนิยาม "ความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ" ในบริบทสังคมไทยร่วมสมัย นโยบายสาธารณะในการเลือกตั้งครั้งนี้จึงไม่ควรถูกมองเพียงเป็นรายการสัญญาหรือมาตรการทางเทคนิค หากแต่เป็น "แบบจำลองการเติบโตทางเศรษฐกิจ" ที่สะท้อนปรัชญาการพัฒนาที่แตกต่างกัน พร้อมทั้งบ่งชี้โครงสร้างผู้ได้และเสียประโยชน์ในระบบเศรษฐกิจการเมือง
บทความนี้วิเคราะห์เชิงเปรียบเทียบนโยบายเศรษฐกิจของพรรคการเมืองสามพรรคหลักที่มีน้ำหนักในการเลือกตั้ง ได้แก่ พรรคประชาชน พรรคภูมิใจไทย และพรรคเพื่อไทย โดยยึดกรอบการวิเคราะห์แบบองค์รวมที่พิจารณาทั้งตรรกะเชิงเศรษฐศาสตร์ การเมืองเศรษฐกิจ และความเป็นไปได้ในการนำไปปฏิบัติจริง แทนที่จะจำกัดอยู่เพียงการเปรียบเทียบรายการมาตรการตามพื้นผิว การวิเคราะห์ดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อเปิดเผยความแตกต่างเชิงโครงสร้างของแต่ละแนวทาง ตลอดจนข้อจำกัดและความเสี่ยงที่แฝงอยู่ภายใต้ภาษาสัญญาทางการเมือง
1. พรรคประชาชน: เศรษฐกิจเป็นธรรมผ่านการปฏิรูปโครงสร้าง
แกนความคิดหลักของพรรคประชาชนตั้งอยู่บน การเปลี่ยนแปลงกติกาเกมทางเศรษฐกิจ มากกว่าการอัดฉีดหรือบรรเทาเฉพาะหน้า หัวใจสำคัญคือการ "ทลายทุนผูกขาด" และสร้างระบบการแข่งขันที่เป็นธรรม เพื่อให้ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) แรงงาน และผู้บริโภคสามารถเข้าถึงโอกาสทางเศรษฐกิจได้อย่างแท้จริง ตรรกะพื้นฐานอยู่ที่การลด "ค่าเช่าทางเศรษฐกิจ" (economic rent) ที่กลุ่มทุนผูกขาดสกัดไว้จากระบบ และนำต้นทุนที่ประหยัดได้นั้นกระจายสู่ตัวแสดงทางเศรษฐกิจที่มีประสิทธิภาพกว่า
ในเชิงนโยบาย พรรคประชาชนเสนอการปฏิรูปหลายมิติพร้อมกัน ทั้งการบังคับใช้กฎหมายแข่งขันทางการค้าอย่างเข้มงวดเพื่อป้องกันการผูกขาด การปฏิรูปโครงสร้างพลังงานโดยมีเป้าหมาย "ปลดระวางถ่านหิน 2040" และมุ่งสู่ Net Zero 2050 การเปิดเสรี "โซลาร์รูฟท็อป" (Net Metering) เพื่อให้ประชาชนผลิตและขายไฟฟ้าคืนรัฐได้ในราคาที่เป็นธรรม และการนำภาษีคาร์บอน (Carbon Tax) มาใช้เพื่อทำให้มลพิษกลายเป็นต้นทุนที่ผู้ผลิตต้องรับผิดชอบอย่างแท้จริง
ด้านการคลัง พรรคเน้นการปฏิรูปงบประมาณเพื่อ "หยุดงบประมาณรั่วไหล" และจัดสรรทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกันก็ผลักดันการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นผ่านการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด ส่วนมาตรการสนับสนุน SME มุ่งเน้นการลดอุปสรรคเชิงโครงสร้าง เช่น การเพิ่มเพดานรายได้สำหรับการจดทะเบียน VAT จาก 1.8 ล้านเป็น 3.6 ล้านบาทต่อปี และเพิ่มอัตราค่าใช้จ่ายเหมาในการคำนวณภาษีสูงสุดถึง 90% สำหรับรายได้ไม่เกิน 5.4 ล้านบาท
นโยบายสวัสดิการของพรรคประชาชนออกแบบภายใต้หลักการ "เกิดจนแก่" โดยมุ่งสร้างสวัสดิการเป็นสิทธิพื้นฐานที่ไม่ต้องพิสูจน์ความจน ครอบคลุมตั้งแต่เงินอุดหนุนเด็กเล็กถ้วนหน้า บำนาญผู้สูงอายุและผู้พิการ 1,500 บาทต่อเดือนภายใน 4 ปี (เริ่มต้นที่ 1,000 บาท) ไปจนถึงการช่วยค่าเช่าบ้านและลดค่าโดยสารสาธารณะ ตลอดจนการคุ้มครองแรงงานแพลตฟอร์มให้มีประกันภัยและกองทุนบำนาญเทียบเท่าลูกจ้างในระบบ
จุดแข็งของแนวทางนี้อยู่ที่ความยั่งยืนระยะยาว หากสามารถปฏิรูปโครงสร้างสำเร็จ ระบบเศรษฐกิจทั้งหมดจะมีประสิทธิภาพสูงขึ้นโดยอัตโนมัติ ไม่ต้องพึ่งพาการชดเชยหรือบรรเทาอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ความเสี่ยงหลักอยู่ที่แรงต้านจากผู้มีอำนาจในระบบเดิม โดยเฉพาะกลุ่มทุนผูกขาดที่จะสูญเสียสิทธิพิเศษ และระยะเวลาการปฏิรูปที่ยาวนานอาจไม่ตอบสนองความคาดหวังระยะสั้นของประชาชนที่ต้องการเห็นผลทันที
2. พรรคภูมิใจไทย: เศรษฐกิจเติบโตผ่านแพกเกจและการลงทุน
พรรคภูมิใจไทยนำเสนอยุทธศาสตร์ "เศรษฐกิจ 10 Plus" ที่สะท้อนปรัชญาการบริหารจัดการภายในโครงสร้างที่มีอยู่ มากกว่าการชนและรื้อโครงสร้าง แกนความคิดอยู่ที่การใช้รัฐเป็นตัวขับเคลื่อนกิจกรรมเศรษฐกิจผ่านโครงการและมาตรการเฉพาะทาง โดยตั้งเป้าหมายให้ GDP เติบโตราว 3% ในรอบ 4 ปี ผ่านการกระตุ้นทั้งฝั่งอุปสงค์และอุปทาน
มิติการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก ประกอบด้วยโครงการ "คนละครึ่ง พลัส" ที่ต่อยอดจากความนิยมในอดีต โดยมุ่งสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระดับชุมชนและช่วยเหลือ SME รายย่อย นโยบาย "ค่าไฟ 3 บาท" (Fixed Rate) สำหรับ 200 หน่วยแรก และแคมเปญ "SME Plus" ที่สนับสนุนผู้ประกอบการไทยผ่านการเติมทุนและระบบค้ำประกันสินเชื่อที่รวดเร็ว มิติการลงทุน เน้นการเพิ่มสัดส่วนการลงทุนภาครัฐเป็น 30% ของ GDP ภายใน 4 ปี โดยเน้นความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) ควบคู่ไปกับการพัฒนาอุตสาหกรรมดิจิทัล AI และเศรษฐกิจสีเขียว
นโยบายสวัสดิการของพรรคโดดเด่นในเรื่อง "สูงวัย พลัส" ที่มุ่งเปลี่ยนผู้สูงอายุให้เป็น "พลังของชาติ" ผ่าน 4 มาตรการหลัก ได้แก่ การให้ธุรกิจที่จ้างผู้สูงอายุนำค่าจ้างมาลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า (สูงสุด 30,000 บาทต่อคน) การลดหย่อนภาษีสูงสุด 50% สำหรับผู้สูงอายุที่มีรายได้ไม่เกิน 1.5 ล้านบาทต่อปี การจัดตั้งศูนย์ดูแลผู้สูงอายุแบบครบวงจรโดยใช้ที่ดินรัฐร่วมลงทุนกับเอกชน และการจัดตั้งหน่วยพยาบาลที่ดูแลผู้สูงอายุและผู้ป่วยติดเตียงถึงบ้าน ซึ่งสอดคล้องกับบริบทสังคมสูงวัยของไทยที่กำลังทวีความรุนแรง
จุดแข็งของแนวทางนี้อยู่ที่ความเป็นไปได้สูงในการนำไปปฏิบัติจริง เนื่องจากไม่จำเป็นต้องเผชิญหน้ากับผู้มีอำนาจในระบบเดิมอย่างรุนแรง และสามารถสื่อสารกับประชาชนได้ง่ายผ่านโครงการที่จับต้องได้ ขณะที่ความเสี่ยงสำคัญอยู่ที่ภาระทางการคลัง หากเศรษฐกิจเติบโตไม่ถึงเป้าหมาย รัฐอาจต้องแบกรับภาระโครงการที่ไม่คุ้มค่าในระยะยาว และการไม่แตะโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นต้นเหตุของปัญหาอาจทำให้ความเหลื่อมล้ำยังคงดำรงอยู่
3. พรรคเพื่อไทย: เศรษฐกิจฟื้นฟูผ่านการกระตุ้นดีมานด์และรีเซ็ตหนี้
พรรคเพื่อไทยยกระดับนโยบายภายใต้สโลแกน "สร้างโอกาส ล้างหนี้ มีกิน" ที่สะท้อนตรรกะเคนส์เซียนแบบเชิงรุก (aggressive Keynesianism) โดยมองว่าปัญหาเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันมาจากดีมานด์รวมที่อ่อนแอและภาระหนี้ที่กดทับความสามารถในการบริโภคและลงทุนของประชาชน แกนความคิดจึงอยู่ที่การ "คืนศักดิ์ศรีและลมหายใจ" ให้กับครัวเรือนผ่านการบรรเทาภาระค่าครองชีพและการปรับโครงสร้างหนี้ครั้งใหญ่
นโยบายเรือธง "ล้างหนี้ 5 มาตรการ" เป็นจุดเด่นสำคัญที่แสดงความกล้าทางนโยบาย ประกอบด้วย (1) ล้างหนี้ประชาชนสำหรับหนี้เสียไม่มีหลักประกันเกิน 1 ปี ยอดต่ำกว่า 200,000 บาท โดยให้จ่ายเพียง 10% เพื่อปิดจบหนี้ (2) ล้างหนี้วัยเกษียณสำหรับผู้มีอายุเกิน 60 ปี ที่มีหนี้เสียไม่มีหลักประกันยอดต่ำกว่า 100,000 บาท ในสถาบันการเงินรัฐโดย "ไม่ต้องจ่าย" (3) พักหนี้เกษตรกรทั้งต้นและดอก 3 ปี วงเงินไม่เกิน 500,000 บาท โดยรัฐจ่ายดอกเบี้ยแทน (4) ล้างหนี้นอกระบบโดยให้สถาบันการเงินรัฐปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำรายละ 50,000 บาท เป้าหมาย 2 ล้านบัญชี และ (5) รางวัลคนวินัยดี "ผ่อนดี 1 ปี ฟรี 1 งวด" (ไม่เกิน 5,000 บาท)
นอกจากนี้ยังมีมาตรการลดภาระค่าครองชีพที่หลากหลาย อาทิ "รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย" ผ่านระบบตั๋วร่วมและการลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชัน "ทางรัฐ" การตั้งเป้าลดราคาน้ำมันให้ต่ำกว่า 30 บาทต่อลิตร และค่าไฟไม่เกิน 3.3 บาทต่อหน่วย โดยเน้นการเจรจาพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลและการปฏิรูปโครงสร้างราคา นอกจากนั้นยังมีการสนับสนุน "เสรีโซลาร์" เพื่อให้ประชาชนผลิตไฟฟ้าใช้เองโดยไม่ต้องขอใบอนุญาตที่ยุ่งยาก
เครื่องมือสังคมการเงินที่น่าสนใจคือ "หวยเกษียณ" ซึ่งเป็นสลากออมทรัพย์รูปแบบใหม่ที่พยายามตอบโจทย์การออมในสังคมสูงวัย ควบคู่ไปกับการยกระดับระบบ 30 บาทรักษาทุกที่ผ่านดิจิทัล และการปฏิรูปการศึกษาให้ตอบโจทย์ตลาดงานภายใต้แนวคิด "เรียนเพื่อมีงานทำ"
จุดแข็งของแนวทางนี้คือความตรงไปตรงมาในการตอบสนองความเจ็บปวดทางเศรษฐกิจที่ประชาชนรู้สึกได้ทันที โดยเฉพาะกลุ่มที่มีภาระหนี้และค่าครองชีพสูง ขณะที่ความเสี่ยงหลักอยู่ที่ความยั่งยืนทางการคลัง การจัดการงบประมาณขนาดใหญ่เพื่อชดเชยดอกเบี้ยและหนี้เสีย และกลไกป้องกัน "หนี้ซ้ำ" (moral hazard) ในระยะยาว หากไม่มีการแก้ไขสาเหตุโครงสร้างที่ทำให้เกิดหนี้ในตอนแรก
เพื่อทำความเข้าใจความแตกต่างเชิงลึกของทั้งสามแนวทาง เราจำเป็นต้องตรวจสอบให้ละเอียดในสนามนโยบายที่ประชาชนรับผลกระทบโดยตรง สองประเด็นสำคัญ คือ พลังงานและหนี้ ซึ่งเป็นทั้งภาระหลักทางเศรษฐกิจและสัญลักษณ์แห่งความเป็นธรรมในสังคม
พลังงาน: ระหว่าง "ลดราคา" กับ "เปลี่ยนโครงสร้าง"
ในประเด็นพลังงาน ความแตกต่างระหว่างสามพรรคสะท้อนปรัชญาการแทรกแซงของรัฐที่หลากหลาย พรรคประชาชนเลือกเส้นทางการ "ทลายผูกขาดและแยกโครงสร้าง" โดยมีเป้าหมาย "ปลดระวางถ่านหิน 2040" และ Net Zero 2050 เป็นกรอบการเปลี่ยนผ่านระยะยาว ไม่ใช่เพียงแค่การสัญญาราคาไฟที่ถูกลง แต่คือการออกแบบระบบพลังงานใหม่ทั้งหมดที่เอื้อต่อการแข่งขัน การกระจายการผลิต (distributed generation) และการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก หากสำเร็จ ต้นทุนพลังงานของเศรษฐกิจทั้งระบบ ตั้งแต่อุตสาหกรรม SME ไปจนถึงครัวเรือน จะลดลงอย่างถาวร ไม่ใช่เพียงชั่วคราว
ตรงข้ามกับพรรคเพื่อไทยที่ใช้ "เป้าราคา" เป็นสัญญาทางการเมือง โดยประกาศว่าค่าไฟจะไม่เกิน 3.3 บาทต่อหน่วย และน้ำมันต่ำกว่า 30 บาทต่อลิตร แนวทางนี้ตอบสนองความต้องการเฉพาะหน้าของประชาชนได้ดี และสามารถทำได้บางส่วนผ่านการบริหารจัดการต้นทุน สัญญาซื้อขาย และการชดเชยจากงบประมาณ แต่หากไม่แตะธรรมาภิบาลและโครงสร้างอุตสาหกรรมพลังงาน อาจกลายเป็นภาระชดเชยที่รัฐต้องแบกรับต่อเนื่องในระยะยาว โดยเฉพาะเมื่อราคาพลังงานโลกผันผวน
ส่วนพรรคภูมิใจไทยในกรอบ "เศรษฐกิจ 10 Plus" ถือว่าพลังงานเป็น "องค์ประกอบของปากท้อง" มากกว่าการปฏิรูปโครงสร้างอุตสาหกรรม นโยบายค่าไฟ 3 บาทสำหรับ 200 หน่วยแรกเป็นมาตรการบรรเทาภาระโดยตรง แต่ไม่ได้ประกาศจุดยืนเชิงยุทธศาสตร์ว่าจะเปลี่ยนแปลงระบบพลังงานอย่างไร ข้อดีคือหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับกลุ่มผลประโยชน์ในระบบเดิม ข้อเสียคือไม่ได้แก้ปัญหาที่ต้นตอของราคาพลังงานที่สูง
หนี้: ระหว่าง "รีเซ็ต" กับ "แก้สมการรายได้-ต้นทุน"
ในประเด็นหนี้ครัวเรือน ซึ่งเป็นปัญหาโครงสร้างสำคัญของเศรษฐกิจไทย การเปรียบเทียบทั้งสามพรรคเผยให้เห็นความขัดแย้งระหว่างการแก้ไขเฉพาะหน้ากับการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ
พรรคเพื่อไทยวาง "หนี้" เป็นนโยบายเรือธงอย่างชัดเจน ด้วยการใช้เครื่องมือสังคมการเงินที่หลากหลาย ตั้งแต่การล้างหนี้ พักหนี้ ไปจนถึงสลากออมทรัพย์รูปแบบใหม่อย่าง "หวยเกษียณ" จุดแข็งของแนวทางนี้คือความตรงต่อความเจ็บปวดทางสังคม ครัวเรือนที่ติดกับดักหนี้จะได้รับการปลดปล่อยและมีโอกาสเริ่มต้นใหม่ทางการเงิน อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงสำคัญอยู่ที่การออกแบบเกณฑ์และกลไกป้องกัน "หนี้ซ้ำ" หากประชาชนที่ได้รับการล้างหนี้กลับไปเกิดหนี้ใหม่เพราะรายได้ยังไม่พอรายจ่ายจำเป็น มาตรการดังกล่าวก็จะกลายเป็นการอุดหนุนหนี้แบบถาวรที่ไม่ยั่งยืน
พรรคประชาชนจัดการประเด็นหนี้ในชุด "เศรษฐกิจที่เป็นธรรม" โดยระบุว่าจะ "แก้หนี้อย่างเป็นระบบเพื่อคืนชีวิตใหม่ให้ผู้ประกอบการ" แต่ภายใต้กรอบการลดต้นทุนและเพิ่มความเป็นธรรมของกติกาตลาด นั่นหมายความว่าการแก้หนี้ไม่ใช่เป้าหมายในตัวเอง หากแต่เป็นส่วนหนึ่งของการแก้ไข "สมการรายได้-ต้นทุน" ที่ผิดเพี้ยน หากสามารถลดต้นทุนค่าครองชีพ (พลังงาน ที่อยู่อาศัย การเดินทาง) และเพิ่มรายได้ที่แท้จริงผ่านการยกระดับ SME และแรงงาน ปัญหาหนี้ก็จะค่อยๆ คลี่คลายไปเอง จุดแข็งอยู่ที่การแก้ที่สาเหตุโครงสร้าง (structural drivers) แต่ความเสี่ยงคือหากไม่มี "มาตรการเฉียบพลัน" ที่คนรู้สึกทันที อาจแพ้สงครามความคาดหวังในระยะสั้น
พรรคภูมิใจไทยจัดการหนี้ผ่านกรอบ "เศรษฐกิจ 10 Plus" โดยเน้นการพยุงเศรษฐกิจฐานรากและ SME ผ่านมาตรการเชิงกิจกรรมและสภาพคล่อง เช่น การค้ำประกันสินเชื่อที่รวดเร็ว และการสนับสนุน "Made in Thailand" จุดแข็งคือสื่อสารได้ง่ายและทำได้เร็วในทางบริหาร แต่จุดอ่อนคือ หากไม่แตะต้นตอเชิงโครงสร้างที่ทำให้รายได้ไม่พอรายจ่ายจำเป็น วงจรหนี้ก็อาจยืดเยื้อต่อไป
เพื่อประเมินความน่าเชื่อถือของแต่ละแบบจำลอง จำเป็นต้องนำไปผ่าน "สามการทดสอบ" ที่ครอบคลุมมิติการคลัง การปฏิบัติ และเศรษฐกิจการเมือง
ประการแรก การทดสอบทางการคลัง (Fiscal Test) คำถามสำคัญคือ เงินจะมาจากไหน และจะทำอย่างไรถ้าเศรษฐกิจเติบโตต่ำกว่าคาด?
พรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทยต่างมีความเสี่ยงเรื่องภาระการคลัง หากมาตรการลดราคาหรือโครงการกระตุ้นขนาดใหญ่ต้องอาศัยการชดเชยจากงบประมาณอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่เศรษฐกิจโตช้าหรือราคาพลังงานโลกพุ่งสูง รัฐอาจต้องเลือกระหว่างการรักษาสัญญาทางการเมือง (ซึ่งกระทบวินัยการคลัง) กับการถอยจากคำมั่น (ซึ่งกระทบความน่าเชื่อถือทางการเมือง)
พรรคประชาชน แม้จะเสี่ยงถูกตั้งคำถามว่าจะทำได้จริงหรือไม่ เนื่องจากต้องชนโครงสร้างผู้ได้ประโยชน์เดิม แต่ในด้านการคลังกลับมีความเสี่ยงต่ำกว่า เพราะหากปฏิรูปสำเร็จ รายได้ภาษีจะเพิ่มขึ้นจากเศรษฐกิจที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น และไม่ต้องแบกรับภาระชดเชยระยะยาว
ประการที่สอง การทดสอบความสามารถในการปฏิบัติ (Implementation Test) คำถามคือ ต้องแก้กฎหมาย สัญญา และระบบราชการมากแค่ไหน?
พรรคประชาชนมีความซับซ้อนสูงสุด เพราะต้องแก้ไขกฎหมายแข่งขันทางการค้า กฎหมายพลังงาน และโครงสร้างกำกับดูแลหลายระดับ ซึ่งต้องอาศัยทั้งเสียงข้างมากในรัฐสภา ความร่วมมือจากข้าราชการ และการต่อสู้กับผู้มีอำนาจในระบบเดิม
พรรคเพื่อไทยมีความซับซ้อนระดับกลาง-สูง โดยเฉพาะมาตรการค่าครองชีพและพลังงานที่ต้องจัดการโครงสร้างราคาและสัญญาระยะยาว รวมถึงการออกแบบกลไกล้างหนี้ที่ต้องประสานงานระหว่างสถาบันการเงินหลายแห่ง
พรรคภูมิใจไทยมีความซับซ้อนต่ำสุด เพราะสามารถทำผ่านโครงการและแพ็กเกจที่อยู่ในอำนาจของฝ่ายบริหาร แต่ต้องควบคุมความคุ้มค่าและประสิทธิภาพของโครงการให้ดี
ประการที่สาม การทดสอบเศรษฐกิจการเมือง (Political Economy Test) คำถามคือ แตะ "ใครเสียประโยชน์" และจะต้านทานแค่ไหน?
พรรคประชาชนแตะชัดที่สุด เพราะนโยบายทลายทุนผูกขาด ปฏิรูปพลังงาน และเพิ่มความโปร่งใสทั้งหมดกระทบต่อกลุ่มผลประโยชน์ที่มีอำนาจสูง ทั้งทุนผูกขาด บริษัทพลังงานที่มีสัญญาระยะยาว และเครือข่ายอุปถัมภ์ในระบบราชการ แรงต้านจะเข้มข้นและใช้เวลายาวนานในการเอาชนะ
พรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทยแตะน้อยกว่ามาก เพราะมักใช้วิธีการชดเชย กระตุ้น และลงทุน แทนการรื้อโครงสร้าง ทำให้สามารถหาพันธมิตรได้ง่ายกว่า แต่ก็หมายความว่าความเหลื่อมล้ำและโครงสร้างอำนาจเดิมจะยังคงอยู่
บทสรุป: การเมืองแห่งนิยามความเป็นธรรม
การเลือกตั้งปี 2569 ในมิติเศรษฐกิจจึงไม่ใช่เพียงการแข่งขันเสนอมาตรการ แต่คือสงครามแห่งการนิยามความหมายของความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ ในสังคมไทยร่วมสมัย
พรรคประชาชนนิยาม "ความเป็นธรรม" ว่าคือ กติกาที่เป็นธรรม ลดผูกขาด และลดต้นทุนโครงสร้าง เป็นแนวคิดที่เน้นความเท่าเทียมในโอกาส (equality of opportunity) และเชื่อว่าเมื่อกติกาเป็นธรรมแล้ว คนที่มีความสามารถจะสามารถประสบความสำเร็จได้ด้วยตัวเอง
พรรคภูมิใจไทยนิยาม "ความเป็นธรรม" ว่าคือ มาตรการที่ทำได้จริงทันที และเศรษฐกิจโตด้วยแพ็กเกจและการลงทุน เป็นแนวคิดปฏิบัตินิยม (pragmatism) ที่เน้นผลลัพธ์ที่จับต้องได้มากกว่าการเปลี่ยนแปลงระบบ
พรรคเพื่อไทยนิยาม "ความเป็นธรรม" ว่าคือ การคืนลมหายใจให้ครัวเรือนด้วยปากท้อง หนี้ และการออม เป็นแนวคิดที่เน้นผลลัพธ์ในเชิงสวัสดิการ (welfare outcomes) และเชื่อว่ารัฐมีหน้าที่ต้องแทรกแซงเพื่อช่วยเหลือผู้ที่ตกหล่นจากระบบ
ทั้งสามนิยามต่างมีรากฐานทางปรัชญาที่แตกต่างกัน และไม่มีคำตอบที่ "ถูก" หรือ "ผิด" อย่างสมบูรณ์ในเชิงทฤษฎี สิ่งที่สำคัญคือประชาชนต้องเข้าใจความแตกต่างเหล่านี้อย่างลึกซึ้ง เพื่อตัดสินใจเลือกแนวทางที่สอดคล้องกับค่านิยม ความเสี่ยงที่ยอมรับได้ และวิสัยทัศน์เกี่ยวกับอนาคตของสังคมไทยที่ตนต้องการ
การวิเคราะห์นี้แสดงให้เห็นว่านโยบายเศรษฐกิจไม่ใช่ปัญหาทางเทคนิคที่มีคำตอบเดียว แต่คือสนามทางการเมืองที่สะท้อนอุดมการณ์ ผลประโยชน์ และจินตนาการทางสังคมที่หลากหลาย ภารกิจของพลเมืองจึงไม่ใช่การหาว่าใครถูกใครผิด แต่คือการทำความเข้าใจตรรกะ ข้อจำกัด และผลที่ตามมาของแต่ละทางเลือก เพื่อให้สามารถตัดสินใจได้อย่างมีข้อมูลและรับผิดชอบต่อผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับสังคมในระยะยาว


