เป็นความเจ็บปวดกระดองใจของชาวสยาม เมื่อบรรพบุรุษของเราถูกเรือบรรทุกปืนใหญ่มาปิดอ่าวไทยของเรา และเรียกร้องเงินทองที่ชาวสยามต้องน้ำตาตกเพื่อส่งทรัพย์สินที่สั่งสมมานานจากแผ่นดินสยามไปให้กับเหล่านักล่าอาณานิคมชาวตะวันตก ซึ่งในดีเอ็นเอมีแต่คำว่า “ล่า”เพื่อปล้นเอาความมั่งคั่งของประเทศอื่นๆ ที่ไม่ได้พัฒนาอาวุธยุทโธปกรณ์-เครื่องมือในการประหัตประหารชีวิตเพื่อนมนุษย์ด้วยกันเอง-ได้ทันสมัย! อันได้แก่ปืนใหญ่และปืนไรเฟิลเมื่อร้อยกว่าปีมาแล้ว
ชาวสยามโดนเรือปืนกลไฟนี้ครั้งใหญ่ๆ ก็ช่วงต้นรัตนโกสินทร์ในสมัย ร. ๓ ที่เราต้องส่ง “ถุงแดง” ในพระบรมมหาราชวังไปให้ไอ้พวกฝรั่งอั้งม้อ พวกผมสีอ่อน (หรือผมแดง) ตาสีอ่อน (ตาน้ำข้าว), ผิวขาว-ที่ได้ล่าเมืองขึ้นไปทั่ว-แม้แต่จีนเองก็โดนเข้าเต็มที่ในขณะที่บ้านเมืองอ่อนปวกเปียก ผู้คนถูกหลอกให้ติดฝิ่นงอมแงม จนกลายเป็นศตวรรษแห่งการถูกเหยียดหยาม
ในช่วงที่ชาวตะวันตกผิวขาวได้ล่าเมืองขึ้นในเอเชียจนแทบไม่มีใครรอดจากถูกยึดประเทศ ไม่ว่าจะเป็นอินเดีย, ศรีลังกา, พม่า, เวียดนาม, กัมพูชา, อินโดนีเซีย และมาเลเซีย...ทวีปแอฟริกาทั้งทวีปก็ตกเป็นเมืองขึ้นของตะวันตกทั้งหมด...รวมทั้งอเมริกากลาง, อเมริกาใต้, แคนาดา และกรีนแลนด์
สยามรอดจากจะต้องชักธงชาติของไม่อังกฤษก็ฝรั่งเศส ก็เพราะในสมัยพระพุทธเจ้าหลวง ร. ๕ ด้วยพระปรีชาอันล้ำเลิศ แต่ก็ต้องเสียดินแดนทางตะวันออกจนไปถึงแหลมมลายู...อย่างจำใจ
มันเป็น Gunboat Policy ที่เหี้ยมโหดตะกละตะกลาม, ดิบ, เถื่อนและถ่อย ซึ่งในแอฟริกานั้น ชาวแอฟริกันยังต้องทิ้งบ้านเกิดถูกบังคับมาเป็นทาสของพวก “ฝรั่งอั้งม้อ” ถึงกว่า 300 ปี ทำงานหนักทั้งที่ยุโรปเอง, ที่อเมริกาเหนือ และอเมริกาใต้
เมื่อชาวยุโรปนั่นแหละที่ได้อพยพมายึดครองดินแดนในโลกใหม่ โดยใช้ปืนยิงเจ้าของถิ่นอินเดียนแดงตั้งแต่แมสซาชูเซตต์ไปทางตะวันตกจนถึงแคลิฟอร์เนีย และสถาปนาประเทศสหรัฐฯ ในปี 1776 จนต่อมาถึงปธน.คนที่ 5 ก็ได้ประกาศลัทธิมอนโร (จากชื่อของปธน.James Monroe) ซึ่งได้ประกาศเขตอิทธิพล (Hemisphere) ของสหรัฐฯ ที่ประเทศยุโรปห้ามเข้ามายุ่งเกี่ยว ด้วยเกรงว่า ยุโรปยังอาลัยอาวรณ์กับเหล่าอาณานิคมของคนในอเมริกาเหนือ (แคนาดาเป็นอาณานิคมของอังกฤษและฝรั่งเศส) ยังมีเม็กซิโกที่เป็นเมืองขึ้นของสเปน ในอเมริกากลางก็มีประเทศที่เป็นเมืองขึ้นทั้งอังกฤษ, ฝรั่งเศส ส่วนในอเมริกาใต้นั้น มีอาณานิคมของโปรตุเกส (คือ บราซิล), สเปน-หลายประเทศ รวมทั้งเกาะฟอล์กแลนด์ก็เป็นอาณานิคมของอังกฤษ
ลัทธิมอนโรประกาศเขตอิทธิพลของสหรัฐฯ ครอบคลุมถึงอเมริกากลางและอเมริกาใต้ ซึ่งแม้แต่ปธน.เคนเนดี ผู้ยิ่งใหญ่ ก็ดำเนินนโยบายตามลัทธิมอนโรนี้ เมื่อครั้งพยายามก่อการโค่นนายฟิเดล คาสโตร ผู้นำสังคมนิยมของคิวบาในปี 1961 เพราะฟิเดลฝักใฝ่รับการช่วยเหลือทางเศรษฐกิจและความมั่นคงจากโซเวียต แต่ปฏิบัติการ “Bay of Pigs”ของเคนเนดีประสบความล้มเหลวสู้ฟิเดลไม่ได้...จนมาถึง The Cuban Missile Crisisตุลาคม 1962 เหตุการณ์เผชิญหน้า 13 วันระหว่างปธน.เคนเนดีและครุสชอฟ (ผู้นำโซเวียต) ไม่เพียงครุสชอฟแหย่หนวดเสือ (สหรัฐฯ) โดยกำลังจะติดตั้งขีปนาวุธพิสัยไกลหัวรบติดนิวเคลียร์ ที่คิวบา-ซึ่งปธน.เคนเนดียอมไม่ได้เพราะหัวรบนั้นจะเล็งไปทำลายศูนย์บัญชาการประเทศสหรัฐฯ ที่วอชิงตัน ดี.ซี....และเพราะคิวบาอยู่ในเขตอิทธิพลของสหรัฐฯ ตามลัทธิมอนโรนั่นเอง
ช่วงสงครามเย็น สหรัฐฯ ได้โค่นผู้นำในอเมริกากลาง อเมริกาใต้ที่ไม่ยอมสยบให้แก่อำนาจสหรัฐฯ จนแทบหมดสิ้น ไม่ว่าจะเป็นรัฐประหารเลือดในอาร์เจนตินา (The Dirty War) โค่นปธน.หมออาเยนเดของชิลี และตั้งนายพลปิโนเชต์เข้าปราบปรามประชาชนอย่างโชกเลือด
ศ.เจฟฟรีย์ แซคส์ แห่งโคลอมเบีย ได้อ้างถึงดุษฎีนิพนธ์ของลูกศิษย์ของศ.เมียร์ไชเมอร์แห่งม.ชิคาโก ว่า สหรัฐฯ ได้ดำเนินการโค่นรัฐบาลประชาธิปไตยในประเทศต่างๆ ทั่วโลก (รวมถึงในประเทศไทย) ในช่วงสงครามเย็นเป็นจำนวนอย่างน้อย 100 กว่าแห่ง!!! ด้วยปืนและแสนยานุภาพกองทัพสหรัฐฯ (คือ Gunboat Policy นั่นเอง)
จนมาถึงปี 1990 สมัยของปธน.บุช ผู้พ่อ ก็ได้มีปฏิบัติการ Just Cause (เพื่อความยุติธรรมอันสูงส่ง) ก็ได้ส่งหน่วย Delta Force ฝีมือเยี่ยมไปถล่มปานามา ซิตี เพื่อโค่นผู้นำปานามาคือ นายพลManuel Noriega ในวันที่ 3 มกราคม 1990 นั่นเอง และนำตัวกลับมาเป็นผู้ต้องหาขึ้นศาลในสหรัฐฯ ในข้อหาเป็นผู้ดำเนินการจัดหาลำเลียงยาเสพติดโคเคนเข้ามาทำลายประชาชนอเมริกัน…นอริเอกาได้ต่อสู้การจับกุมจนมีการตายจากฝ่ายนักรบปานามาจำนวนมาก และตัวเขาไปหลบซ่อนตัวอยู่ที่สถานทูตวาติกัน ซึ่งทูตวาติกันประจำปานามาได้เกลี้ยกล่อมให้เขามอบตัว...มีการเจรจาต่อรองจนเขายอมเดินเท้าออกมามอบตัวแต่โดยดี ด้วยการแลกกับปลอดโทษประหารชีวิต...ซึ่งเขาก็โดนศาลที่ฟลอริดาตัดสินในข้อหาหลายกระทง โดนโทษจำคุกในสหรัฐฯ 40 ปี และเพิ่งเสียชีวิตในคุกเมื่อ 29 พ.ค. 2017 นี้เอง
ปานามาไม่มีน้ำมัน แต่มีคลองที่มีความสำคัญยิ่งด้านภูมิรัฐศาสตร์ และด้านเศรษฐกิจ เพราะเชื่อมสองมหาสมุทร (แปซิฟิกและแอตแลนติก) ซึ่งสามารถขนทหารสหรัฐฯ ผ่านคลองนี้ในยามรบได้สะดวกและย่นระยะเวลาได้เป็นหลายเดือนที่เรือจะขนทั้งด้านการค้าและกองทัพ ไม่ต้องไปอ้อมใต้สุดของอเมริกาใต้
การบีบบังคับด้านแสนยานุภาพการรบที่เหนือกว่า (Might is Right) ทำให้จักรพรรดิทรัมป์กำลังลำพองกับอำนาจของตนเอง ซึ่งปฏิบัติการ Absolute Resolve ที่ไปตะครุบชิงตัวผู้นำเวเนซุเอลา และภรรยามาขึ้นศาลอาญาที่นิวยอร์ก ก็หนีไม่พ้นการ “ปล้น” ซึ่งๆ หน้าจะเอาน้ำมันจากเวเนซุเอลา ถึงกับเก็บอาการไม่อยู่
ไม่ต่างกับอาการอันแสนเถื่อน, ถ่อย, ดิบ, ตะกละตะกลามของจักรวรรดิอังกฤษในศตวรรษที่แล้ว ที่ทำกับเมืองขึ้นในทุกๆ ทวีปของโลก
และในศตวรรษนี้ก็คือ สหรัฐฯ ตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สองจบลงและตลอดช่วงสงครามเย็น
สำหรับจักรพรรดิทรัมป์ เขาใช้พระเดชทุบโต๊ะทั้งสงครามการค้า,สงครามชิป, สงครามดอลลาร์...โดยได้นำเอาลัทธิมอนโรกลับมาใช้พร้อม Gunboat Policy
เมื่อเริ่มเข้าทำเนียบขาวครั้งที่สองนี้ เขาได้นำภาพเขียนสีน้ำมันของอดีตปธน.William McKinley คนที่ 25 จากพรรครีพับลิกัน มาเรียงอยู่ในระดับแถวหน้า แม้ว่าแมกคินลีย์จะไม่ใช่ปธน.ที่มีชื่อเสียงดีเด่นจนคนอเมริกันทั่วไปรู้จักจดจำ...และทรัมป์ได้เปลี่ยนชื่อภูเขาในอะแลสกา (ที่โอบามาได้เปลี่ยนจากชื่อแมกคินลีย์ไปเป็นอีกชื่อหนึ่ง) ให้กลับมาเป็นภูเขาแมกคินลีย์อีกครั้ง...เพราะทรัมป์ศรัทธาและชื่นชมนโยบายตั้งกำแพงภาษีนำเข้า (tariffs) ของแมกคินลีย์มาก
อีกไม่ช้า ทำเนียบขาวก็จะมีภาพเขียนสีน้ำมันของอดีตปธน.คนที่ 5 เจมส์ มอนโร มาตั้งในแถวหน้าแน่นอน
เพราะทรัมป์ได้ชื่นชม (ตัวเอง) ว่าได้ต่อยอด Monroe Doctrine จนกลายเป็น “Donroe Doctrine” สำเร็จแล้วขณะนี้
เพียงแต่ว่า ผู้นำอื่นๆ ในอเมริกาเหนือ, กลาง, ใต้ ไม่ว่าจะเป็นปธน.หญิงแห่งเม็กซิโก หรือปธน.แห่งโคลอมเบีย (ที่ออกมาวิจารณ์ทรัมป์อย่างถึงพริกถึงขิง) ปธน.แห่งปานามา (ที่ทรัมป์ได้กล่าวย้ำแล้วย้ำอีกว่า คลองปานามาต้องเป็นของสหรัฐฯ ไม่ใช่เป็นของประเทศปานามา!! ปธน.คิวบา และอีกหลายๆ ประเทศ...อาจนอนไม่หลับไปตามๆ กัน เพราะอยู่ในข่ายต้องยอมเสียอธิปไตยให้แก่ทรัมป์, แม้แต่แคนาดาก็เถอะ
ยังมีอิหร่านและกรีนแลนด์ก็ไม่น่าจะหลบหนีจาก Gunboat Policy ของทรัมป์ไปได้


