ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - แทบทุกสำนักต่างคาดการณ์ไปในทิศทางเดียวกันว่าราคาทองคำโลกใน 2569 จะยังคงร้อนแรงไม่มีแผ่ว และทองคำไม่ได้เป็นแค่สินทรัพย์ปลอดภัย หรือ Safe Haven Assets แต่ขยับสถานะกลายเป็น “สินทรัพย์เชิงโครงสร้าง” อย่างเด่นชัด
ตลอดทั้งปี 2568 ที่ผ่านมา ราคาทองคำปรับตัวขึ้นแล้วมากกว่า 70% ถือเป็นการปรับเพิ่มขึ้นของราคาชนิดที่เรียกได้ว่าร้อนแรงและรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1979 ปัจจัยหนุนสำคัญมาจากความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัย การคาดการณ์ปรับลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ เฟด การเข้าซื้อทองคำอย่างต่อเนื่องของธนาคารกลางทั่วโลก บวกกับกระแสลดการพึ่งพาเงินดอลลาร์ รวมถึงเงินทุนที่ไหลเข้าสู่กองทุน ETF ที่อ้างอิงทองคำที่เพิ่มขึ้น
ทั้งนี้ ข้อมูลจาก World Gold Council ระบุว่า ตั้งแต่ต้นปีจนถึงเดือนตุลาคม 2568 เงินไหลเข้าสู่กองทุน ETF ทองคำรวมแล้ว 64,000 ล้านดอลลาร์ เฉพาะเดือนกันยายนเพียงเดือนเดียว มีเงินไหลเข้าทำสถิติสูงถึง 17,300 ล้านดอลลาร์
กล่าวได้ว่า ราคาทองคำตลอดปี 2568 เดินหน้าทำสถิติสูงสุดใหม่อย่างต่อเนื่อง โดยราคาทองคำแท่ง (bullion) เคยแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 4,525.19 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์ ระหว่างการซื้อขาย
สำนักข่าวรอยเตอร์ วิเคราะห์ถึงแรงขับเคลื่อนตลาดทองคำที่พุ่งทะยานในรอบนี้ว่ามีอยู่ 4 ปัจจัยหลัก
ปัจจัยแรก คือความสนใจของนักลงทุนและกระแสความเชื่อมั่นของตลาด
ปัจจัยที่สอง อัตราแลกเปลี่ยน โดยทองคำมักถูกใช้เป็นเครื่องมือป้องกันความผันผวนของค่าเงิน และมีแนวโน้มเคลื่อนไหวสวนทางกับค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ เมื่อดอลลาร์อ่อนค่าราคาทองคำซึ่งกำหนดเป็นดอลลาร์จะมีราคาถูกลงสำหรับผู้ถือเงินสกุลอื่นและกระตุ้นอุปสงค์ในตลาดโลก
ปัจจัยที่สาม นโยบายการเงินและความตึงเครียดทางการเมืองเป็นแรงหนุนสำคัญ เนื่องจากทองคำถูกมองเป็นที่หลบภัยในช่วงที่เศรษฐกิจและการเมืองไม่แน่นอน โดยเฉพาะในบริบทของสงครามการค้าทั่วโลกที่ปะทุจากมาตรการภาษีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ รวมถึงทิศทางดอกเบี้ยของธนาคารกลางทั่วโลก ซึ่งอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำลงจะลดต้นทุนค่าเสียโอกาสของการถือครองทองคำที่ไม่ให้ผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ย
และปัจจัยที่สี่ แรงหนุนระยะยาวคือ การสะสมทองคำในทุนสำรองของธนาคารกลาง ซึ่งยังคงแข็งแกร่งจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและการเมือง โดย World Gold Council ระบุธนาคารกลางหลายประเทศ ยังมีแผนเพิ่มการถือครองทองคำภายในหนึ่งปี แม้ราคาจะอยู่ในระดับสูงก็ตาม
ความต้องการทองคำทั่วโลกเพิ่มขึ้น 3% เมื่อเทียบรายปี สู่ระดับ 1,313 ตัน ในไตรมาส 3 ปี 2568 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยมีแรงหนุนหลักจากความต้องการลงทุน และจีนเดินหน้าซื้อทองคำเข้าคลังต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 13 ติดต่อกัน โดยปริมาณการถือครองเพิ่มขึ้นเป็น 74.12 ล้านทรอยออนซ์ ณ สิ้นเดือนพฤศจิกายน 2568
รอยเตอร์ ยังรายงานว่า ราคาทองคำในรอบนี้ไม่ได้สะท้อนเพียงความผันผวนระยะสั้น แต่กำลังสะท้อนการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของระบบการเงินโลก ตั้งแต่บทบาทเงินดอลลาร์ นโยบายการเงิน ไปจนถึงความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งทำให้ทองคำกลับมาอยู่ในศูนย์กลางของพอร์ตการลงทุนอีกครั้ง ในคำถามสำคัญสำหรับนักลงทุนคือ ราคาที่พุ่งแรงเช่นนี้ จะเป็นเพียงจุดสูงชั่วคราว หรือเป็นจุดเริ่มต้นของยุคใหม่ของทองคำในระบบเศรษฐกิจโลก
ขณะที่มุมมองของสถาบันการเงินยักษ์ใหญ่จากสหรัฐฯ อย่างเช่น J.P. Morgan มองว่าราคาทองคำในปี 2568 คือจุดเริ่มต้นของวัฏจักรขาขึ้นรอบใหญ่ที่อาจกินเวลาหลายปี โดยฐานของราคาจะขยับขึ้นไปเรื่อย ๆ จนไปแตะระดับเฉลี่ยที่ 5,055 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์ในช่วงปลายปี 2569 โดยปัจจัยหนุนหลักคือ เฟดเดินหน้าลดดอกเบี้ยต่อเนื่อง ส่งผลบวกต่อทองคำในฐานะสินทรัพย์ที่ไม่มีผลตอบแทนเป็นดอกเบี้ย จูงใจให้นักลงทุนสถาบันและกองทุนขนาดใหญ่ทั่วโลกเข้าถือครองทองคำเพิ่มสูงขึ้น
ทางด้านนักวิเคราะห์จาก Goldman Sachs มีมุมมองที่ดุดันไม่แพ้กัน คือ ทองคำมีโอกาสปรับตัวขึ้นโดยให้เป้าหมายราคาทองคำที่ 4,900 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์ภายในปี 2569 จากความต้องการของกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ และการเข้าซื้อทองคำของธนาคารกลาง และหากสถานการณ์การคลังของสหรัฐฯ ยังเผชิญกับการขาดดุลต่อเนื่อง ความเชื่อมั่นในเสถียรภาพของดอลลาร์ลดลง ทองคำอาจพุ่งทะยานเกินกว่าเป้าที่ประเมินไว้ไปสู่ระดับ 5,000 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์
ด้านฝั่งยุโรป นักวิเคราะห์จาก UBS สถาบันการเงินชั้นนำของสวิตเซอร์แลนด์ มองว่าปัจจัยที่ขับเคลื่อนความร้อนแรงของราคาทองคำในปี 2568 ยังจะส่งผลต่อเนื่องถึงปี 2569 อย่างชัดเจน และเชื่อว่าทองคำได้เปลี่ยนสถานะจากสินทรัพย์ที่ใช้เก็งกำไรตามรอบเศรษฐกิจ มาเป็น “สินทรัพย์เชิงโครงสร้าง” (Structural Asset) ที่มีความจำเป็นต่อพอร์ตการลงทุนในระยะยาว โดยคาดว่าราคาทองคำจะแตะ 4,500 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์ในช่วงกลางปี 2569 และอาจพุ่งถึง 4,900 ดอลลาร์ หากความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ปะทุรุนแรงขึ้นกว่าเดิม
นักวิเคราะห์จาก EBC Financial Group ของอังกฤษ มองว่า ทองคำยังคงอยู่ในแนวโน้มขาขึ้นเมื่อเข้าสู่ปี 2026 แต่ในขณะเดียวกันราคาก็อยู่ในภาวะตึงตัวหลังจากการปรับขึ้นครั้งใหญ่ทางประวัติศาสตร์จนแตะโซน 4,400 ดอลลาร์ หากราคายังสามารถยืนเหนือโซนแนวโน้มสำคัญระหว่าง 4,380–4,316 ดอลลาร์ได้ ตลาดยังมีโอกาสเดินหน้าขึ้นทดสอบ 4,500 ดอลลาร์ และอาจขยายไปถึง 5,000 ดอลลาร์ในฐานะเป้าหมายหลักถัดไป สำหรับความเสี่ยงที่แท้จริงไม่ใช่ข่าวลบฉับพลันเพียงเหตุการณ์เดียว แต่คือการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ย อัตราผลตอบแทนที่แท้จริง และพฤติกรรมของกระแสเงินทุน
ในภูมิภาคเอเชีย นักวิเคราะห์จาก DBS Bank และ UOB ในสิงคโปร์ มีมุมมองที่ให้ความสำคัญกับความต้องการทองคำทางกายภาพ โดยระบุว่าพฤติกรรมของผู้ซื้อในจีนและอินเดียกำลังเปลี่ยนแปลงไปสู่การออมทองในรูปแบบแท่งและเหรียญทองคำเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล DBS ประเมินว่าในปี 2569 ความต้องการนี้จะยังคงรักษาระดับสูง เนื่องจากความกังวลเรื่องสงครามการค้าและการกีดกันทางการเงินระหว่างขั้วอำนาจเศรษฐกิจโลก
นอกจากนี้ แรงซื้อจากธนาคารกลางในกลุ่มประเทศเอเชีย ที่ต้องการลดการพึ่งพาดอลลาร์ จะเป็นแรงขับเคลื่อนที่แข็งแกร่งที่สุดในช่วงปี 2569 โดยมองเป้าหมายราคาทองโลกอยู่ที่ 4,450 ถึง 4,600 ดอลลาร์ในช่วงรอยต่อของปี
มุมมองของไทย นพ.กฤชรัตน์ หิรัณยศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร MTS Gold ประเมินทิศทางตลาดทองคำปี 2569 ว่าแนวโน้มขาขึ้นยังไม่สิ้นสุด โดยมีโอกาสปรับเพิ่มขึ้นอีก 10-15% จากปัจจุบัน ราคาทองคำในตลาดโลกมีโอกาสขยับขึ้นไปแตะ 5,000 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์ หากปัจจัยเสี่ยงเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ยังคงกดดันระบบการเงินโลก ส่วนราคาทองคำในประเทศอาจเห็นกรอบใหม่ที่ 70,000–80,000 บาทต่อบาททองคำ ในปี 2569 แต่จะเป็นปีที่ราคาทองผันผวนสูงจากแรงขายทำกำไรเป็นระยะ และความไม่แน่นอนของนโยบายเศรษฐกิจสหรัฐฯ
ขณะเดียวกัน ฮั่วเซ่งเฮง และ YLG มีมุมมองที่สอดคล้องกับตลาดโลก โดยในปี 2569 ราคาทองคำแท่งในประเทศมีโอกาสแตะระดับ 70,000 - 80,000 บาท หากราคาทองโลกเป็นไปตามเป้าหมายของสถาบันการเงินต่างประเทศ โดย ฮั่วเซ่งเฮง มองว่าปัจจัยหนุนหลักในปี 2569 คือการเลือกตั้งและนโยบายเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ที่อาจทำให้ดอลลาร์อ่อนค่าลงและส่งผลบวกต่อทองคำ
สำหรับในปี 2569 YLG ให้ราคาเป้าหมายทองคำไว้ที่ 4,721-4,900 ดอลลาร์สหรัฐต่อทรอยออนซ์ ส่วนราคาทองคำแท่งในประเทศให้ราคาเป้าหมายไว้ที่ 69,500-72,150 บาทต่อบาททองคำ (คำนวณจากค่าเงินบาท 31.06 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ) ซึ่งปี 2569 จะเปลี่ยนโฉมหน้าของการออมทองในไทยไปสู่มาตรฐานราคาใหม่
เมื่อประมวลผลจากข้อมูลรอบด้าน อาจสรุปได้ว่าปี 2569 จะเป็นปีที่ทองคำแสดงศักยภาพสูงสุดในฐานะ “สินทรัพย์แห่งความเชื่อมั่น” ซึ่งปัจจัยที่รุมเร้าเศรษฐกิจโลกทั้งเรื่องหนี้สาธารณะ อัตราดอกเบี้ย และความขัดแย้งทางการค้า จะเป็นตัวผลักดันให้ทองคำพุ่งทะยานไปสู่เป้าหมายที่ 5,000 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์ ตามที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดการณ์ไว้
มาดูกันว่าเวลานี้ธนาคารกลางของประเทศไหนที่ถือครองทองคำมากที่สุด เพื่อกระจายความเสี่ยงของสำรองเงินตราและรักษามูลค่าในช่วงวงจรเศรษฐกิจที่ผันผวน
EBC Financial Group อ้างอิงข้อมูลจากสภาทองคำโลก (World Gold Council - WGC) และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ว่าการซื้อทองคำของธนาคารกลางในปี 2024 ใกล้ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดย 10 อันดับประเทศที่ถือครองทองคำมากที่สุด มีดังนี้ 1.สหรัฐอเมริกา 8,133 ตัน 2.เยอรมนี 3,352 ตัน 3.อิตาลี 2,452 ตัน 4.ฝรั่งเศส 2,437 ตัน 5.รัสเซีย 2,333 ตัน 6.จีน 2,304 ตัน 7.สวิตเซอร์แลนด์ 1,040 ตัน 8.อินเดีย 880 ตัน 9.ญี่ปุ่น846 ตัน และ 10.เนเธอร์แลนด์ 612 ตัน
EBC เผยว่า สหรัฐอเมริกา ยังคงถือทองคำมากกว่า 8,100 ตัน ทองคำเหล่านี้ยังคงถูกเก็บไว้ที่ Fort Knox, โรงกษาปณ์เดนเวอร์ และ Federal Reserve Bank of New York ความมั่นคงนี้สนับสนุนความเชื่อมั่นต่อดอลลาร์ท่ามกลางความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์และตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ที่สูงขึ้น
ขณะที่ เยอรมนี อิตาลี และฝรั่งเศส ยังคงถือทองคำจำนวนมาก เพื่อป้องกันความไม่มั่นคงในยูโรโซน ธนาคารกลางเยอรมนีได้ทยอยนำทองคำกลับจากนิวยอร์กและปารีส ระหว่างปี 2013–2017 ซึ่งแสดงถึงความเชื่อมั่นระยะยาวในการถือครองทองคำจริง
ส่วนประเทศในเอเชีย มีการสะสมทองคำเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยจีนได้เพิ่มสำรองทองคำอย่างต่อเนื่องและเงียบ ๆ จนถึงปี 2025 ทำให้จีนมีปริมาณประมาณ 2,304 ตัน ณ สิ้นปี การสะสมทองคำอย่างต่อเนื่องนี้สะท้อนถึงความพยายามของปักกิ่งในการกระจายความเสี่ยงของสำรองและการลดการพึ่งพาสินทรัพย์รัฐบาลสหรัฐฯ อย่างค่อยเป็นค่อยไป
ในขณะเดียวกัน ธนาคารกลางอินเดีย (RBI) ได้เพิ่มปริมาณสำรองทองคำของอินเดียขึ้นเป็นประมาณ 880 ตัน ภายในปลายปี 2025 เพื่อเสริมความมั่นคงของสกุลเงินท่ามกลางแรงกดดันราคานำเข้าและความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก
อย่างไรก็ดี รัสเซียกลับเปลี่ยนแนวทางจากเดิมที่สะสมทองคำ กลายเป็นการขายทองคำจากสำรองเป็นครั้งแรก การขายนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนงบประมาณ ค้ำจุนค่าเงินรูเบิล และเพิ่มสภาพคล่องท่ามกลางรายได้จากน้ำมันที่ลดลงและสินทรัพย์ต่างประเทศที่ถูกแช่แข็ง ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ จากการใช้ทองคำเป็นเกราะป้องกันมาตรการคว่ำบาตร มาเป็นแหล่งเงินสดเพื่อสนับสนุนการใช้จ่ายของรัฐบาล
ส่วนธนาคารกลางหลายประเทศเกิดใหม่ เช่น ธนาคารแห่งชาติคาซัคสถาน ธนาคารกลางตุรกี และธนาคารกลางอุซเบกิสถาน ได้เพิ่มการซื้อทองคำในปี 2025 การซื้อเหล่านี้สะท้อนถึงความกังวลที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับความมั่นคงของสกุลเงินและความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจในภูมิภาค ทำให้ประเทศเหล่านี้สร้างสำรองทองคำเพื่อป้องกันความผันผวน
การถือครองทองคำของธนาคารกลาง มีเหตุผลหลายประการ อาทิ รักษาเสถียรภาพทางการเงิน โดยทองคำทำหน้าที่เหมือนประกัน ป้องกันค่าเงินอ่อนตัวและวิกฤตการเงินโลก, การกระจายพอร์ตลงทุน ลดการพึ่งพาดอลลาร์สหรัฐและสินทรัพย์ที่มูลค่าผูกพันกับเงินตราที่ออกโดยรัฐบาล (Fiat Assets) อื่น ๆ สร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนในความมั่นคงทางการเงินของประเทศ รวมถึงการป้องกันเงินเฟ้อ เหตุผลเชิงกลยุทธ์เหล่านี้อธิบายการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องของสำรองทองคำทั่วโลก
แม้ว่าแนวโน้มราคาทองคำยังเป็นขาขึ้น แต่สำหรับนักลงทุนแล้ว ต้องไม่ลืมคำเตือน การลงทุนมีความเสี่ยง นักลงทุนควรศึกษาข้อมูลและประเมินระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ก่อนตัดสินใจลงทุนเสมอ


