ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - พลิกตำราโหราศาสตร์ ผ่าดวงเมืองไทย ปี 2569 ปีมะเมีย (ม้า) ธาตุไฟ ผ่านคำพยากรณ์ของเหล่า “โหราจารย์การเมือง” สำรวจเกณฑ์ชะตาบ้านเมืองในทุกมิติ ลีลาการพุ่งทะยานอย่างร้อนแรงของ “ม้าไฟ” ปะทุเพลิงแห่งความหายนะ นำพาเมืองไทยสู่การเปลี่ยนแปลงอย่างน่าจับตา ทั้งสมรภูมิการเมืองที่ร้อนแรงเกิดการชิงดีชิงเด่นโดยยึดโยงอยู่กับ “ดวงผู้นำ” ประเทศชาติอยู่บนทางสองแพร่ง ดังนั้น บ้านเมืองจะ “ดี” หรือ “เลว” ประชาชนเป็นผู้ชี้ชะตา ส่วนเรื่องของเศรษฐกิจอยู่ในภาวะ “ซึม” แต่มีเกณฑ์พลิกผัน พร้อมเฝ้าระวังสถานการณ์ภัยพิบัติหลายระลอก รวมทั้งการศึกสงครามที่ยังไม่สงบ
ประเทศไทยบนทางสองแพร่ง
“ซินแสเข่ง - อ.ชนม์ทรรศน์ ฤทัยผ่อง” ผู้อำนวยการสถาบันโหราศาสตร์พยากรณ์แห่งประเทศไทย เบิกฤกษ์คำทำนายเอาไว้อย่างน่าสนใจว่า ปี 2569 เป็นปีของความเปลี่ยนแปลงสู่ความสำเร็จ เป็นปีที่สามารถนำพาบ้านเมืองไปสู่ความศิวิไลซ์ และเป็นปีที่คนไทยจะต้องชี้ชะตาบ้านเมืองที่ตก “ดวงชะตาทางสองแพร่ง” ถ้าคนไทยเลือกเส้นทางที่ดีก็จะทำให้ดวงเมืองเปลี่ยนไปในทางที่ดี แต่หากคนไทยเลือกในทางที่เลวประเทศไทยก็จะตกดวงชะตาที่เลวสุดๆ โดยจะเผชิญวิกฤตอย่างต่อเนื่อง
ดังนั้น ผู้ใดก็ตามที่ขึ้นมาเป็นผู้นำใน 2569 หากไม่แกร่งจริง ไม่แข็งจริง ไม่มีอำนาจบารมี จะไม่สามารถพาประเทศไปสู่เป้าหมายได้และส่งผลให้เกิดปัญหากระทบความสงบสุขประเทศไทย
ที่สำคัญคือประเทศไทยมีเกณฑ์รัฐประหารยึดอำนาจอยู่ในดวงชะตาของบ้านเมืองต่อเนื่องจากปี 2568 ถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2569
สำหรับพื้นดวงของคนไทยใช้ความคิดของตัวเองเป็นที่ตั้งทำให้อารมณ์รุนแรงพอสมควร ดังนั้น จะเกิดการปะทะเกิดจากการใช้ความคิดของคนในประเทศเป็นที่ตั้ง คนนี้ก็คิดการใหญ่ คนนั้นก็คิดการใหญ่ คนโน้นก็คิดการใหญ่ จึงเกิดความขัดแย้งขึ้น ต่างฝ่ายต่างไม่ยอมกัน มีการแบ่งพรรคแบ่งพวก จึงเกิดการปะทะของมวลชนที่เชียร์กันคนละฝ่าย เตือนให้ระวังปัญหาความขัดแย้งรุนแรงซึ่งจะเกิดขึ้นในประเทศ โดยขัดแย้งจากปัญหาการเมือง ปัญหาธุรกิจ ปัญหาการปกครอง ซึ่งเป็นความขัดแย้งที่จะนำไปสู่ความวุ่นวาย แต่ไม่ถึงขั้นเลือดตกยางออก
ซินแสเข่งพยากรณ์ด้วยว่า ปี 2569 เป็นปีที่ถูกโฉลกกับดวงเมือง ส่งผลให้เศรษฐกิจ การเงิน รายได้และผลประโยชน์ของประเทศมีโอกาสประสบความสำเร็จ หลายธุรกิจจะเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ อย่าง บ้านจัดสรร โรงแรม ที่พัก ภาคการเกษตร ธุรกิจการเงินการธนาคาร ราคาทองคำจะสูงขึ้น
ส่วนธุรกิจที่จะต้องระมัดระวังคือ ธุรกิจน้ำดื่ม น้ำใช้ น้ำหอม น้ำมัน น้ำยาเคมี และธุรกิจอาหารการกิน เนื่องจากอาจจะมีโรคระบาดเกิดขึ้น รวมถึงธุรกิจเกี่ยวกับเหล็ก โลหะ และโรงงานอุตสาหกรรมที่จะมีปัญหา
ขณะที่เรื่อง “ภัยพิภัย” ในรอบปี 2569 เป็นปีธาตุไฟ ปีแห่งไฟบรรลัยกัลป์ เรียกว่าเป็นปีแห่งความหายนะ จึงจะทำให้เกิดอุบัติภัยและภัยพิบัติต่างๆ ทั้งเพลิงไหม้ น้ำท่วม ดินถล่ม แผ่นดินแยก สึนามิ และโรคระบาดรุนแรง โดยเฉพาะ “น้ำท่วมและแผ่นดินไหว” ที่จะรุนแรงมากกว่าปีผ่านมา ซึ่งสถานการณ์หนักๆ ต้องระวังนับตั้งแต่นี้จึงถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2569
“คำทำนายของนักพยากรณเมือนตัวชี้ให้ผู้ทำหน้าที่ปกครองประเทศหรือผู้นำบ้านเมืองจะต้องเตรียมพร้อมรับมือกับภัยที่จะเกิดขึ้น ไม่ใช่ว่าชี้ให้เกิดความตื่นตระหนก ปี 2569 ถือเป็นปีที่ภัยพิบัติมีผลรุนแรงที่สุด เรื่องภัยพิบัติพายุหมุน ภัยพิบัติทางทะเลสึนา ที่จะมีผลเกิดขึ้น” ซินแสเข่งกล่าว พร้อมทิ้งท้ายถึ สถานการณ์ความขัดแย้ง “ไทย- กัมพูชา” ด้วยว่า จะยืดเยื้อถึงเดือนกุมภาพันธฺ และหากมีประเทศที่ 3 เข้ามายุ่งเกี่ยวสงครามก็จะยิ่งขยายวงมากขึ้น อย่างไรก็ดี พื้นดวงเมืองของไทยมั่นคง มี 3 เสาหลัก “กษัตริย์ – ทหาร - นักปราชญ์” ค้ำประเทศ ดังนั้น ยิ่งรบไทยยิ่งแข็งแกร่ง
การเมืองวุ่นวาย ผู้นำ...บ่มิไก๊?
รัฐบาลใหม่ ไม่มีเสถียรภาพ
“นักการเมืองจะฟัดกันเหมือนหมาบ้า ไม่ว่าใครจะมาเป็นนายกรัฐมนตรีหรือใครจะมาเป็นรัฐมนตรีก็ตาม เชื่อเกินร้อยว่าแต่ละคน “บ่มิไก๊” ทั้งนั้น มีแต่ราคาคุยมากกว่า และรัฐบาลอาจจะต้องเจอปัญหาใหญ่จนแก้ไม่ตก มีโอกาสที่คนเป็นนายกรัฐมนตรีจะอยู่ไม่ครบเทอม อาจจะต้องเปลี่ยนม้ากลางศึก แต่ถ้ารัฐบาลอยู่ครบเทอมเชื่อว่าประเทศไทยจะเจอมหันตภัย เจอภัยธรรมชาติที่รุนแรง อาจจะเกิดแผ่นดินไหวรุนแรง ขอภาวนาอย่าเกิดสึนามิก็แล้วกัน”
นั่นคือคำทำนายของ “หมอนิด - กิจจา ทวีกุลกิจ” โหราจารย์การเมืองชื่อดัง
สำหรับประเด็นเศรษฐกิจ หมอนิดระบุปี 2569 อย่าไปหวังว่าจะได้นักการเมืองดีๆ มาช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจ เพราะหัวหน้าพรรคการเมืองจำนวนมาก มีดิถีธาตุไม้ กับธาตุทอง และธาตุดินเกือบทุกพรรค เพราะฉะนั้นจึงหวังนักการเมืองไม่ได้ เศรษฐกิจหลายประเภทมีแต่ทรงกับทรุด
วางยสถานการณ์อุบัติภัยและภัยพิบัติ ปี 2569 ให้ระวังฟืนไฟ ระวังจะเกิดไฟไหม้ใหญ่ ให้ระวังตึกสูงเป็นพิเศษ รองลงมาให้ระวังไฟไหม้โรงงาน คลับบาร์ที่มีคนไปเที่ยวกลางคืนก็ควรจะระวังให้มากเพราะเกรงว่าจะมีคนเสียชีวิตจำนวนมาก
นอกจากนี้ ภาคเกษตรพืชผลทางการเกษตรจะเสียหายหรือราคาตกไม่คุ้มทุน ภาคอสังหาริมทรัพย์ คนที่สร้างบ้านหรือคอนโดมิเนียมขาย ยังขายยากเพราะผู้คนไม่มีกำลังซื้อ รวมทั้งอุตสาหกรรมรถยนต์ขาลงเพราะติดขัดปัญหาสถาบันการเงินไม่ปล่อยสินเชื่อง่ายๆ เรื่องของโจรผู้ร้ายจะชุกชุมเพราะยาบ้ายาเสพติดหาซื้อง่ายแถมราคาถูก
เกณฑ์ชะตาบ้านเมือง 2569 คาบเกี่ยวปี 2570 ประเทศไทยจะสูญเสียบุคคลที่คนไทยรักทั้งประเทศ อยากให้ประชาชนทั้งประเทสวดมนต์ภาวนาให้บุคคลที่คนไทยรักทั้งประเทศแคล้วคลาดปลอดภัย หายจากโรคภัยไข้เจ็บขอบุญรักษาคุณพระคุ้มครอง
“ปี 2569 เศรษฐกิจเกือบทุกชนิด เหมือนคนใกล้จะจมน้ำ หลายบริษัทและโรงงานถ้าไม่ถึงกับปิดกิจการก็ต้องลดจำนวนพนักงานลง คนจะตกงานอีกจำนวนมาก รัฐบาลไม่สามารถกู้เศรษฐกิจให้ฟื้นขึ้นมาได้ นักธุรกิจต่างย่ำแย่ไปตามๆ กัน จึงต้องประคับประคองธุรกิจที่ทำอยู่ให้ผ่านพ้นไปก่อน ดังนั้น ถ้าใครดวงยังไม่ดีจริงอย่าริไปลงทุนใดๆ ทั้งสิ้น พยายามตัดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นออกไป หัดประหยัดให้มากๆ ทำบุญอย่างเดียวไม่พอ ต้องทำใจด้วย” หมอนิดระบุ
ขณะที่ “โหรวสุ - วสุวัส คำหอมกุล” โหราจารย์ด้านการพยากรณ์ดวงเมือง เปิดเผยคำทำนายดวงเมืองปี 2569 ความว่าจะเป็นปีที่มีการพลิกไปพลิกมาตลอดเวลา ขณะที่รัฐบาลไม่มีเสถียรภาพ ดังนั้น การคาดหวังว่าจะมีนโยบายการแก้ไขปัญหาให้ประชาชนอย่างยั่งยืนจึงไม่มีทางเป็นไปได้
“อย่าไปคาดหวังกับนโยบายของรัฐบาล หรือการช่วยเหลือจากภาครัฐมากนัก ประชาชนต้องพึ่งพาตัวเองครับ เรื่องการแก้ไขปัญหา และช่วยเหลืออุทกภัยภาคใต้ เป็นแค่จุดเริ่มต้น แปลว่าปีหน้าถ้ามีเหตุการณ์อะไรแบบนี้อีก ประชาชนต้องช่วยเหลือกันเองก่อน หรือไม่ก็ต้องไปกระตุ้นการทำงานของข้าราชการ และนักการเมืองท้องถิ่นก่อนนั่นแหละครับ รอรัฐบาลน่าจะไม่ทันการณ์”
ด้าน “ราชรามัญ โหรดวงดาว” โหรชื่อดัง เปิดเผยคำทำนายว่า ปี 2569 การเมืองจะวุ่นวาย ตามดวงดาวเกณฑ์ในการเลือกตั้งที่ดีเป็นปี 2570 แต่เมื่อมีปัจจัยอื่นๆ มาแทรกกลางนับได้ว่าเป็นภาวะของการฝืนดวงชะตาฟ้าลิขิต
ดวงดาวที่ปรากฏในปี 2569 ในมุมการเมืองนั้นน่าสนใจอย่างมาก ดาวเสาร์ ๗ จรย้ายจากราศีกุมภ์ไปที่ราศีมีนวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 10:16 น. ทิ้งดาวราหูไว้ในราศีกุมภ์ลำพัง ดาวเสาร์เป็นดาวที่เกี่ยวเนื่องกับการเมืองโดยตรง เมื่อจรย้ายไปอยู่ในราศีภพวินาศของดวงเมือง ทำให้การเมืองหลังจากการเลือกตั้งเกิดปรากฏที่แปลกประหลาด ผลที่เกิดขึ้น คือ 1.ไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ในเวลารวดเร็ว เป็นเหตุให้นายกรัฐมนตรี คนเดิมรักษาการยาวไปก่อน 2. มีเหตุปฎิรูปเรื่องความมั่นคงก่อน
ดาวราหู ๘ อยู่เดี่ยวๆ ในราศีกุมภ์โยคใส่ลัคนาเมืองนอกจากจะปรากฏเรื่องแปลกประหลาดกับการเมืองแล้ว เรื่องร้อนๆ แนวคดีความก็เกิดขึ้นด้วย นักการเมืองอาจฟ้องร้องกันเอง หรือนักการเมืองร้องคณะกรรมการจัดการเลือกตั้ง แม้จะมีนักกฏหมายออกมาแนะนำตักเตือนในหลายๆ เรื่องด้วยดาวพฤหัสโยคถึงดาวอาทิตย์ในลัคนาราศีเมษ แต่เหมือนไม่เป็นผลใดๆ
“พรรคการเมืองที่ดวงดีดูเหมือนเป็นพรรคภูมิใจไทย สามารถโกยคะแนนได้มากกว่าหลายครั้งที่ผ่านมา ส่วนพรรคประชาชน ก็ใช่ย่อยอาจกลายเป็นพรรคที่มีคะแนนเท่ากับพรรคภูมิใจ ถ้าเป็นเช่นนี้ใครจะได้จัดตั้งรัฐบาล ก็ชวนคิดชวนสงสัย พรรคที่ 3 ใกล้เคียงกันมีอยู่ 2 พรรคการเมือง คือ พรรคเพื่อไทย และพรรคกล้าธรรม พรรคประชาธิปัตย์มีโอกาสพลิกฟื้นจากเดิมมาเป็นพรรคที่ 4 พลังประชารัฐตามดวงดาวจะเป็นพรรคลำดับ 5 ดวงชะตาพรรคเพื่อไทย พรรคกล้าธรรม เกณฑ์ดวงชะตาพรรคพอกัน แต่พรรคกล้าธรรมต้องบอกว่าเป็นพรรคใหม่ที่มาแรงมากด้วยดวงชะตาพรรคดีในระดับหนึ่งแต่ดวงชะตาคนคุมพรรคนั้นดีมาก”
ราชรามัญ ทิ้งท้ายสรุปความตามดวงดาวว่า จะมีการเลือกตั้งหรือไม่มีการเลือกการเมืองก็วุ่นวาย ทำให้เกิดภาวะการถ่วงวิถีการเมืองบ้างและประชาชนก็มีทั้งที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยหลากหลายความคิด และพึงควรระวังความแตกต่างทางความคิดจะกลายมาเป็นม็อบประชาชนเกิดขึ้นมาอีกครั้ง แม้ว่าเป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆ ก็ไม่ควรดูแคลน
กลุ่มการเมืองเก่าอาภัพ
วิกฤตพลิกสถานะเศรษฐกิจ
“ฟองสนาน จามรจันทร์” โหราจารย์การเมือง ตรวจเกณฑ์ชะตะดวงเมืองไทย กำเนิดวันอาทิตย์ที่ 21 เมษายน 2325 เวลา 06.54 น. ลัคนาสถิตราศีเมษ ภาพดวงชะตาและดาวจรสำคัญที่ทำมุมกับดวงชะตาปี 2569 มีเหตุสำคัญที่มีเกณฑ์เกิดขึ้นดังต่อไปนี้
ปรากฏการณ์ใหญ่ที่จะเป็นกำลังใจคนไทยตลอดทั้งปีคือ ไม่ว่าเมืองจะพบปัญหาอุปสรรคหรือศัตรูระดับใด เมื่อสู้แล้วจะเอาชนะได้ หรือเสียอะไรไปสู้แล้วจะได้กลับคืนมา ดังนั้น บางกรณีเมืองอาจจะยอมเสียบางอย่างไปก่อนเพื่อแลกบางอย่างกลับมา
ดวงเมืองมีโอกาสเสียคนสำคัญหรือสูญเสียของรักของเมือง ดังนั้น ตลอดปี 2569 คนไทยควรจะช่วยกันบริจาคโลหิตต่อเนื่องจากปีที่แล้ว เพื่อช่วยฟาดเคราะห์ดวงเมือง บางระยะของปีเข้าข่ายตามตำรา ธรณีจะดูดกินซึ่งเลือดคน
ตั้งแต่ต้นปีปรากฏการณ์บุญเก่าของเมืองยังปรากฏต่อเนื่อง จัดการสะสางประเด็นปัญหาที่เป็นกรรมเก่า หรือคนที่สร้างกรรมเก่าไว้กับเมือง ดังเช่นกรณีแพทยสภามีมติเสียงข้างมากล้นหลามยืนยันลงโทษบุคลากรทางการแพทย์กรณีชั้น 14 รพ.ตำรวจ หรือคนทุศีลในวงการศาสนาหรือนักบวชสำคัญถูกเช็กกรรมสะท้านเมือง ฯลฯ หรือในส่วนของบุญเก่าเมืองด้านบุคคลที่เกิดขึ้นแล้ว เช่น การผุดขึ้นอย่างน่าแปลกใจของ พลเอก บุญสิน พาดกลาง อดีตแม่ทัพภาคที่ 2 หรือสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ หรือเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง หรือศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์
กลางกุมภาพันธ์ 2569 เศรษฐกิจที่มาพร้อมกับโอกาสทองของการพลิกสถานะเศรษฐกิจของชาติ ดวงเมืองยังอยู่ในระยะเวลา 7 ปีของการตีฝ่าสงครามเศรษฐกิจโลกไปพร้อมกับการปฏิวัติเศรษฐกิจของเมืองที่เริ่มมาตั้งแต่ประมาณกลางปี 2565 เป้าหมายเศรษฐกิจของชาติโดยรวม คือ กลางเดือนกรกฎาคม 2572 เมืองจะหลุดจากประเทศกับดักรายได้ปานกลางที่เป็นมากว่า 30 ปี ไปสู่ประเทศรายได้สูง แต่หากทำได้ไม่ดีก็จะติดกับดักประเทศรายได้ปานกลางต่อไป
แต่เเมืองยังเผชิญทั้งเคราะห์ทางเศรษฐกิจต่อเนื่องตั้งแต่ปีที่แล้ว ทั้งการใช้เงินหลวงแจกหรือตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ แล้วอัตราเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของเมืองก็ไม่เป็นไปตามเป้า ถึงจะมีปรากฏการณ์คนละครึ่งพลัสออกมาโดยรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล เมื่อช่วงปลายปีที่แล้ว คล้ายใช้ยาแดงทาแผล แต่หนองที่เน่าในยังรอการรักษาและพัฒนาในปีนี้
เกณฑ์ดวงชะตาเมืองไทยทุกวิกฤตย่อมนำมาซึ่งโอกาส สถานการณ์ทางเศรษฐกิจเกี่ยวกับสถาบันการเงินผสมโรงกับปัจจัยภายนอกบีบหรือกดดันให้ภาครัฐต้องลงมือแก้ไขพร้อมหาตัวช่วยเปลี่ยนเกม เศรษฐกิจจะเจอแรงกดดันเป็นระยะๆ ด้วยกรรมเก่าที่ทำไว้ และกรรมใหม่ที่มาจากต่างประเทศให้สางหรือแก้ไข แต่มาพร้อมสร้างโอกาสของการเกิดโครงการขนาดใหญ่ หรือต่อยอดสิ่งที่มีมาแต่เดิมเพื่อจะเปลี่ยนเกมทางเศรษฐกิจไปสู่ความรุ่งเรืองในระยะยาว
สถานการณ์เศรษฐกิจรอบปีนี้ คาดว่าผลน่าจะออกมาบวกมากกว่าลบเพราะดวงดาวส่งสัญญาณบวกว่า ตลาดหุ้นจะคึกคักตั้งแต่เริ่ม 20 ตุลาคม 2569 แม้สัญญาณบวกจะออกมาขนาดไหนชาวหุ้นทั้งหลายต้องอย่าเพลิน เพราะเผลอๆ ตั้งแต่ 22 พฤศจิกายนถึงสิ้นปี 2569 ยาวไป 18 เดือน ถึงวันที่ 10 มิถุนายน 2571 จะมีปัจจัยลบแทรกเข้ามาเบรกตลาดให้หัวคะมำ
จับตาราคาที่ดินมีแนวโน้มบูมเป็นระยะๆ บางพื้นที่ราคาจะเพิ่มสูงมากไปกับโครงการพัฒนาต่างๆ ของรัฐที่จะลงมือ ขณะที่ทองคำตั้งแต่กลางกุมภาพันธฺ2569 เป็นต้นไป จะเข้าสู่สภาวะถดถอยมากกว่าเดินหน้า เป็นกรอบระยะเวลาภายในสองปีครึ่ง
ปี 2569 สถานการณ์การเมืองกลุ่มขั้วอำนาจเก่าที่อาภัพ จับตาปรากฏการณ์ไสช้างท้าชนกันในทางการเมือง หรือปรากฏการณ์หมูไปท้าราชสีห์รบ เกิดการตรึงกำลังกันในทางการเมือง ระหว่างสองฝ่าย ทำให้บรรดากองเชียร์แต่ละฝ่ายผลัดกันอึดอัดเหมือนคนท้องอืด หลังจากนั้นความอึดอัดใจจะจบลง
การเลือกตั้งหรือเปลี่ยนแปลงใดๆ ทางการเมืองในปีนี้ กลุ่มที่จะกลับมาบริหารบ้านเมืองจะเป็น “กลุ่มเก่า – หน้าเดิม” โดยรัฐบาลที่บริหารบ้านเมืองจะ “อาภัพ – แบกทุกข์ – เป็นไปไม่สะดวก” และ “เสถียรภาพต่ำ” เรียกว่าต้องต่อสู้ดิ้นรนหนัก เนื่องจากปัญหาเศรษฐกิจและพรรคร่วมรัฐบาลรออุบัติเป็นระยะๆ ไปพร้อมกับการต้องฟันฝ่าเพื่อบริหารเศรษฐกิจของประเทศ ให้รอดปลอดภัยจากแรงกดดันจากปัญหาภายในและสงครามเศรษฐกิจโลก ตลอดจนนำประเทศไปสู่เป้าหมายทางเศรษฐกิจที่สำคัญ คือ การพัฒนาขนาดใหญ่เพื่อนำประเทศหลุดจากกับดักรายได้ปานกลางปี 2572
นายกรัฐมนตรีรอบนี้จะเห็นโฉมหน้าประมาณกลางเมษายน2569 และจับตา 24 - 27 กรกฎาคม 2569 เริ่มมีลางบ่งชี้ปัญหาในคณะรัฐบาลที่จะมีเรื่องอึดอัดคล้ายคนท้องอืด เกิดการปรับคณะรัฐมนตรี หรือนโยบาย หรือวิธีปฏิบัติสำคัญ เข้าสู่ช่วงปลายปีจะมีปรากฏการณ์ตรึงกำลังระหว่างฝ่ายรัฐบาลกับฝ่ายกฎหมายหรือนิติบัญญัติ ก่อให้เกิดความอึดอัดไม่รู้จะออกหัวหรือก้อย หรือไม่อาจมีประเด็นสำคัญ รัฐบาลอาจอยู่ในสภาพพูดไม่ออกบอกไม่ถูกอธิบายไม่ได้เหมือนน้ำท่วมปาก
ฝ่ายถืออำนาจรัฐอยู่ในมือและใช้อำนาจรัฐจะต้องใช้อย่างระมัดระวัง เพราะหากไม่จะเริ่มก่อวิกฤตการณ์ในเมืองและการเผชิญหน้ารอบใหม่ ตลอดทั้งปีรัฐธรรมนูญเดิมยังเข้มแข็งอยู่ เพียงแต่จะมีความพยายามทบทวนเป็นเรื่องๆ เป็นระยะๆ
การศึกสงครามยืดเยื้อ
ภัยพิบัติรุนแรง น้ำท่วมล้อมเมือง
ด้านสงครามหรือการสู้รบรอบนี้จะจบเมื่อใด ฟองสนาน จามรจันทร์ เปิดเผยว่าทางโหรคำตอบคือ น่าจะสิ้นสุดเมื่อประมาณ 15 มกราคม 2569 เป็นต้นไป (พระอังคารจร 3 ย้ายจากราศีธนูเข้าไปเดินในราศีมังกร) แต่อาจเกิดก่อน-หลังได้เล็กน้อย แต่ก่อนจะไปถึงจุดนั้น จะมีลีลาของการพัฒนาการที่จะนำไปสู่การคลี่คลายเป็นระยะๆ คือ มีปรากฏการณ์ใหญ่ทางโหรที่บ่งบอกการเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ที่จะส่งผลถึงทั้งเมืองรัตนโกสินทร์
อิทธิพล พฤหัสบดีจร 5 ที่ ราศีเมถุน จะเสริมความเข้มแข็งให้เมือง (โยคหน้าลัคนาเมือง) แม้จะเดินผิดปกติแต่ยังส่งผลบวก ลัคนาเมืองเข้มแข็งด้วยด้วยบุญเก่าที่ทำมาดีแล้วจนทำให้คนยำเกรง และมีลาภ ตามโฉลก ถึงบุญเพรง คนยำเกรงให้ลาภา ซึ่งเป็นไปได้ว่าผลจากการรบของกองทัพไทยที่ได้ทำแล้วคงจะทำให้เป็นที่ยำเกรง ไม่เสียเปรียบ แต่อาจจะใช้มาตรการแบบไม้อ่อนกับเพื่อนบ้าน
“ผลบุญเก่าของเมืองส่งให้เห็นเป็นสง่า มีอำนาจราชศักดิ์ดุจราชา ไม่ต้องซื้อไม่ต้องหาก็มาเอง สรุปจากปรากฏการณ์บุญเก่าเมืองนี้จะมาเสริมให้เมืองเข้มแข็ง และระหว่าง 23 ธันวาคม 2568 และยาวไปถึง 31 พฤษภาคม 2569”
ผลของบุญเก่าเมืองนำมาเช่นนี้ เชื่อว่าช่วงที่จะแทรกมีการเจรจา หรือการทูต จะมีบทบาทเริ่มตั้งแต่ 2 -20 มกราคม 2569 (พระพุธศรีจร 4 ย้ายเดินในราศีธนู) เพราะตามหลักการแล้ว ทุกสงครามหรือศึกจะจบด้วยการเจรจา
“หากจบศึกที่จะเริ่มระหว่าง 15 มกราคม - 23 กุมภาพันธ์ 2569 ชะตาเมืองและทหาร หรือนักรบของเมืองจะเข้มแข็ง โดดเด่น โด่งดัง ถึงจะเดือดร้อนบาดเจ็บล้มตาย อพยพ พลัดที่นาคาที่อยู่ แต่เมืองจะไม่แพ้ และโด่งดัง เพียงแต่กองทัพต้องไม่ประมาท ต้องปฏิวัติหรือเปลี่ยนแปลงใหญ่ต่อไป เนื่องด้วยดาวการปฏิวัติใหญ่เอื้อ แต่การทำกองทัพให้ล้ำสมัย” ฟองสนาน จามรจันทร์ โหราจารย์การเมือง ระบุ
กระเเสชาตินิยมดันการปฏิวัติกองกำลังของชาติเพื่อให้ทันหรือล้ำสมัย หากไม่ปฏิวัติจะถูกบีบปฏิวัติผลของการปฏิวัติถ้าทำได้ดีจะประสบความสำเร็จล้ำเลิศพาเมืองรอดปลอดภัย หากทำได้ไม่ดีกองทัพหรือกองกำลังของชาติจะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง
สิ่งที่คนไทยได้เห็นจากศึกไทย-กัมพูชา ส่งให้กองทัพไทยโด่งดังไปทั่ว และมีความคืบหน้าทั้งภาครัฐ-เอกชนในอุตสาหกรรมป้องกันประเทศนั้น บ่งบอกว่ามาถูกทางแล้ว โดยเฉพาะกองทัพอากาศกับกริพเพน แต่ปรากฏการณ์นี้ยังต้องทำต่อไป ชี้เป้ากองทัพเรือ (ทางน้ำ) โครงการขนาดใหญ่ทางน้ำของชาติจะเกิด จึงควรลงมือทำสิ่งที่ทันหรือล้ำสมัย หรืออะไรที่เสียไปควรไปเอากลับมา ตามโฉลก ลาภคืนคง รณรงค์เรามีชัย รวมทั้ง เรือดำน้ำที่ไทยเคยมีสองลำ ขณะที่องค์กรตำรวจไม่สามารถหลีกหนีการเปลี่ยนแปลงใหญ่ หากไม่เปลี่ยนจะถูกเปลี่ยน หรือถูกทิ้งไว้ข้างหลังเป็นปัญหาของชาติเหมือนที่เป็นอยู่
นอกจากนี้ เกณฑ์ชะตาบ้านเมืองมีเหตุการณ์ต่างชาติแปลกประหลาดมาก่อเหตุใหญ่ในเมืองแบบแปลกๆ ชวนปวดหัว
เกณฑ์อุบัติเหตุขนาดใหญ่ระดับร้ายแรงสูญเสียทั้งชีวิตทรัพย์สินเงินทองในเมือง ที่การเกิดจะเป็นไปอย่างคลุมเครือ มีกรอบระยะเวลาของการเกิดดังนี้ รอบที่ 1-ระหว่าง 2 เมษายน - 12 พฤษภาคม 2569 , รอบที่ 2 ระหว่าง 21 มิถุนายน - 4 สิงหาคม 2569, รอบที่ 3 ระหว่าง 4 สิงหาคม - 19 กันยายน 2569 และรอบที่ 4 ระหว่าง 29 กันยายน - 19 ตุลาคม 2569 (ทั้งหมดอาจเกิดขึ้นก่อนหรือหลัง 7 วัน)
ปี 2569 เมืองอุดมสมบูรณ์ไปด้วยน้ำ จับตาน้ำท่วมใหญ่ระดับรุนแรงเทียบ ปี 2485 จับตาแผ่นดินไหวเริ่มตั้งแต่ประมาณสิ้นเดือนพฤษภาคม - 19 ตุลาคม 2569 เป็นปีของน้ำท่วมใหญ่ โดยฝนจะมาเร็วตั้งแต่ประมาณต้นมิถุนายน 2569 นอกจากร่องฝนปกติ-ลมมรสุมแล้ว จับตาพายุหมุนเขตร้อน อิทธิพลพายุหมุนเขตร้อนที่จะมีต่อเมือง เป็นไปได้ทั้ง หางพายุระดับหย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรง หรือดีเปรสชัน หรือสูงกว่า ที่จะเข้าเมืองเป็นระยะๆ แต่แรงจะเริ่มในเดือนพฤศจิกายน
จับตาน้ำล้อมเมืองช่วงธันวาคม 2569 ปรากฏการณ์เมืองเมืองถูกบีบให้อึดอัดจนหน้าเขียวหน้าเหลืองเป็น กรรไกรหนีบ ต้องกัดฟันสู้ มาทางน้ำหรือจากน้ำ ต้องเตรียมรับมือสถานการณ์น้ำท่วมในวงกว้าง จะส่งผลให้ประชาชนเดือดร้อนจำนวนมาก อารมณ์ความรู้สึกอัดอัดเป็นระยะ บางพื้นที่เกิดอาการอัตคัดขาดแคลนปัจจัยสี่ สัตว์เลี้ยงเดือดร้อนล้มตาย แต่ยังไม่ถึงเกณฑ์ข้าวยากหมากแพง
สุดท้าย “ปีม้าไฟ” นับเป็นปีแห่งการพุ่งทะยานสู่การเปลี่ยนผ่านของประเทศไทย โดยโหราศาสตร์พยากรณ์เป็นเครื่องมือที่หยิบมาวิเคราะห์เพื่อให้เห็นภาพรวมของเหตุบ้านการเมือง ซึ่งอาจ “เกิดขึ้น” หรือ “ไม่เกิดขึ้น” และคำพยากรณ์ทั้งหมดไม่ได้เป็นตัวกำหนดอนาคตประเทศไทย.


