ผู้จัดการสุดสัปดาห์- เมืองไทยเข้าสู่ยุค Running Boom เกิดความตื่นตัวในการวิ่งออกกำลังกายตลอดหลายปีที่ผ่านมา เกิดอีเวนท์เกิดขึ้นจำนวนมาก เกิดกระแสตอบรับนักวิ่งเข้าร่วมงานอย่างล้นหลาม ขณะเดียวกัน เกิดข่าวร้ายสร้างความปริวิตก “นักวิ่งเสียชีวิต” ขณะวิ่งอย่างต่อเนื่อง
ย้อนกลับไป เมื่อเร็วๆ นี้ เดือนสิงหาคม 2568 เกิดเหตุ นักวิ่งเทรลชายเสียชีวิตในงานวิ่งที่ จ.ลำปาง หลังปล่อยตัววิ่งขึ้นเขาดอยจิกจ้อง จากนั้นเดือนกันยายน 2568 เกิดเหตุนักวิ่งหญิงเสียชีวิตในงานวิ่งที่ จ.นครพนม และเมื่อเดือนธันวาคม 2568 ก็เกิดเหตุนักวิ่งเทรลชายเสียชีวิต ซึ่งทำให้เกิดคำถามตามมาในหลายประเด็น
ข้อมูลจากกรมควบคุมโรค เปิดเผยว่าตัวเลขนักวิ่งเสียชีวิตขณะวิ่งระหว่างปี 2565 - 2568 ทั้งหมด 41 ราย จากการจัดงานวิ่งปกติ 4,176 งาน โดยสาเหตุหลักมาจากภาวะวิกฤตหัวใจและหลอดเลือดและฮีทสโตรก
สถานการณ์นักวิ่งเสียชีวิตสะท้อนภัยเงียบสุขภาพคร่าชีวิตโดยไม่รู้ตัว ในประเด็นนี้ นพ.ฆนัท ครุธกูล อายุรแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญโรคหัวใจ และนายกสมาคม สมาคมโภชนาการเพื่อกีฬาและสุขภาพ ได้โพสต์เฟซบุ๊ก อธิบายเกี่ยวกับกรณีการเสียชีวิตของนักวิ่งขณะร่วมรายวิ่งที่เกิดอย่างต่อเนื่อง โดยให้ความรู้อธิบายในมุมมองทางการแพทย์ เพื่อให้เป็นความรู้และอุทาหรณ์สำหรับนักวิ่งและผู้รักสุขภาพทุกคน ความว่า
“ในกรณีที่นักกีฬาหรือผู้ที่ออกกำลังกายเสียชีวิตเฉียบพลัน สาเหตุที่พบได้บ่อยมักเกี่ยวข้องกับภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน (Sudden Cardiac Arrest) ซึ่งอาจเกิดได้จากหลายปัจจัยแฝงที่ซ่อนอยู่
1. โรคหลอดเลือดหัวใจตีบเฉียบพลัน แม้จะไม่มีอาการในชีวิตประจำวัน แต่การออกกำลังกายที่หนักเกินไปอาจทำให้คราบไขมันในหลอดเลือดแตกออก เกิดลิ่มเลือดอุดตัน และทำให้หัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน
2. ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะชนิดร้ายแรง อาจเกิดจากความผิดปกติของระบบไฟฟ้าหัวใจหรือโรคทางพันธุกรรม เช่น โรคกล้ามเนื้อหัวใจหนาผิดปกติ ซึ่งการออกกำลังกายหนักๆ สามารถเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดภาวะนี้ได้
3. ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ มักเกิดหลังการติดเชื้อไวรัส เช่น ไข้หวัดใหญ่ หรือ COVID-19 หากร่างกายยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ การออกกำลังกายอย่างหนักอาจทำให้อาการอักเสบแย่ลงและส่งผลกระทบต่อการทำงานของหัวใจ
4. ภาวะลิ่มเลือดในหลอดเลือดแดงปอด เป็นภาวะที่พบได้น้อยแต่เป็นอันตราย โดยเฉพาะในผู้ที่มีภาวะขาดน้ำหรือต้องเดินทางเป็นเวลานาน หากลิ่มเลือดหลุดไปอุดตันหลอดเลือดที่ปอด จะทำให้ร่างกายขาดออกซิเจนและหัวใจล้มเหลวเฉียบพลันได้
อย่างไรก็ตาม สาเหตุที่แท้จริงต้องได้รับการยืนยันจากผลการชันสูตรศพอีกครั้ง การวิเคราะห์ข้างต้นเป็นเพียงการคาดการณ์จากหลักการทางการแพทย์ เพื่อให้ทุกคนตระหนักถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น
“ขอให้ทุกคน อย่าประมาท แม้ว่าคุณจะดูแข็งแรง บทเรียนสำคัญจากเหตุการณ์นี้คือ อายุไม่ได้เป็นตัวชี้วัดความเสี่ยงเพียงอย่างเดียว การที่ผู้เสียชีวิตมีอายุเพียง 45 ปี (กรณี นักวิ่งหญิง เสียชีวิตเดือนกันยายน 2568 ) เป็นเครื่องเตือนใจว่าภาวะสุขภาพแฝงสามารถเกิดขึ้นกับใครก็ได้ การออกกำลังกายอย่างปลอดภัยจึงต้องมาพร้อมกับการไม่ประมาทและฟังเสียงร่างกายตัวเองเสมอ แนวทางการเตรียมตัวก่อนออกกำลังกายการป้องกันย่อมดีกว่าการแก้ไข”อายุรแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญโรคหัวใจ กล่าว
ดังนั้น ก่อนจะลงสนามหรือเริ่มออกกำลังกายอย่างจริงจัง คือ 1.ตรวจเช็กความพร้อมของร่างกายปรึกษาแพทย์ หากคุณอายุ 40 ปีขึ้นไป มีโรคประจำตัว หรือมีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคหัวใจ ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพ ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG) หรือการตรวจสมรรถภาพหัวใจขณะออกกำลังกาย (Exercise Stress Test)
2. วางแผนการซ้อมที่เหมาะสม เริ่มจากเบาไปหาหนัก ค่อยๆ เพิ่มระยะทางและความเร็วขึ้นเรื่อยๆ ไม่ควรหักโหม ทั้งนี้ มีวันพัก ควรมีวันพักอย่างน้อย 1 - 2 วันต่อสัปดาห์ เพื่อให้ร่างกายฟื้นตัว ที่สำคัญคือ อย่าฝืนถ้ามีอาการป่วยหรือไม่สบาย ควรพักอย่างน้อย 1 - 2 สัปดาห์ก่อนกลับมาซ้อม
สำหรับการเตรียมความพร้อมก่อนวันแข่งขัน ต้องนอนให้พอ อย่างน้อย 7 - 8 ชั่วโมงในคืนก่อนวันแข่ง กินอาหารที่ย่อยง่าย ควรเป็นอาหารจำพวกคาร์โบไฮเดรต ก่อนออกกำลังกายอย่างน้อย 2 - 3 ชั่วโมงดื่มน้ำให้เพียงพอ ควรจิบน้ำตลอดเวลาเพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ
อย่างไรก็ตาม จากเหตุที่เกิดการณ์ที่เกิดขึ้นจะพบว่ารายการ “วิ่งเทรล” หรือ “Trail Running” การวิ่งในเส้นทางธรรมชาติ เส้นทางป่าเขาสูงชัน ท้าทายตัวเอง หลบหลีกความวุ่นวายของเมือง เป็นเส้นทางที่นักวิ่งให้ความนิยม เรียกว่าเป็นเทรนด์การวิ่งที่ได้รับความนิยมมากขึ้นในปัจจุบัน โดยกิจกรรมที่กำลังจะเกิดขึ้นเร็วๆ นี้ อาทิ เขาอีโต้ แคมป์ เทรล ครั้งที่ 6 (Jungle-Trail Khao Eto) 10 - 11 มกราคม 2569 จ.ปราจีนบุรี (ป่าเขาอีโต้), เกาะล้าน เทรล 2026 : 1 กุมภาพันธ์ 2569 จ.ชลบุรี, ขุนด่าน เทรล 202615 กุมภาพันธ์ 2569 จ.นครนายก, The Fog Trail Phu Ruea 2026 (Loei Trail Series) 24 พฤษภาคม 2026 จ.เลย หรือ Amazean Jungle Thailand by UTMB 2026 30 เมษายน - 3 พฤษภาคม 2026 จ.ยะลา
นายรัฐ จิโรจน์วณิชชากร กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไมซ์ แอนด์ คอมมูนิเคชั่น จำกัด และนายกสมาคมการค้าผู้จัดงานกีฬามวลชนไทย (TMPSA) อธิบายความว่าตามมาตรฐานของสหพันธ์กรีฑาโลก หรือ World Athletics จะมีข้อกำหนดเรื่อง “ทีมแพทย์” เขียนเอาไว้อย่างชัดเจน โดยผู้จัดงานวิ่งต้องแต่งตั้ง “Medical Director” หัวหน้างาน คอยดูแลประสานงาน วางแผนการดูแลทางแพทย์ กับนักวิ่งภายในงาน ซึ่งต้องเป็นบุคลากรที่ผ่านการอบรมตามหลักสูตรของสหพันธ์กรีฑาโลก และผู้มีคุณสมบัติตรงนี้ ก็ต้องอบรมใหม่ทุกๆ 2 ปี ส่วนภายในงานนั้น ก็ต้องมีจำนวนเจ้าหน้าที่ให้เหมาะสมกับจำนวนนักวิ่ง ซึ่งจะมีกำหนดอัตราส่วนเอาไว้ รวมถึง การคัดกรองต้องระบุเอาไว้ตั้งแต่ใบรับสมัคร ต้องถามโรคประจำตัวของคนที่มาเข้าร่วมกิจกรรมด้วย
ยกตัวอย่างประเทศฝรั่งเศสมีกฎหมายเลยว่า หากจะร่วมกิจกรรมนี้ ต้องไปหาหมอเพื่อตรวจ ประเมินว่าคุณสามารถร่วมกิจกรรมมาราธอนได้ แล้วก็ออกใบรับรองแพทย์ แต่ประเทศไทยยังไปไม่ถึงขั้นนั้น ซึ่งสำหรับงานวิ่งขนาดใหญ่ที่ได้มาตรฐาน Medical Director จะแบ่งกลุ่มนักวิ่งตามระดับความเสี่ยงเอาไว้เลย โดยคัดแยกจากประวัติในใบสมัครของนักวิ่ง ดังนี้
1. กลุ่มสีแดง คือ “กลุ่มเสี่ยง” เพราะมีโรคประจำตัว อย่าง โรคหัวใจ, ไทรอยด์ และโรคหลอดเลือดสมอง ซึ่งต้องมีอาสาสมัครไปวิ่งคอยประกบ ช่วยดูอาการตลอดการแข่งขัน โดยจะถามความสมัครจัดหาอาสาสมัครวิ่งประกบเผื่อเวลาเกิดเหตุ จะได้มีคนเข้าไปช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที ทั้งนี้ จากสถิตงานวิ่งกลุ่มสีแดงไม่ค่อยมีปัญหา เพราะส่วนใหญ่จะรู้ตัวและระวังตัวเป็นพิเศษ 2. กลุ่มสีเหลือง คือ “กลุ่มเฝ้าระวัง” ซึ่งหลายคนในกลุ่มนี้ ไม่รู้ตัวว่าป่วย เพราะตรวจไม่พบโรคใดๆ ในขั้นตอนตรวจสุขภาพเบื้องต้น ซึ่งมีความเป็นไปได้ที่อาการกำเริบขณะวิ่ง ดังนั้น แผนการรับมือของทีมแพทย์ฉุกเฉินต้องพร้อมตลอดเวลา 3. กลุ่มสีเขียว คือ “คนปกติทั่วไป”
อย่างไรก็ตาม สถิติของสหพันธ์กรีฑาโลก เผยอัตราการตายของนักวิ่งในงานแข่ง คือ 50,000 : 1 คน แต่หากแผนดี – อุปกรณ์มี – บุคลากรพร้อม อัตราการตายจะอยู่ที่ 250,000 : 1 คน หมายความว่า โอกาสเสียชีวิตน้อยลง 5 เท่า
ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่างานวิ่งขนาดเล็กและขนาดกลางทำยากจริงๆ เพราะต้องใช้ทุนสูง ซึ่งทางสมาคมการค้าผู้จัดงานกีฬามวลชนไทย (TMPSA), สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ(สพฉ.) พยายามเข้ามาเป็นตัวกลางในการดำเนินการในการจัดหาอุปกรณ์และบุคลากรเพื่อกระจายไปตามงานวิ่งต่างๆ ซึ่งถือเป็นการพยายามยกระดับมาตรฐานงานวิ่งไทย
อย่างไรก็ดี การออกกำลังกายโดยการวิ่งเป็นที่นิยมของคนไทยสูงสุดของคนไทย จากข้อมูลการสำรวจชนิดกีฬาที่ประชาชนนิยมเล่นในปี 2567 พบว่าการวิ่งเป็นกีฬาที่ได้รับความนิยมมากที่สุดถึงร้อยละ 43.27 ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เมืองไทยเข้ายุค Running Boom เกิดรายการงานวิ่งรองรับนักวิ่งมากมาย
กองเศรษฐกิจการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่างานวิ่งในประเทศไทยส่งผลให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจในอุตสาหกรรมกีฬาวิ่งในรูปแบบผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) มูลค่ากว่า 31,879 ล้านบาท แบ่งเป็นมูลค่าทางตรง 23,828 ล้านบาท และเป็นมูลค่าทางอ้อม 8,051 ล้านบาท เกิดการจ้างงาน 58,911 คน แบ่งเป็นการจ้างงานเต็มเวลาทางตรง 44,548 คน ทางอ้อม 14,363 คน
สุดท้าย สถานการณ์นักวิ่งเสียชีวิตในงานวิ่งเป็นภาพสะท้อนภัยเงียบปัญหาด้านสุขภาพ ย้ำเตือนภาวะสุขภาพแฝงสามารถเกิดขึ้นกับใครก็ได้ การออกกำลังกายอย่างปลอดภัย ต้องมาพร้อมกับการไม่ประมาทและฟังเสียงร่างกายตัวเองเสมอ.


