xs
xsm
sm
md
lg

การดีเบตทางการเมือง: สนามรบแห่งเหตุผลและการทดสอบความชอบธรรมของอำนาจ / Phichai Ratnatilaka Na Bhuket

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



"ปัญญาพลวัตร"
"ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต"

 ในภูมิทัศน์ทางการเมืองร่วมสมัย การดีเบตไม่ใช่เพียงพิธีกรรมประกอบฉากของการเลือกตั้ง แต่คือสนามทดสอบความชอบธรรมที่อำนาจทางการเมืองต้องเผชิญหน้ากับการตรวจสอบโดยตรงจากสาธารณะ มันคือพื้นที่ที่คำพูดและเหตุผลกลายเป็นอาวุธเพียงอย่างเดียวที่ใช้ได้ ไม่มีเงิน ไม่มีอำนาจรัฐ ไม่มีกลไกบังคับ เหลือเพียงความสามารถในการโน้มน้าวด้วยตรรกะและหลักฐาน นี่คือเหตุผลที่การดีเบตจึงเป็นพื้นที่อันตรายสำหรับผู้มีอำนาจ เพราะมันปลดถอนโครงสร้างคุ้มครองทั้งหมดที่พวกเขาอาศัยอยู่ในชีวิตการเมืองปกติ และบังคับให้พวกเขายืนเท่าเทียมกับผู้ท้าชิงอำนาจบนพื้นฐานของเหตุผลเพียงอย่างเดียว


การหลีกเลี่ยงการดีเบตจึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญหรือเรื่องของความไม่พร้อม แต่เป็นกลยุทธ์การรักษาอำนาจที่สะท้อนถึงความเปราะบางของความชอบธรรมที่แท้จริง บทความนี้มุ่งวิเคราะห์การดีเบตทางการเมืองในฐานะกลไกเชิงสถาบันที่เปิดเผยความสัมพันธ์แบบอสมมาตรระหว่างผู้มีอำนาจกับผู้ท้าชิง โดยตรวจสอบว่าการดีเบตทำหน้าที่อะไรในระบอบประชาธิปไตย ทำไมผู้มีอำนาจจึงหลีกเลี่ยงมัน และการหลีกหนีนี้สะท้อนอะไรเกี่ยวกับสภาพแห่งความชอบธรรมของการเมืองในสังคมไทย

การดีเบตทางการเมืองมีรากฐานทางปรัชญาและสถาบันที่ทอดยาวมาตั้งแต่จตุรัสสาธารณะของกรีกโบราณ ซึ่งเป็นพื้นที่สาธารณะที่พลเมืองอิสระมารวมตัวกันเพื่อถกเถียงเรื่องนโยบายและอนาคตของนครรัฐในแนวคิดของอริสโตเติล การเมืองที่ดีคือการเมืองที่เหตุผลมากกว่ากำลัง หรือความเห็นที่ไม่มีรากฐาน ดังนั้น การดีเบตจึงเป็นพิธีกรรมพื้นฐานของการเมืองที่อารยะ กล่าวคือการเมืองที่มนุษย์ใช้คำพูดแทนอาวุธในการแก้ไขข้อขัดแย้ง

ในบริบทไทย การดีเบตเริ่มมีบทบาทชัดเจนขึ้นเมื่อสื่อมวลชนขยายตัวและเทคโนโลยีดิจิทัลทำให้การเมืองไม่สามารถควบคุมการไหลเวียนของข้อมูลได้อีกต่อไป จากเดิมที่การหาเสียงเป็นการสื่อสารทางเดียว คือนักการเมืองปราศรัยและประชาชนรับฟัง การดีเบตเปลี่ยนโครงสร้างนี้เป็นการเผชิญหน้าแบบสมมาตรที่ประชาชนได้เห็นผู้สมัครตอบคำถามยาก โต้แย้งกับคู่แข่ง และต้องรับผิดชอบต่อคำพูดของตนเองในทันที พื้นที่นี้จึงกลายเป็นสนามทดสอบที่อำนาจไม่สามารถหลบซ่อนอยู่เบื้องหลังกลไกการประชาสัมพันธ์หรืออำนาจบริหารได้อีกต่อไป

การดีเบตในกระบวนการเลือกตั้งทำหน้าที่หลายประการที่เชื่อมโยงกับหลักการประชาธิปไตยอย่างแยกไม่ออก

ประการแรก คือการเป็นกลไกผลิตข้อมูลเชิงลึกที่ไม่สามารถควบคุมได้ทั้งหมด  การดีเบตไม่ใช่เพียงการนำเสนอนโยบายแบบฝ่ายเดียว แต่เป็นกระบวนการเปิดเผยข้อมูลหลายมิติพร้อมกัน ประชาชนไม่ได้รับเพียงข้อมูลเชิงนโยบายที่ผู้สมัครต้องการนำเสนอ แต่ยังได้เห็นความสามารถในการให้เหตุผล คือผู้สมัครสามารถอธิบายนโยบายให้เข้าใจได้หรือไม่ มีเหตุผลรองรับหรือเป็นเพียงสโลแกน นอกจากนี้ยังเห็นการรับมือกับคำถามที่ไม่คาดคิดซึ่งแสดงถึงความสามารถในการตัดสินใจภายใต้ความกดดัน รวมถึงความสอดคล้องภายในของนโยบายต่าง ๆ ว่ามีตรรกะเชื่อมโยงกันอย่างไรหรือขัดแย้งกันหรือไม่ และที่สำคัญคือท่าทีต่อประเด็นขัดแย้ง เมื่อถูกตั้งคำถามเรื่องผลงานที่ล้มเหลวหรือนโยบายที่ขัดแย้ง ผู้สมัครหลบหลีกหรือเผชิญหน้า

สิ่งเหล่านี้คือความเข้าใจอย่างรอบรู้ที่พลเมืองต้องมีเพื่อตัดสินใจอย่างแท้จริง ไม่ใช่แค่รู้ว่าพรรคใดสัญญาอะไร แต่รู้ว่าพรรคนั้นสามารถทำได้จริงหรือไม่และมีข้อจำกัดอะไร ข้อมูลเชิงลึกเหล่านี้ไม่สามารถได้มาจากการอ่านนโยบายหรือดูโฆษณาเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยการเผชิญหน้าโดยตรงที่ผู้สมัครถูกบีบให้ต้องแสดงความสามารถที่แท้จริงออกมา

ประการที่สอง คือการลดความไม่สมดุลของทรัพยากรการสื่อสาร  ในการเมืองปกติ อำนาจการสื่อสารกระจุกอยู่กับผู้ที่มีเงินและมีอำนาจรัฐ พรรคใหญ่สามารถซื้อโฆษณา จ้างทีมประชาสัมพันธ์ และเข้าถึงสื่อกระแสหลักได้ง่าย ในขณะที่พรรคเล็กต้องต่อสู้อย่างหนักเพื่อให้เสียงของพวกเขาถูกได้ยิน การดีเบตคือพื้นที่ทรัพยากรเท่าเทียมที่หายาก ทุกฝ่ายได้เวลาพูดเท่ากัน ได้โอกาสโต้แย้งเท่ากัน และที่สำคัญที่สุดคือถูกตัดสินโดยคุณภาพของข้อโต้แย้งไม่ใช่ขนาดของงบประมาณ

ประการที่สาม คือการเป็นกลไกบังคับความรับผิดชอบ  ในระบอบประชาธิปไตย การเลือกตั้งไม่ใช่แค่การเลือกว่าใครจะมาปกครอง แต่คือการสร้างสายสัมพันธ์แห่งความรับผิดชอบระหว่างผู้ปกครองกับผู้ถูกปกครอง การดีเบตเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่บังคับให้ผู้มีอำนาจต้องตอบต่อประชาชน สำหรับพรรคที่อยู่ในรัฐบาล การดีเบตคือการตรวจสอบผลงานโดยตรง พวกเขาไม่สามารถหลบหลีกคำถามเกี่ยวกับนโยบายที่สัญญาไว้แต่ไม่ได้ทำ ปัญหาที่เกิดขึ้นภายใต้การบริหารของพวกเขา หรือความไม่สอดคล้องระหว่างคำพูดในอดีตกับปัจจุบัน ในการสื่อสารฝ่ายเดียว นักการเมืองสามารถเลือกพูดเฉพาะสิ่งที่ดี ข้ามสิ่งที่แย่ และหลีกเลี่ยงคำถามยากได้ แต่ในการดีเบต คู่แข่งและผู้ดำเนินรายการจะบังคับให้ต้องเผชิญหน้ากับประเด็นที่พวกเขาไม่อยากพูดถึง นี่คือสิ่งที่ทำให้การดีเบตเป็นพื้นที่อันตรายสำหรับผู้มีอำนาจ เพราะมันปลดถอนสิทธิ์ในการเงียบหรือการเลี่ยง

หน้าที่ทั้งสามนี้เชื่อมโยงกันเป็นเครือข่ายที่ทำให้การดีเบตกลายเป็นพื้นที่ที่อำนาจถูกถอดเปลือกออกจนเหลือเพียงแก่นของความสามารถและความชอบธรรม ไม่มีเงินมาช่วย ไม่มีกลไกรัฐมาปกป้อง ไม่มีทีมประชาสัมพันธ์มาแต่งเติม เหลือเพียงตัวบุคคลกับความสามารถในการโน้มน้าวด้วยเหตุผล นี่คือเหตุผลที่การดีเบตจึงเป็นสนามทดสอบความชอบธรรมที่แท้จริง

การดีเบตที่มีความหมายต่อประชาธิปไตยไม่ใช่แค่การให้ผู้สมัครมาโต้เถียงกัน แต่ต้องมีสถาปัตยกรรมทางสถาบันที่รองรับอย่างรอบคอบ กรอบคำถามต้องเชื่อมโยงกับปัญหาสาธารณะจริง ไม่ใช่คำถามเชิงสร้างภาพหรือประชาสัมพันธ์ เช่น หากถามว่าจะทำอย่างไรกับปัญหาหนี้ครัวเรือน ต้องถามต่อไปว่าจะหาเงินมาจากไหนและผลกระทบต่องบประมาณรายอื่นเป็นอย่างไร คำถามต้องออกแบบให้เปิดเผยการแลกเปลี่ยนที่แท้จริงของนโยบาย คือสิ่งที่นักการเมืองมักพยายามปิดบัง เพราะการเมืองที่ซื่อสัตย์ต้องยอมรับว่าทุกนโยบายมีต้นทุนและทุกการตัดสินใจต้องเลือกว่าจะเสียอะไร

กติกาต้องรับประกันว่าไม่มีฝ่ายใดได้เปรียบเชิงโครงสร้าง เวลาพูดต้องเท่ากัน โอกาสโต้แย้งต้องเท่ากัน และลำดับการพูดต้องสลับกันอย่างยุติธรรม ผู้ดำเนินรายการต้องเป็นกลางและบังคับใช้กติกาอย่างเคร่งครัด ไม่เข้าข้างฝ่ายใดและไม่ปล่อยให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งครอบงำเวทีด้วยการละเมิดกติกา การดีเบตต้องเข้าถึงได้ทั้งทางกายภาพและทางปัญญา ต้องถ่ายทอดสดในสื่อหลัก มีคำบรรยายหรือการแปล และมีการวิเคราะห์ตามมาเพื่อช่วยผู้ที่ไม่มีความรู้เฉพาะทางให้เข้าใจนโยบายที่ซับซ้อน

สิ่งสำคัญยิ่งกว่านั้นคือการดีเบตต้องไม่กลายเป็นการแสดงที่เน้นความบันเทิงมากกว่าเนื้อหา เพราะหากการดีเบตกลายเป็นการแข่งขันว่าใครพูดดีหรือใครมีมุกเด็ด มันก็จะสูญเสียหน้าที่หลักในการเป็นพื้นที่ทดสอบนโยบายและเหตุผล สิ่งที่ควรได้รับการตัดสินคือความสามารถในการอธิบายนโยบายอย่างชัดเจน ความสอดคล้องของตรรกะ และความซื่อสัตย์ในการรับผิดชอบต่อผลงาน ไม่ใช่ความสามารถในการแสดงตลกหรือสร้างมุกฮา การดีเบตที่มีคุณภาพต้องสร้างสมดุลระหว่างการเข้าถึงได้ง่ายกับการรักษาความลึกซึ้งทางเนื้อหา มันต้องทำให้ประชาชนทั่วไปสามารถติดตามได้โดยไม่รู้สึกว่าถูกทิ้งไว้ข้างหลัง แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ควรลดทอนความซับซ้อนของประเด็นจนกลายเป็นสโลแกนเปล่า

การที่พรรคการเมืองซึ่งอยู่ในอำนาจมักหลีกเลี่ยงการดีเบตไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่สะท้อนตรรกะเชิงอำนาจที่ชัดเจนและเข้าใจได้ในระดับหนึ่ง ผู้ที่ครองอำนาจรัฐมีทรัพยากรมหาศาลที่ฝ่ายค้านไม่มี ไม่ว่าจะเป็นการเข้าถึงสื่อโดยตรงผ่านการแถลงข่าวของรัฐบาลที่ได้รับการรายงานโดยอัตโนมัติ งบประมาณรัฐที่สามารถใช้สร้างภาพผ่านโครงการต่าง ๆ ที่ประกาศในช่วงเลือกตั้ง หรือกลไกราชการที่สามารถระดมใช้ตั้งแต่หัวหน้าส่วนราชการไปจนถึงผู้ใหญ่บ้าน การดีเบตเป็นหนึ่งในพื้นที่ไม่กี่แห่งที่ข้อได้เปรียบเหล่านี้ถูกทำให้เป็นกลาง ทุกฝ่ายมีเวลาเท่ากัน อำนาจรัฐไม่สามารถใช้ในห้องดีเบตได้ เหลือเพียงความสามารถในการโน้มน้าวด้วยเหตุผล ดังนั้นจากมุมมองของพรรครัฐบาล การดีเบตคือการยอมทิ้งข้อได้เปรียบโดยไม่จำเป็น

พรรครัฐบาลมักเห็นว่าความเสี่ยงจากการดีเบตสูงกว่าผลประโยชน์ หากชนะการดีเบต ก็ไม่ได้เพิ่มเสียงสนับสนุนมากนัก เพราะคนที่จะเลือกพวกเขาอยู่แล้วก็ยังจะเลือกอยู่ดี แต่หากแพ้การดีเบต อาจสูญเสียเสียงสนับสนุนที่มีอยู่เดิม โดยเฉพาะผู้ลังเลที่ยังไม่ตัดสินใจ และหากเกิดอุบัติเหตุในการดีเบต ไม่ว่าจะเป็นการพูดพลาด ถูกซ้อนคำถาม หรือโมโหจนควบคุมอารมณ์ไม่ได้ ภาพลักษณ์จะพังทลายในทันที ด้วยตรรกะนี้ การหลีกเลี่ยงการดีเบตจึงกลายเป็นกลยุทธ์ความเสี่ยงต่ำที่สมเหตุสมผลในระดับหนึ่ง อย่างน้อยในระยะสั้น

ที่ลึกซึ้งกว่านั้นคือการดีเบตบังคับให้ต้องอธิบายไม่ใช่แค่ประกาศ ในการสื่อสารปกติ รัฐบาลสามารถประกาศนโยบายโดยไม่ต้องอธิบายรายละเอียด ไม่ต้องตอบคำถามยาก และไม่ต้องรับมือกับการโต้แย้ง แต่การดีเบตบังคับให้ต้องอธิบายอย่างละเอียด และที่สำคัญกว่านั้นคือต้องปกป้องนโยบายต่อหน้าการโจมตีโดยตรง สิ่งนี้เป็นการเปลี่ยนจากอำนาจที่สั่งการไปสู่อำนาจที่ต้องชี้แจง การดีเบตไม่ยอมให้อำนาจซ่อนตัวอยู่เบื้องหลังประกาศและคำสั่ง แต่บังคับให้อำนาจต้องออกมายืนต่อหน้าสาธารณะและพิสูจน์ว่าทำไมเราควรเชื่อคุณ

 การหลีกเลี่ยงนี้จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของยุทธวิธีการหาเสียง แต่สะท้อนถึงลักษณะพื้นฐานของอำนาจที่ไม่สามารถยืนหยัดได้ด้วยเหตุผลเพียงอย่างเดียว เมื่ออำนาจต้องอาศัยโครงสร้างภายนอกเพื่อค้ำจุน เช่น เงิน กลไกรัฐ หรือการจัดการสื่อ การถูกบีบให้ต้องมายืนเปลือยเปล่าในเวทีดีเบตก็กลายเป็นภัยคุกคามต่อการอยู่รอด นี่คือเหตุผลของการหลีกเลี่ยงการดีเบต อำนาจที่ไม่สามารถชี้แจงตัวเองได้ด้วยเหตุผล คืออำนาจที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานที่เปราะบาง

ในระดับเชิงโครงสร้างลึก การดีเบตสะท้อนระดับความเข้มแข็งของวัฒนธรรมประชาธิปไตย หากการเมืองในสังคมหนึ่งถูกเข้าใจว่าเป็นเพียงการแย่งชิงอำนาจที่ผู้ชนะไม่ต้องอธิบายต่อผู้แพ้ การดีเบตก็จะถูกมองว่าไม่จำเป็น แต่หากการเมืองถูกเข้าใจว่าเป็นกระบวนการที่ต้องอาศัยความยินยอมและอำนาจต้องมาจากการโน้มน้าวและการพิสูจน์ความสามารถ การดีเบตย่อมเป็นหัวใจสำคัญ ในบริบทไทย การเรียกร้องการดีเบตอย่างกว้างขวางในช่วงหลายปีที่ผ่านมามิใช่เพียงกระแสชั่วคราว หากแต่สะท้อนการเปลี่ยนผ่านเชิงวัฒนธรรมทางการเมืองจากการเมืองแบบอุปถัมภ์ที่อำนาจไม่ต้องอธิบาย ไปสู่การเมืองแบบความรับผิดชอบที่อำนาจต้องชี้แจงและพิสูจน์มากขึ้น

การเปลี่ยนผ่านนี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เป็นผลมาจากการที่ประชาชนมีการศึกษาสูงขึ้น มีการเข้าถึงข้อมูลมากขึ้น และมีพื้นที่ในการแสดงความเห็นผ่านสื่อสังคมออนไลน์ที่รัฐควบคุมได้ยากขึ้น เมื่อประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลและเปรียบเทียบนโยบายได้เอง พวกเขาก็ไม่ยอมรับการสื่อสารแบบบนลงล่างที่เคยทำงานได้ในอดีต พวกเขาต้องการเห็นการถกเถียง และต้องการตัดสินด้วยตัวเองว่าฝ่ายไหนมีเหตุผลมากกว่า การดีเบตจึงกลายเป็นพื้นที่ที่ตอบสนองความต้องการนี้ได้ดีที่สุด เพราะประชาชนเห็นการเผชิญหน้าโดยตรงระหว่างทางเลือกต่าง ๆ และทำให้มีข้อมูลเพียงพอในการตัดสินใจด้วยตัวเอง

ดังนั้น การที่สังคมไทยมีการดีเบตอย่างกว้างขวางในปัจจุบัน จึงมิใช่เพียงการเลียนแบบประเทศตะวันตก หากแต่เป็นการแสดงออกของการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมการเมืองที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น นั่นคือการเรียกร้องให้การเมืองเปลี่ยนจากการเป็นเรื่องของผู้นำที่สั่งและประชาชนที่เชื่อฟัง ไปสู่การที่ผู้นำต้องอธิบายและประชาชนที่มีอำนาจในการตัดสินใจ

 การหลีกเลี่ยงการดีเบตอาจช่วยลดความเสี่ยงทางการเมืองในระยะสั้น แต่ในระยะยาวจะสร้างผลเสียหายอย่างร้ายแรงต่อทั้งความชอบธรรมของผู้ปกครองและคุณภาพของประชาธิปไตย เมื่อพรรครัฐบาลหลีกเลี่ยงการดีเบตซ้ำแล้วซ้ำเล่า สัญญาณที่ส่งไปยังสาธารณะคือ “เราไม่ต้องการอธิบายต่อพวกคุณ” หรือแย่กว่านั้นคือ “เราไม่กล้ายืนต่อหน้าการตรวจสอบ” สิ่งนี้กัดเซาะความชอบธรรมเพราะบ่งบอกว่าอำนาจของพวกเขาไม่ได้มาจากการโน้มน้าวด้วยเหตุผล แต่มาจากโครงสร้างอื่น ไม่ว่าจะเป็นเงิน อำนาจ หรือกลไกที่ไม่เปิดเผย

หากไม่มีการดีเบต การเลือกตั้งกลายเป็นการแข่งขันด้านภาพลักษณ์มากกว่าการแข่งขันด้านนโยบาย ผู้มีสิทธิเลือกตั้งตัดสินใจจากโฆษณา มุกตลก หรือความมีเสน่ห์ของผู้สมัคร ไม่ใช่จากความสามารถในการแก้ปัญหาที่แท้จริง เมื่อเนื้อหาถูกแทนที่ด้วยการแสดง ประชาธิปไตยก็กลายเป็นภาพที่น่าดูแต่ว่างเปล่า มีรูปแบบภายนอกของการเลือกตั้งเสรี แต่สูญเสียแก่นสารของการตัดสินใจร่วมกันอย่างมีข้อมูล

ผลลัพธ์ระยะยาวของการหลีกเลี่ยงการดีเบตอย่างเป็นระบบ คือการสร้างวัฒนธรรมการเมืองที่อำนาจไม่ต้องรับผิดชอบ ที่นักการเมืองสามารถสัญญาอะไรก็ได้โดยไม่ต้องอธิบายว่าจะทำได้อย่างไร และสามารถล้มเหลวโดยไม่ต้องเผชิญหน้ากับการตั้งคำถาม นี่คือวัฒนธรรมที่ทำลายรากฐานของประชาธิปไตย เพราะประชาธิปไตยไม่สามารถทำงานได้หากอำนาจไม่ถูกบังคับให้ต้องอธิบาย หากความชอบธรรมไม่ต้องพิสูจน์ด้วยความสามารถจริง และหากการเลือกตั้งเป็นเพียงการนับคะแนนโดยปราศจากการไตร่ตรองอย่างมีข้อมูล

การดีเบตไม่ใช่คำตอบทั้งหมดของประชาธิปไตย แต่เป็นเงื่อนไขขั้นต่ำของการเมืองที่เคารพประชาชน เพราะเป็นการยอมรับว่าอำนาจต้องมาจากความยินยอม และความยินยอมที่แท้จริงต้องอาศัยความเข้าใจไม่ใช่การหลอกลวง ไม่ใช่การบังคับ และไม่ใช่การซื้อขาย หากประชาธิปไตยไทยจะก้าวไปข้างหน้าอย่างมีความหมาย คำถามจึงไม่ใช่เพียงว่าใครชนะการเลือกตั้ง แต่คือใครกล้ายืนต่อหน้าสาธารณะและอธิบายว่าตนจะใช้อำนาจนั้นอย่างไร ใครพร้อมที่จะถูกตั้งคำถาม ถูกโต้แย้ง และถูกตรวจสอบ แล้วยังคงยืนหยัดด้วยเหตุผล และที่สำคัญที่สุดคือใครเชื่อว่าประชาชนสมควรได้รับคำอธิบายไม่ใช่แค่คำสั่ง

การดีเบตจึงเป็นมากกว่าเทคนิคการหาเสียงหรือกิจกรรมประกอบการเลือกตั้ง เป็นการทดสอบว่าอำนาญนั้นตั้งอยู่บนรากฐานของความชอบธรรมที่แข็งแกร่งหรือเปราะบาง ผู้ปกครองพร้อมที่จะรับผิดชอบต่อประชาชนหรือต้องการเพียงครอบครองอำนาจ และประชาธิปไตยในสังคมนั้นเป็นระบอบที่มีชีวิตจริงหรือเป็นเพียงเปลือกนอกที่ว่างเปล่า คำตอบของคำถามเหล่านี้จะปรากฏชัดที่สุดเมื่อเราดูว่าใครกล้ายืนในเวทีดีเบตและใครหลบหนี เพราะในพื้นที่ที่อำนาจถูกปลดเปลื้องจนเหลือเพียงเหตุผล ความจริงเกี่ยวกับธรรมชาติของอำนาจนั้นจะถูกเปิดเผยอย่างไม่อาจปกปิดได้


กำลังโหลดความคิดเห็น