ในความเป็นไป
วรศักดิ์ มหัทธโนบล
ดังที่ได้กล่าวไปแต่ต้นเรื่องแล้วว่า เมื่อปี 2000 ที่ได้ไปเยือนญาติทางพ่อที่เมืองจีนนั้นได้ทำเนียบรุ่นของตระกูลตนเองคือ ตระกูล “ลี่” (利) กลับมาด้วย ทำเนียบรุ่นนี้จัดทำขึ้นภายในหมู่เครือญาติในตระกูล และผู้จัดทำคนสำคัญคือญาติที่อยู่ไต้หวัน
ก็เลยทำให้รู้ว่า ตัวเองมีญาติอยู่ที่ไต้หวันไปด้วย แต่ไม่รู้จะไปตามหาได้อย่างไร
เนื่องจากเป็นทำเนียบที่จัดทำขึ้นเป็นการภายใน ตัวเล่มของทำเนียบจึงไม่มีรูปแบบของหนังสือทั่วไป เช่น ไม่มีใบรองปกเพื่อระบุชื่อหนังสือและผู้แต่งหรือผู้จัดทำ ไม่มีข้อมูลหนังสือว่ามีรหัสใดหรือจัดพิมพ์ที่ไหน ปีใด และใครเป็นผู้จัดพิมพ์ ฯลฯ
เมื่อเป็นเช่นนี้พอเปิดตัวเล่มออกมาก็จะพบกับบทที่เป็นเสมือนกับ “คำนำ” เป็นก่อนแล้วจากนั้นก็จะแยกว่าเครือญาติของตระกูลกระจัดกระจายอยู่ที่ใดบ้าง แต่ละที่จะถูกระบุชื่อและรุ่นที่ไปตั้งถิ่นฐานยังที่นั้นว่าคือรุ่นที่เท่าไร พร้อมกับสถานะในขณะนั้น (1990) ว่าทำอะไรอยู่ที่ไหนกันบ้าง บางคนหากเรียนอยู่ก็จะระบุว่าเป็นนักเรียนหรือนักศึกษา เป็นต้น
จากเหตุนี้ ทำเนียบรุ่นจึงถูกแยกเป็นกลุ่มใหญ่ๆ ไปตามแต่ละพื้นที่ และลำดับรุ่นก็จะไม่แน่นอน กล่าวคือ บางพื้นที่เครือญาติที่ไปตั้งรกรากเป็นกลุ่มแรกคือรุ่นที่ 17 บางพื้นที่ก็อาจเป็นรุ่นที่ 14 อีกพื้นที่หนึ่งอาจเป็นรุ่นที่ 19 เป็นต้น
แต่ทั้งหมดนี้ต่างรู้ดีว่า ศูนย์กลางใหญ่ของเครือญาติอยู่ที่ใดในเมืองจีน
จากที่สำรวจดูตลอดทั้งเล่มก็พบว่า บทที่สำคัญที่สุดก็คือ “คำนำ” ซึ่งเขียนโดยญาติที่อยู่ที่ไต้หวัน ที่ว่าสำคัญก็เพราะว่า ใน “คำนำ” นี้ได้บอกเล่าถึงความเป็นมาของตระกูลลี่ว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร โดยเฉพาะการสืบสาวอ้างอิงไปถึงบุคคลในตำนานที่กลายเป็นเทพไปแล้ว ว่าคือต้นธารของตระกูล
ถึงตรงนี้จึงทำให้เข้าใจไปทีเดียวว่า แท้ที่จริงแล้วคนจีนแทบทุกแซ่ก็ว่าได้ ที่จะอ้างอิงต้นตระกูลแซ่ของตนคือบุคคลใดในยุคตำนาน และเป็นบุคคลที่มีคุณูปการต่อชาวจีนในด้านใดด้านหนึ่งหรือหลายด้าน พอเวลาผ่านไปบุคคลผู้นั้นก็ถูกยกย่องให้เป็นเทพ เพราะฉะนั้นแล้วบุคคลที่เป็นต้นตระกูลแซ่ของคนจีนจึงมีหลายคน สุดแท้แต่ว่าตระกูลแซ่นั้นๆ จะเล่าเรื่องราวของตนเช่นไร
อย่างในกรณีแซ่ลี่ของตนเองจะอ้างว่ามี จวนซีว์ เป็นต้นตระกูล เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม หลังจากได้ทำเนียบรุ่นนี้มาแล้วก็ได้แต่ดีใจ แต่ก็ไม่ได้ทำอะไรต่อจนเวลาล่วงเลยไปกว่า 20 ปี ตอนนั้นอยู่ในวัยเกษียณแล้ว ทำให้มีเวลามาชำระสะสางธุระปะปังต่างๆ ที่คั่งค้างมานานหลายปีเสียที และเรื่องหนึ่งก็คือ เรื่องตระกูลของตนเองที่ปรากฏอยู่ในทำเนียบรุ่นดังกล่าว
โดยเมื่อพิจารณาดูแล้วก็เห็นว่า ส่วนสำคัญที่สุดของทำเนียบรุ่นซึ่งเป็น “คำนำ” นั้น ควรที่จะหาผู้ที่เก่งในภาษาจีนและภาษาไทยมาแปล จึงได้ขอให้อาจารย์วิภาวรรณ สุนทรจามร อดีตอาจารย์ประจำสาขาวิชาภาษาจีน คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กัลยาณมิตรผู้มีใจกรุณามาช้านานให้ช่วยเป็นผู้แปล ซึ่งท่านก็กรุณาแปลให้
แต่ด้วยเหตุที่ “คำนำ” ดังกล่าวเป็นภาษาจีนโบราณ ท่านจึงให้อาจารย์ชาวจีนที่ประจำสาขาเดียวกันคือ อาจารย์เจิ้งชิงหยวน (郑清原) ช่วยสืบค้นและวิเคราะห์ข้อมูลจากข้อความที่เป็นภาษาจีนโบราณในต้นฉบับให้อีกด้วย
ในที่นี้จะขอยก “คำนำ” ดังกล่าวมาทั้งหมดโดยไม่ตัดทอนใดๆ เพื่อเป็นการเคารพต่อผู้ที่เป็นผู้เขียน และเพื่อให้เห็นถึงวิธีการบอกเล่าปูมแซ่ที่มีลักษณะเฉพาะ แต่จะจัดย่อหน้าใหม่ให้ง่ายต่อการอ่าน และจะทำตัวเลขกำกับในวงเล็บสำหรับคำพึงอธิบายเป็นการต่างหาก เนื้อความทั้งหมดของ “คำนำ” มีดังนี้
หมู่บ้านโซวเล่อ (叟乐村) ตำบลซิงฝู (兴福镇) อำเภอเจียวหลิ่ง (蕉岭县) มณฑลกว่างตง (广东省)
ลำดับเครือญาติตระกูลลี่ (利)
ความเป็นมาในการจัดพิมพ์บันทึกประวัติความเป็นมาของลำดับเครือญาติตระกูลลี่
หมู่บ้านโซวเล่อ
หากคิดวิเคราะห์พิจารณาดู แต่ละบ้านล้วนมีข้อมูลของลำดับเครือญาติประจำตระกูลของครอบครัวทั้งสิ้น ประเทศชาติก็มีประวัติศาสตร์ความเป็นมาของประเทศชาติ ความสำคัญของการลำดับเครือญาติจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง
การที่มีบันทึกประวัติศาสตร์เกี่ยวกับเหตุการณ์สำคัญของแต่ละประเทศนั้น ทำให้ได้รับรู้เรื่องราวความเป็นมา สาเหตุของความเจริญรุ่งเรือง กระทั่งความเสื่อมถอยและล่มสลายในยุคโบราณที่ผ่านมา ทำให้คนในยุคหลังสามารถเข้าใจถึงสาเหตุของความสำเร็จหรือล้มเหลวในภารกิจ หรือกิจการงานของคนในยุคโบราณ สามารถใช้เป็นเสมือนกระจกเงาที่สะท้อนให้เห็นถึงวิธีการบริหารปกครองประเทศ
ซึ่งหลักคิดวิธีการเหล่านี้สามารถนำมาใช้กับการจัดการปัญหาในครอบครัวได้ แต่ถ้าไม่มีประวัติความเป็นมาของวงศ์ตระกูลและลำดับเครือญาติ ก็มิอาจรับรู้เกี่ยวกับคุณูปการที่บรรพชนได้เคยสร้างเอาไว้ คุณธรรมและจริยธรรมที่พึงปฏิบัติ ระเบียบแบบแผนการดำเนินชีวิตของวงศ์ตระกูล ก็จะหายสาบสูญไปอย่างยากที่จะหาทางรักษาเอาไว้ได้ หรือไม่ก็ไม่มีหลักยึดที่จะใช้เพื่อการถกเถียงอภิปรายกันได้
อย่างเช่น มีครัวเรือนใดบ้างที่มีเรื่องเล่าของตนเอง มีใครบ้างที่ได้ลำดับเครือญาติตระกูลของตน หรือที่ได้อพยพย้ายถิ่นฐานไปอยู่อาศัยยังต่างแดนหรือเมืองอื่น บรรพชนมาจากตระกูลใด เป็นคนจากหมู่บ้านไหน ตลอดจนมีการฝังศพของบรรพชนไว้ที่สุสานใดบ้าง ก็ล้วนไม่มีข้อมูลให้ได้สืบค้นกันเลย
หลังจากผ่านความผันผวนทางประวัติศาสตร์ที่สังคมจีนไม่มีเสถียรภาพ ไม่มีความสงบสุข นับตั้งแต่เมื่อครั้งที่สังคมจีนเกิดกระบวนการทำลายล้างความล้าสมัย ที่เห็นว่าเป็นสิ่งที่ตกยุค จำเป็นต้องกำจัดให้สิ้นซาก
กระทั่งตั้งแต่ที่จีนเริ่มใช้นโยบายเซี่ยฟ่าง (1) จนถึงช่วงที่จีนดำเนินนโยบายปฏิรูปและเปิดประเทศตั้งแต่ปลาย ค.ศ.1978 จีนจึงได้มีการบูรณะฟื้นฟูและสร้างศาลบรรพชนขึ้นมาใหม่อีกครั้งหนึ่ง แต่การณ์กลับปรากฏว่า ป้ายบรรพชน (2) ที่เคยมีอยู่ได้สูญหายไปเกือบหมดแล้ว
บัดนี้ ปรากฏว่ามีผู้ประสงค์จะทำการสืบค้นเรื่องราวเกี่ยวกับบรรพชนของตน แต่ยังขาดข้อมูลจนทำให้ไม่มีแนวทางว่าควรจะเริ่มต้นจากจุดใด แต่การจัดทำประวัติลำดับเครือญาติเป็นภารกิจที่รอช้าไม่ได้ เพราะการลำดับเครือญาติมีความสำคัญต่อการใช้เป็นฐานข้อมูลสำหรับการอ้างอิงของวงศ์ตระกูล
ดังนั้น แม้การจัดทำข้อมูลลำดับเครือญาติขึ้นใหม่จะไม่ได้มีความสมบูรณ์ครบถ้วนก็ตามที แต่หากใช้ความเพียรพยายามอย่างรอบคอบตั้งใจ ก็ยังสามารถใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงได้ จึงได้จัดทำข้อมูลลำดับเครือญาติขึ้นใหม่ และนำมาจัดพิมพ์เพื่อให้เป็นข้อมูลอ้างอิงสำหรับคนรุ่นหลัง
แม้ว่าจะมีประโยชน์เพียงน้อยนิดก็ตามที


