xs
xsm
sm
md
lg

ผู้จัดการสุดสัปดาห์

x

วิวัฒนาการระบอบพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญของสวีเดน (68): การสิ้นสุดสมบูรณาญาสิทธิราชย์สวีเดน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

คนแคระบนบ่ายักษ์
ไชยันต์ ไชยพร

 ความไม่ลงรอยกันระหว่างฐานันดร 
 นอกจากสถาบันพระมหากษัตริย์จะถดถอยลงและอำนาจของฐานันดรจะได้รับการยืนยันมากขึ้นในการประชุมสภาฐานันดร ค.ศ. 1723 แล้ว ที่ประชุมสภาครั้งดังกล่าวยังสะท้อนให้เห็นถึงความไม่ลงรอยระหว่างฐานันดรเองด้วย ความไม่ลงรอยดังกล่าวนี้มามูลเหตุมาตั้งแต่ในช่วงการต่อรองตกลงกันระหว่างพวกอภิชนกับ Ulrica Eleonora ในการสืบราชสันตติวงศ์และการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง

 มูลเหตุที่ว่านี้คือ ปัญหาเรื่องอภิสิทธิ์ (privileges) ของพวกฐานันดรอภิชน ซึ่งพวกอภิชนได้ยกปัญหาดังกล่าวนี้ขึ้นมาทันทีหลังการสิ้นสุดระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ในปี ค.ศ. 1719 แต่อภิชนที่ว่านี้หาใช่อภิชนระดับรอง (lower nobility) แต่เป็นพวกอภิชนระดับสูง (higher nobility) ปัญหาที่พวกอภิชนระดับสูงหยิบยกขึ้นมาต่อรองกับสมเด็จพระราชินีคือ ประเด็นเรื่องการเวนคือทรัพย์สินของพวกอภิชนหรือที่เรียกว่า “reduction” 

เมื่อพวกอภิชนได้มีอำนาจมากขึ้นหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ได้ต่อรองให้มีการยุติการเวนคืน ซึ่งในตอนแรก ในปี ค.ศ. 1719 สมเด็จพระราชินีทรงตกปากรับคำ แต่ยังไม่มีการดำเนินการทางกฎหมายใดๆ แต่เมื่อฐานันดรอื่นๆทราบเรื่องก็ได้ประท้วงอย่างรุนแรง และในที่ประชุมสภาฐานันดร ค.ศ. 1720 ได้ลงมติไม่เห็นด้วยกับข้อเรียกร้องอันสุดโต่งของพวกอภิชนชั้นสูงที่จะให้มีการยุติการเวนคืนทั้งหมด
ต่อมาในที่ประชุมสภาฐานันดร ค.ศ. 1723 ได้มีการประนีประนอมรอมชอมในประเด็นดังกล่าวนี้ นั่นคือ ในขณะที่ Frederick I ทรงต้องการขยายพระราชอำนาจและหวังจะได้รับการสนับสนุนจากฐานันดรที่ไม่ใช่อภิชน โดยเฉพาะฐานันดรชาวนาซึ่งเป็นส่วนที่โดดเด่นมากในสภาฐานันดรของสวีเดน เพราะฐานันดรชาวนาเป็นตัวแทนของชนชั้นชาวนาที่มีที่ดินที่เป็นชนชั้นที่ใหญ่ที่สุดในฐานันดรทั้งหมด มีสมาชิกจำนวนถึง 150 คน ฐานันดรชาวนาได้ใช้ประเด็นดังกล่าวเป็นเงื่อนไขในการต่อรองกับฐานันดรอภิชน นั่นคือ หากฐานันดรอภิชนไม่ยอมลดระดับข้อเรียก ฐานันดรชาวนาก็จะยืนยันที่จะสนับสนุนการขยายพระราชอำนาจ

ผลลัพธ์ของการประนีประนอมระหว่างฐานันดรอภิชนและฐานันดรชาวนาในที่ประชุมสภาฐานันดรคือ การออกกฎหมายที่กำหนดให้สงวนตำแหน่งในสภาบริหารและตำแหน่งข้าราชการระดับสูงไว้ให้แก่เฉพาะพวกอภิชนที่ได้รับการยกเว้นจากการถูกเก็บภาษีตามจารีตประเพณีโบราณ และไม่ให้ขยายสิทธิ์ให้บรรดาฐานันดรที่ได้ประโยชน์อยู่และมีอภิสิทธิ์ที่มากมายอยู่แล้ว และแม้ว่าพวกอภิชนจะยังคงรักษาผลประโยชน์ทางการเงิน แต่ก็มีการยืนยันสิทธิ์ของฐานันดรพ่อค้าคนเมืองและนักบวชที่จะครอบครองที่ดิน “เสรี” (free land) บางประเภทไว้ และฐานันดรชาวนาก็ได้รับประโยชน์ด้วย นั่นคือ ตามประเพณีดั้งเดิมที่ ชาวนาที่ทำกินในที่ดินของพระมหากษัตริย์ (crown peasant) มีสิทธิ์ที่จะซื้อที่ดินที่ทำกินอยู่นั้นมาเป็นกรรมสิทธิ์ของตนได้

หลังสนธิสัญญาสันติภาพ Nystad 1721 และพระราชบัญญัติรัฐสภา ค.ศ. 1723: เศรษฐกิจการเมืองสวีเดนภายใต้รัฐบาลการเมืองแบบไม่ฝักฝ่าย (non-partisan politics) ของ Arvid Horn
จากที่กล่าวไปข้างต้น จะพบว่า ในที่สุด จากการตกลงในสนธิสัญญา Nystad 1721 รัฐบาลใหม่ภายใต้ Horn ได้นำสันติภาพกลับคืนสู่สวีเดน แม้ว่าจะต้องสูญเสียดินแดนและค่าชดเชยสงครามไปเป็นจำนวนมาก อีกทั้ง การเมืองการปกครองภายในก็มีความมั่นคงชัดเจนหลังจากการประชุมสภาฐานันดร ค.ศ. 1723 ในช่วงเวลาดังกล่าวนี้เองที่ได้เกิด กลุ่ม “Holstein” (the Holstein party)  ที่เป็นเสียงข้างมากและมีอำนาจและอิทธิพลมากในการตัดสินปัญหาและประเด็นต่างๆทั้งหมดในสภาฐานันดร กลุ่ม Holstein ต้องการให้สวีเดนเป็นพันธมิตรกับรัสเซีย ซึ่งในแง่หนึ่ง การให้สวีเดนหันไปเป็นพันธมิตรอย่างเต็มตัวกับรัสเซียนั้นถือว่าเป็นภาวะที่สุ่มเสี่ยงอย่างยิ่ง จากการที่พระมหากษัตริย์รัสเซียได้ทรงโปรดให้พระราชธิดาของพระองค์เษกสมรสกับ Charles Frederick Duke of Holstein ในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1725 พระองค์ทรงใช้วิธีการทุกอย่างที่จะทำให้ Duke of Holstein เป็นผู้สืบราชบัลลังก์สวีเดนในกรณีที่ราชบัลลังก์ว่างลง และแน่นอนว่ากลุ่ม Holstein ในสภาฐานันดรสวีเดนก็หมายมั่นที่จะให้เป็นเช่นนั้นด้วย

กลุ่ม Holstein ได้วางแผนลับต่างๆ ที่จะทำให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าว อีกทั้งรัสเซียยังได้ให้สินบนแก่กลุ่มคนเหล่านี้ในการผลักดันทางการเมืองทุกวิถีทางที่จะทำให้ Charles Frederick ได้ขึ้นเป็นองค์รัชทายาทต่อบัลลังก์สวีเดน แต่พวกนักการเมืองกลุ่ม Holstein ที่รับสินบนจากรัสเซีย ก็จะอ้างว่า ไม่ว่าจะได้รับหรือไม่ได้รับเงินสินบน พวกเขาก็จะลงคะแนนเสียงไปในแนวทางดังกล่าวอยู่แล้ว
ความมุ่งมั่นของรัสเซียดังกล่าวประสานกับการเคลื่อนไหวทางการเมืองของกลุ่ม Holstein ในสภาฐานันดรได้สร้างความกังวลใจให้กับ Horn และผู้ที่ไม่ต้องการให้สวีเดนผูกมัดตัวเองกับรัสเซียจนอาจจะสูญเสียความเป็นอิสระ ดังนั้น Horn จึงต้องดำเนินนโยบายทางการทูตในการได้รับการสนับสนุนจากชาติมหาอำนาจอื่นๆเพื่อจะทัดทานการกดดันจากรัสเซีย ซึ่งในขณะนั้น ประเทศที่รวมตัวเป็นพันธมิตรใหญ่ในยุโรปมีสองฝ่าย ฝ่ายแรกคือ “the Alliance of Vienna”  ที่มีออสเตรียและรัสเซีย อีกฝ่ายคือ “the Alliance of Hanover”  ที่มีอังกฤษและฝรั่งเศส และทั้งสองฝ่ายนี้พยายามที่จะได้สวีเดนมาเป็นพวกของตน

แต่หลังจาก Peter แห่งรัสเซียได้สิ้นพระชนม์ลงด้วยพรรษา 53 พรรษาจากการติดเชื้อในกระเพาะปัสสาวะ ทำให้ศูนย์อำนาจทางการเมืองระหว่างประเทศเปลี่ยนแปลง และแผนการของรัสเซียที่จะสนับสนุนให้ Charles Frederick เป็นองค์รัชทายาทสืบต่อ Frederick I ที่ทรงไม่มีพระราชโอรสและพระราชธิดากับ Ulrica Eleonora จึงอ่อนแรงลงไป รวมทั้งการให้สนับสนุนกลุ่ม Holstein ในสภาฐานันดรสวีเดนด้วย

นอกจากเงื่อนไขที่เปลี่ยนแปลงไปจากกรณีการสิ้นพระชนม์ของ Peter แห่งรัสเซียแล้ว Horn ยังมีความสามารถและอิทธิพลในการโน้มน้าวสภาบริหารให้เลือกที่จะประสานความสัมพันธ์กับ “the Alliance of Hanover” เพื่อความปลอดภัยของสวีเดน และเขาได้นำข้อสรุปดังกล่าวจากสภาบริหารเสนอต่อสภาฐานันดรในปี ค.ศ. 1727 ซึ่งเป็นการประชุมสมัยวิสามัญ และหลังจากการอภิปรายโต้แย้งอย่างรุนแรง คณะกรรมาธิการลับได้ตัดสินใจที่จะประสานสัมพันธ์กับ “the Alliance of Hanover” อีกทั้งที่ประชุมสภาฐานันดรยังได้ลงมติถอดถอน (licentiering) สมาชิกสภาบริหารสองคนที่อยู่ในกลุ่ม Holstein ส่งผลให้อำนาจของกลุ่ม Holstein ถดถอยลงอย่างรวดเร็วและสลายไปในที่สุด ทั้งหมดนี้มาจากความสามารถและชาญฉลาดของ Horn ในการทำให้ฝ่ายตรงข้ามมาอยู่ข้างเขาได้ นั่นคือ เขาสามารถทำให้สียงข้างมากในสภาฐานันดรหันมาสนับสนุนฝ่ายเขาได้
กล่าวได้ว่า หลังจากการประชุมสภาฐานันดรสมัยวิสามัญ ค.ศ. 1727 สถานการณ์การเมืองภายในของสวีเดนมีเสถียรภาพและความมั่นคงอย่างยิ่ง Horn เป็นผู้ทรงอำนาจและอิทธิพลในทางการเมืองและสามารถขับเคลื่อนนโยบายต่างๆได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยในด้านการต่างประเทศ เขายึดมั่นในนโยบายแนวปิตุภูมินิยม (patriotic) ที่เน้นการรักษาความเป็นอิสระของสวีเดนจากอิทธิพลมหาอำนาจต่างชาติ ส่วนการบริหารราชการแผ่นดินภายในประเทศ เขาได้ยึดในนโยบายที่จะให้เกิดการประสานกลมเกลียวและประนีประนอมกันระหว่างฝักฝ่ายที่แตกต่างกัน ซึ่งนับว่า Horn ประสบความสำเร็จพอสมควร ดังจะเห็นได้จากการประชุมสภาฐานันดร ค.ศ. 1730 ที่เขาได้รับเลือกให้เป็นประธานสภาบริหารเป็นครั้งที่สาม และบรรยากาศในสภาฐานันดรในสมัยของ Horn นับว่าประสานกลมเกลียวกัน และโดยส่วนใหญ่แล้ว ที่ประชุมสภาฐานันดรมักจะเห็นด้วยตามที่สภาบริหารเสนอมา
หลังจากการเมืองมีความมั่นคงและความสงบเรียบร้อยทั้งภายนอกและภายในประเทศแล้ว สิ่งที่รัฐบาลภายใต้ Horn ต้องเร่งดำเนินการก็คือ การฟื้นฟูเศรษฐกิจของชาติกลับคืนมา

ปัญหาเศรษฐกิจที่รัฐบาลสวีเดนจะต้องหาทางแก้ไขอย่างเร่งด่วนที่สุด คือ ปัญหาด้านงบประมาณการคลังและการเงิน เพราะในช่วงที่ Charles XII สวรรคต รัฐบาลสวีเดนมีหนี้อยู่กว่า 80,000,000 คราวน์ และครึ่งหนึ่งของหนี้คือเงินที่ผลิตขึ้นมาโดยไม่มีทุนสำรอง (coins of necessity) ทำให้เงินที่ผลิตขึ้นมานี้มีค่าเพียงครึ่งหนึ่งจากความเป็นจริงเท่านั้น เศรษฐกิจของสวีเดนจึงอยู่ในสถานะล้มละลาย แม้ว่าจะไม่เป็นทางการก็ตาม

 กองทัพของพระมหากษัตริย์ต้องไปใช้ชีวิตตามยถากรรมในศูนย์บัญชาการในชนบท ข้าราชการไม่ได้รับเงินเดือน หรือถ้าได้รับก็เป็นเงินธนบัตรหรือเงินที่เป็นสัญลักษณ์ (token) ที่ Gortz ได้สั่งให้ผลิตขึ้นมาอย่างมากมายโดยไม่มีทุนสำรองอย่างที่กล่าวไป เกิดการขาดแรงงานจากการที่ผู้คนทิ้งไร่นาไปทำสงครามและบาดเจ็บล้มตายไปเป็นจำนวนมาก ทั้งจากในสมรภูมิสงครามและโรคระบาดและความอดอยาก ทำให้ในปี ค.ศ. 1721 มีผู้หญิงในวัยแต่งงานมีจำนวนมากกว่าชายถึง 5 ต่อ 3  
สิ่งที่รัฐบาลภายใต้ Horn ต้องเร่งจัดการคือ ขจัดเงินที่ผลิตออกมาโดยไม่มีทุนสำรองดังกล่าวทิ้งไปเป็นจำนวนมากและลดค่าเงินลงให้เป็นไปตามจริง และออกมาตรการเก็บภาษีอย่างเข้มข้นต่อไปเป็นเวลาสิบปี และในช่วงสองทศรวรรษที่สวีเดนได้สันติภาพกลับคืนมาหลังจากสนธิสัญญา Nystad เศรษฐกิจของสวีเดนได้เติบโตอย่างรวดเร็วมากภายใต้การบริหารราชการแผ่นดินของ Horn ที่ยึดในนโยบายเศรษกิจพาณิชย์นิยม สายกลาง (moderate mercantile policy) รายได้จากการส่งออกมากกว่านำเข้า

แม้ว่าการส่งออกทองแดงจะตกต่ำลง แต่สวีเดนเริ่มมีอุตสาหกรรมใหม่ นั่นคือ การส่งออกเหล็กที่เติบโตจนสามารถเป็นคู่แข่งกับอังกฤษได้ และจากการที่สวีเดนมีป่าอันอุดมสมบูรณ์ ทำให้ไม้สักกลายเป็นสินค้าส่งออกที่สร้างรายได้ให้กับประเทศอย่างยิ่ง อีกทั้งยังมีการตั้ง “บริษัทการค้าอินเดียตะวันออก” (The East India Commercial Company)  และมีการเดินเรือนำเข้าสินค้าฟุ่มเฟือย (luxuries) จากอินเดียตะวันออกและจีน และมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการค้ากับฝรั่งเศสและประเทศแถบเมดิเตอเรเนียน

มีการควบคุมกระแสเงินตรา วางรากฐานธนาคารให้เกิดความมั่นคง และให้อภิสิทธิ์ในการออกฎหมายเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนเงินตรา มีการทบทวนกฎหมายที่ดินให้เกิดความสมบูรณ์ มีการออกกฎหมายแพ่งพาณิชย์ที่ผ่านความเห็นชอบโดยที่ประชุมสภาฐานันดรในปี ค.ศ. 1734 จากเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างรวดเร็วของสวีเดน ส่งผลให้ประชากรสวีเดนมีอาชีพในทางช่างฝีมือและในอุตสาหกรรมต่างๆรวมทั้งเหมืองแร่นับเป็นร้อยละ 8.5 ของประชากรทั้งหมด

(โปรดติดตามตอนต่อไป)


กำลังโหลดความคิดเห็น