คำประกาศกร้าวขู่คำรามส่งท้ายปีสำหรับปธน.ทรัมป์ ท่ามกลางการรับแขกบ้านแขกเมืองที่ Winter White House (คฤหาสน์ Mar-A-Lago)-จนนาทีสุดท้ายก่อนขึ้นปีใหม่ เป็นการส่งสัญญาณถึงภารกิจแข็งกร้าวที่จะดำเนินต่อไปในปี 2026 ซึ่งสาระสำคัญอันดับต้นๆ คือ เวเนซุเอลาและอิหร่าน
เป็นสองนัดสำคัญส่งท้ายปีแห่งความโกลาหลทั้งโลก ที่ทรัมป์ได้เปิดเจรจากับผู้นำยูเครน เพื่อปรับแต่งข้อตกลงหยุดยิง 20 ข้อ (จาก 28 ข้อ) ซึ่งจะต้องนำไปบอกกล่าวกับฝ่ายยุโรป-ที่มีส่วนได้ส่วนเสียในสงครามรัสเซีย-ยูเครนโดยตรง
นัดที่สองคือ นัดพบนายกฯ มือเปื้อนเลือดสุดโหด (ฆ่าเด็กๆ ปาเลสไตน์เกือบแสนคน) นายกฯ เนทันยาฮูแห่งอิสราเอล-ซึ่งก็เป็นการตะล่อมให้อิสราเอลเดินหน้าเข้าสู่ขั้นตอนที่สองในการถอนทหารออกจากกาซา (เพราะการส่งมอบตัวประกันได้เสร็จสิ้นสมบูรณ์แล้ว) และนายกฯ เนทันยาฮูพยายามโอ้เอ้ที่จะเข้าสู่ขั้นตอนที่สอง เพราะพรรคร่วมรัฐบาลไม่ต้องการเดินหน้าต่อ
ในขั้นตอนที่สองนี้ ปธน.ทรัมป์ได้คำรามให้ฝ่ายฮามาสต้องทำตามสัญญาข้อตกลงที่ฮามาสต้องวางอาวุธโดยสิ้นเชิงด้วย...มิฉะนั้น...จะได้เห็นนรกกัน
ทรัมป์ได้กล่าวกับเนทันยาฮูอย่างหนักแน่นว่า จะสนับสนุนให้อิสราเอลโจมตีอิหร่านอีกครั้ง (โดยสหรัฐฯ จะร่วมด้วยแบบครั้งที่แล้ว-ในสงคราม 12 วัน) ถ้าอิหร่านจะกลับมาสู่การพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์อีก-ดังที่ทั่วโลกได้ตั้งข้อสังเกตว่า การร่วมโจมตีระหว่างสหรัฐฯ กับอิสราเอล ที่ถล่มฐานพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ (ที่อิสราเอลและสหรัฐฯ กล่าวหา) นั้น ปรากฏว่า เป็นการ “ล่องหน” ของห้องปฏิบัติการทั้งยวงของอิหร่าน-ซึ่งแม้สหรัฐฯ จะใช้ Stealth (ฝูงบินล่องหน) เข้าโจมตีราบเป็นหน้ากลอง แต่ตัว enriched uranium ใขั้นที่เป็นอาวุธนิวเคลียร์นั้น กลับไม่ถูกทำลายแต่อย่างใด
สัญญาณขู่อย่างเป็นจริงเป็นจังนี้ ทำให้หวนคิดถึงสมัยที่ตะวันตกสถาปนาพระเจ้าชาห์แห่งอิหร่าน หลังจากได้เกิดการปราบปรามรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง (และกำลังพยายามกดดันนำทรัพยากรสำคัญของอิหร่าน-ที่ตกอยู่ในรูปสัมปทานน้ำมันที่แทบให้เปล่า แก่บริษัทน้ำมันตะวันตกในการสำรวจขุดเจาะ) ให้กลับมาเป็นของประชาชนชาวอิหร่าน-ครั้งนั้น พระเจ้าชาห์ได้เปิดสัมปทานให้แก่ฝ่ายตะวันตกอย่างเต็มที่ รวมทั้งการเป็นมิตรไมตรีกับอิสราเอลอย่างใกล้ชิดด้วย ขณะเดียวกัน ก็ปราบปรามประชาชนที่วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลของพระเจ้าชาห์ที่ตกอยู่ใต้อำนาจของฝ่ายตะวันตก
ปฏิบัติการสงคราม 12 วันที่ถล่มฐานพัฒนานิวเคลียร์ของอิหร่าน จัดว่าเป็นการละเมิดอธิปไตยของอิหร่านอย่างโจ๋งครึ่ม ซึ่งประเทศในสหภาพยุโรปก็ได้มีการประณามอย่างเต็มที่ แต่ก็ไม่สามารถทัดทานสหรัฐฯ ได้แต่อย่างใด
การประเมินของฝ่ายสหรัฐฯ ขณะนี้ มองว่าอิหร่านกำลังอ่อนแอมาก หลังต้องสูญเสียแม่ทัพสำคัญๆ (คนแรกคือ สุไลมานี ในปลายสมัยทรัมป์ 1 ตามมาด้วยอดีตปธน.ที่เครื่องบินตก-เขาเป็นทายาทที่จะขึ้นมารับตำแหน่งเป็นผู้นำจิตวิญญาณแทนท่านปัจจุบัน ที่กำลังอายุมากและสุขภาพไม่แข็งแรง-ตามมาด้วยการสังหารแม่ทัพสำคัญๆ ของอิหร่านที่เลบานอนและซีเรีย)
น้ำมันอิหร่านน่าจะเป็นสิ่งที่ทรัมป์ต้องการ ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงผู้นำ และระบอบการปกครอง (จากระบบปฏิวัติอิสลามมาเป็นระบบประชาธิปไตยภายใต้การนำของตะวันตก) ซึ่งฝ่ายตะวันตกได้พยายามก่อการประท้วงในอิหร่านหลายครั้ง เพื่อหวังให้มีการโค่นรัฐบาลภายใต้การปฏิวัติอิสลาม
ทั้งเพิ่มคว่ำบาตรอิหร่านทางเศรษฐกิจมากขึ้นทุกที และทำให้เศรษฐกิจอิหร่านมีระดับเงินเฟ้อที่สูงมาก จนทำให้ประชาชนไม่พอใจ
ทรัมป์ยังได้แถลงส่งท้ายปีเก่าด้วยการตอกย้ำอย่างหนักแน่นว่า เขาจะเดินหน้าจัดการกับผู้บริหารเวเนซุเอลา ซึ่งที่ผ่านมาตั้งแต่สิงหาคมปีนี้ ได้มีการกีดขวางปิดกั้นเรือบรรทุกเอกชนที่ออกจากเวเนซุเอลาถึง 31 ลำ โดยมีการใช้ขีปนาวุธโจมตีทำลายล้างครั้งใหญ่ๆ 3 ครั้ง และทำให้มีลูกเรือเสียชีวิตรวม 107 คน-โดยกล่าวหาว่า เวเนซุเอลาเป็นตัวการลำเลียงขนยาเสพติดเพื่อนำไปส่งต่อในสหรัฐฯ และทำลายประชาชนอเมริกัน...จึงต้องทำการคว่ำบาตรเรือบรรทุกน้ำมันออกจากเวเนซุเอลา (ที่บ่ายหน้าไปส่งน้ำมันที่คิวบา, จีน, อินเดีย) ทั้งนี้ เวเนซุเอลาได้รับความร่วมมือจากอิหร่าน, รัสเซีย และจีนในการสำรวจขุดเจาะน้ำมัน-ที่มีปริมาณสำรองสูงสุดในโลก-และเวเนซุเอลาเป็นประเทศที่ร่วมก่อตั้งกลุ่มโอเปกด้วยซ้ำ-โดยเป็นการลงทุนใหม่เพื่อการสำรวจขุดเจาะน้ำมันนี้เกิดขึ้น หลังประเทศตะวันตกได้คว่ำบาตรหยุดการลงทุนในเวเนซุเอลา
การเล็ง “ปล้น” น้ำมันจากเวเนซุเอลาตามคำกล่าวหาของผู้นำโคลอมเบีย-เพื่อนบ้านติดพรมแดนกับเวเนซุเอลา-ก็ไม่ต่างจากการบุกอิรักของปธน.บุชในปี 2003 โดยสร้างหลักฐานเท็จว่า ซัดดัมมีอาวุธร้ายแรงด้านนิวเคลียร์, ชีวภาพ, เคมีเพื่อชิงโจมตีก่อน (Pre-emptive Strike) แบบยุทธการ Shock and Awe ที่โจมตีแบกแดด…ด้วยเป้าหมายคือปล้นน้ำมันจากอิรักหลังโค่นซัดดัม
รวมทั้งการโค่นกัดดาฟีของลิเบียเมื่อปี 2011 ในแบบที่กำลังทำกับผู้นำเวเนซุเอลาขณะนี้
และที่ได้ส่งขีปนาวุธถล่มกลุ่ม “ก่อการร้าย” ที่ไนจีเรียเป็นของขวัญวันคริสต์มาส โดยกล่าวหาว่า เป็นกลุ่มที่ตั้งเป้าทำลายล้างชาวคริสเตียนในไนจีเรีย...และยกเอาคำเชื้อเชิญจากรัฐบาลไนจีเรียให้ส่งกองกำลังต่างชาติเข้ามาปฏิบัติการปราบกลุ่มก่อการร้าย...เพราะก่อนหน้านั้น ปธน.ทรัมป์ได้กล่าวหารัฐบาลไนจีเรียเป็นผู้สนับสนุนการทำลายล้างคนคริสเตียนในไนจีเรีย...เหมือนที่แอฟริกาใต้ที่ทรัมป์กล่าวหารัฐบาลผิวดำของแอฟริกาใต้เป็นฝ่ายทำลายล้างคนผิวขาวในแอฟริกาใต้...ซึ่งทำให้รัฐบาลไนจีเรียพลิกสถานการณ์ด้วยการเชื้อเชิญทหารอเมริกันให้เข้ามาปฏิบัติการปราบผู้ก่อการร้ายในไนจีเรียร่วมกับรัฐบาลไนจีเรียทีเดียว
ไนจีเรียก็เป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่สุดของแอฟริกา ซึ่งถ้าตกเป็นเป้าของทรัมป์ในการเปลี่ยนผู้นำไนจีเรีย ก็จะเข้าทางทรัมป์ที่จะเข้าครอบครองน้ำมันไนจีเรียโดยง่ายดาย
หลายคนอาจไม่เข้าใจว่า ทำไมสหรัฐฯ ยังต้องการสำรวจขุดเจาะและกลั่นน้ำมันมาใช้ขณะนี้ ในขณะที่ทั้งโลกกำลังร่วมมือกันตั้งเป้าลดการใช้น้ำมัน เพื่อสู้กับโลกเดือด...คำตอบมีอยู่ชัดมากในคำปราศรัยของทรัมป์ครั้งแรกที่องค์การสหประชาชาติ (ในวาระที่สองของทรัมป์) เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา ที่เขากล่าวอย่างจริงจังหนักแน่นว่า การพยายามเหนี่ยวรั้งโลกไม่ให้เดือดในเร็ววันนั้น เป็นการโกหกหลอกลวงแหกตาคำโต เพื่อเหนี่ยวรั้งประเทศพัฒนาให้เติบโตช้าลง โดยต้องหันมาลงทุนกับพลังงานรูปแบบใหม่ที่ไม่ใช่ฟอสซิล ทำให้เกิดการลงทุนผิดทาง แทนที่จะใช้พลังงานราคาถูกสุดและให้ประสิทธิภาพสูงสุดต่อเศรษฐกิจโลกในปัจจุบันคือ พลังงานฟอสซิลนั่นเอง
ดังนั้น เห็นได้ชัดว่า ทรัมป์กำลังเล็งเข้าครอบครองน้ำมัน ทั้งจากการเปิดป่าสำรวจขุดเจาะภายในประเทศอย่างคึกคัก พร้อมๆ กับการเล็งแหล่งน้ำมันจากเวเนซุเอลา, อิหร่าน, ไนจีเรีย, ซีเรีย...และรวมถึงที่บ่อใหญ่ๆ อย่างรัสเซีย ซึ่งถ้ามีการหยุดยิงที่ยูเครน ทรัมป์จะเลิกคว่ำบาตรน้ำมันที่ออกมาจากรัสเซีย (จากการลงทุนของบริษัทน้ำมันอเมริกัน) สู่ตลาดโลกเพิ่มมากขึ้น
ยังรวมถึงน้ำมันในอ่าวไทยที่บริษัทน้ำมันในสหรัฐฯ ก็กำลังเล็งๆ อยู่...ยิ่งในกรณีที่ต้องมาแบ่งครึ่งระหว่างเขมรและไทยตาม MOU44 ด้วยแล้ว?
ในลมหายใจเข้าออกของทรัมป์ จะมีแต่เรื่องน้ำมัน, น้ำมัน, น้ำมัน อย่างที่เขาได้หาเสียงมาตลอดว่า Drill, Baby, Drill นั่นเอง


