ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - จากคลิปไวรัลน้องหมาไซบีเรียนนั่งร่วมโต๊ะกับเจ้าของในร้านอาหารบุฟเฟต์ปิ้งย่าง Pet Friendly ซึ่งอนุญาตให้คนนำสัตว์เลี้ยงเข้ามาได้นั้น ตอกย้ำโอกาสทางธุรกิจของร้านอาหารเจาะตลาด Pet Parent กลุ่มเลี้ยงเหมือนลูกหรือเป็นสมาชิกครอบครัว แต่กลับปะทุดรามาบนโซเซียลฯ โดนติติงเรื่องกาละเทศะ ถูกตั้งคำถามเรื่องความสะอาดและสุขอนามัย
จุดเริ่มเรื่องเกิดจากคอนเทนต์ Petfluencer หมาไซบีเรียนกินอาหารร่วมโต๊ะกับเจ้าของภายในร้านอาหารปิ้งย่างที่มีป้ายประกาศชัดเจนว่าเป็น ร้าน Pet Friendly หรือร้านอาหารที่อนุญาตให้นำสัตว์เลี้ยง เช่น หมา, แมว, ฯลฯ เข้าพื้นที่ได้ โดยมีการอำนวยความสะดวกให้บริการรองรับทั้งคนและสัตว์เลี้ยง รวมทั้ง มีเมนูสำหรับสัตว์เลี้ยงโดยเฉพาะ และแยกภาชนะใส่อาหารสำหรับคนและสัตว์เลี้ยงอย่างชัดเจน
กล่าวสำหรับดรามาน้องหมาไซบีเรียนนั่งร่วมโต๊ะกับเจ้าของในร้านอาหารที่สังคมจับจ้อง อาจเพราะเกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนว่าเป็นร้านอาหารทั่วไป จึงเกิดคำถามเรื่องความเหมาะสมตลอดจนความสะอาดและสุขอนามัย
ขณะที่ทาง ร้านอาหาร KO-YA ปิ้งย่างเตาถ่าน & ชาบู บุฟเฟต์ ออกมาชี้แจ้งทันทีหลังเกิดดรามาดังกล่าว สรุปความได้ว่าร้านต้องการให้มีพื้นที่สำหรับคนที่รัก โดยได้คำนึงถึงสุขอนามัยสำหรับทุกๆ คน และภาชนะของน้องหมาแยกไม่ใช้รวมกับคน ย้ำว่าทางร้านคำนึงถึงความสะอาดเป็นที่ตั้ง และอาหารใช้ของวัตถุดิบและคุณภาพอย่างดีไม่ว่าสำหรับคนหรือน้องหมา
กล่าวสำหรับในส่วนของการควบคุมร้านอาหาร Pet Friendly อ้างอิงระเบียบของกระทรวงสาธารณสุข โดยกรมอนามัย ไม่มีข้อห้ามไม่ให้นำสุนัขหรือสัตว์เลี้ยงเข้าร้านอาหารโดยเด็ดขาด เพียงแต่มีการกำหนดเงื่อนไขด้านสุขลักษณะอย่างเคร่งครัด เพื่อความปลอดภัยและสุขอนามัยของผู้บริโภคส่วนรวม ตามกฎกระทรวงสุขลักษณะของสถานที่จำหน่ายอาหาร พ.ศ. 2561 ประกอบด้วย
1.พื้นที่ที่ “ห้าม" สัตว์เลี้ยงเข้าเด็ดขาด ตามกฎหมายระบุไว้ว่า เจ้าของสถานประกอบการต้องดูแลไม่ให้มีสัตว์เลี้ยง สัตว์นำโรค หรือสัตว์อื่นใดใน "บริเวณที่ปรุง ประกอบ วางจำหน่าย และสะสมอาหาร" (ห้องครัว เคาน์เตอร์เตรียมอาหาร หรือจุดที่วางอาหารทิ้งไว้ ห้ามสัตว์เลี้ยงเข้าใกล้เพื่อป้องกันขนสัตว์หรือเชื้อโรคปนเปื้อน)
2. พื้นที่ส่วนนั่งรับประทานอาหาร ตามกฎหมายไม่ได้ห้ามและให้สิทธิ์ "เจ้าของร้าน" เป็นผู้ตัดสินใจ โดยต้องบริหารจัดการตามแนวทางของกรมอนามัย ดังนี้ การแบ่งโซน (Zoning) ควรมีการแยกโซนสำหรับลูกค้าที่นำสัตว์เลี้ยงมาด้วย (Pet Zone) ให้ชัดเจน เพื่อไม่ให้รบกวนลูกค้าท่านอื่น, การรักษาความสะอาด ร้านต้องมีมาตรการทำความสะอาดโต๊ะ พื้น และอุปกรณ์ต่าง ๆ ทันทีหลังจากที่สัตว์เลี้ยงออกจากบริเวณนั้น และต้องมีป้ายบอกชัดเจนว่าเป็นร้านที่อนุญาตให้สัตว์เลี้ยงเข้าได้ (Pet-Friendly)
และ 3. มาตรฐานสำหรับร้าน Pet-Friendly มีแนวทางปฏิบัติเพื่อให้ถูกสุขลักษณะ ดังนี้ สุนัขต้องอยู่ภายใต้การควบคุม เช่น ใส่สายจูง อยู่ในรถเข็น หรืออยู่ในกระเป๋า, อุปกรณ์แยกเฉพาะ ห้ามใช้จาน ชาม หรือช้อนส้อมของคนร่วมกับสัตว์เลี้ยงเด็ดขาด (ร้านควรมีชามน้ำ/อาหารเฉพาะสำหรับสัตว์เลี้ยง), พนักงานที่สัมผัสสัตว์เลี้ยง ไม่ควรเป็นคนเดียวกับคนที่ปรุงอาหารหรือเสิร์ฟอาหารในขณะนั้น หากสัมผัสต้องล้างมือให้สะอาดตามหลักสุขาภิบาล
ต้องยอมรับว่า ปรากฎการณ์ Pet humanization หรือ Pet Parent การเลี้ยงสัตว์ที่เปรียบเสมือนเป็นสมาชิกคนหนึ่งของครอบครัว ส่งผลให้เจ้าของยินดีที่จะจ่ายเงินเพื่อสัตว์เลี้ยงค่อนข้างมาก ทั้งด้านอาหาร ด้านสุขภาพ รวมถึงการพาสัตว์เลี้ยงออกไปท่องเที่ยวด้วยกันจนเกิดเทรนด์ Pet tourism สร้างโอกาสให้ภาคธุรกิจต่างๆ เข้ามาขับเคลื่อนตลาดสัตว์เลี้ยงมูลค่าหมื่นล้าน
ความท้าทายของภาคธุรกิจคือ การสร้างสมดุลในการให้บริการระหว่างกลุ่มลูกค้ารักสัตว์และกลุ่มที่ไม่คุ้นเคยกับสัตว์หรือเป็นภูมิแพ้สัตว์ และต้นทุนค่าใช้จ่ายในการบริการที่เพิ่มขึ้น ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าการดำเนินธุรกิจจะต้องพึ่งพาลูกค้าทั้งกลุ่มรักสัตว์และกลุ่มที่ไม่คุ้นเคยกับสัตว์ ส่งผลให้ธุรกิจต้องแบ่งแยกพื้นที่ให้บริการของแต่ละกลุ่มให้ชัดเจน และกำหนดมาตรฐานความสะอาดในการให้บริการเพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความพึงพอใจแก่ลูกค้าทั้ง 2 กลุ่ม
รายงานของ SCB EIC ระบุว่า ธุรกิจร้านอาหาร เป็นหนึ่งในธุรกิจที่มีโอกาสเติบโตจากกลุ่ม Pet tourist หากสามารถตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าที่นิยมพาสัตว์เลี้ยงมารับประทานอาหาร ซึ่งกำลังเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ อีกทั้ง ยังสามารถสร้างรายได้เพิ่มเติมจากการจำหน่ายเมนูพิเศษสำหรับสัตว์เลี้ยง ทั้งในรูปแบบอาหารคาว อาหารหวาน และเครื่องดื่ม
ขณะที่ รายงานของ TTB Analytics เผยมูลค่าตลาดสัตว์เลี้ยงเติบโตในปี 2568 อยู่ที่ 9.2 หมื่นล้านบาท เติบโตจากปีก่อน 13.2% บนการเติบโตเฉลี่ยย้อนหลัง 6 ปี (2562 - 2568) เฉลี่ยสูงถึงปีละ 18.9% จากเทรนด์การดูแลสัตว์เลี้ยงของคนในยุคปัจจุบันมีรูปแบบการดูแลสัตว์เลี้ยงเสมือนสมาชิกในครอบครัว (Pet Humanization) เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมถึงบางกลุ่มเจ้าของอาจมีวิวัฒนาการสู่การเลี้ยงเสมือนสมาชิกในครอบครัวแบบตามใจ หรือเรียกว่า “ทาสหมา - ทาสแมว” (Petriarchy) ที่เจ้าของเลือกที่จะซื้อของให้สัตว์เลี้ยงเพื่อตอบสนองความพอใจส่วนตน ส่งผลให้การจับจ่ายในส่วนของอุปกรณ์และค่าดูแลมีทิศทางเพิ่มขึ้นในอัตราเร่ง
นอกจากนี้ กลุ่มสัตว์เลี้ยงที่มีดารพัฒนาบทบาทจากลักษณะนิสัยส่วนตัวที่สามารถยกระดับจาก “สมาชิกในครอบครัวปกติ” เป็น “สมาชิกในครอบครัวที่สามารถสร้างรายได้” ผ่านลักษณะเฉพาะตัวของสัตว์เลี้ยงที่สามารถดึงดูดความสนใจจากคนในสังคมวงกว้าง หรือ Pet Celebrity และถูกพัฒนาเป็นสัตว์เลี้ยงที่มีผู้ติดตามผ่านโซเชียลมีเดีย (Petfluencer) ช่วยยกระดับสถานะของสัตว์เลี้ยงเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ยังส่งผลให้ค่าเลี้ยงดูมีแนวโน้มปรับเพิ่มในอัตราเร่ง
คาดว่าปัจจุบันค่าเลี้ยงดูเฉลี่ยของการเลี้ยงแบบสมาชิกในครอบครัวอยู่ที่ราว 50,500 บาทต่อตัวต่อปี หรือเพิ่มขึ้นกว่า 22.9% จากปีก่อนที่อยู่ราว 41,100 บาทต่อตัวต่อปี ซึ่งสูงกว่าการเลี้ยงดูแบบปล่อยอิสระแบบดั้งเดิมที่มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยเพียง 7,910 บาทต่อตัวต่อปีถึง 6 เท่าตัว จะเห็นว่าการยกระดับบทบาทสัตว์เลี้ยงเป็นสมาชิกในครอบครัวได้สร้างเม็ดเงินสะพัดในธุรกิจสัตว์เลี้ยงอย่างมีนัยสำคัญ
อีกหนึ่งประเด็นใหญ่ที่คนรักสัตว์ต้องรู้และปฏิบัติ เรื่องการขึ้นทะเบียนสัตว์เลี้ยง “ฝังไมโครชิป” และจดแจ้งให้ถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อสร้างระบบฐานข้อมูลสัตว์เลี้ยงในการควบคุมและติดตามรวมทั้งช่วยเหลือกรณีสัตว์เลี้ยงพลัดหลงหรือสูญหาย
สืบเนื่องโดยกรุงเทพมหานคร (กทม.) ได้มีการประกาศใช้ข้อบัญญัติควบคุมการเลี้ยง หรือ ปล่อยสัตว์ พ.ศ. 2567 ในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 15 ม.ค. 2568 และจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 10 มกราคม 2569 วัตถุประสงค์เพื่อควบคุมจำนวนสัตว์เลี้ยงและลดปัญหาสัตว์จรจัดในพื้นที่กรุงเทพมหานคร
ทั้งนี้ ประโยชน์ของการจดทะเบียนและฝังไมโครชิปให้สัตว์เลี้ยง นอกจากการยืนยันความเป็นเจ้าของกับสัตว์เลี้ยงตัวนั้นๆ ยังเพิ่มโอกาสในการหาสัตว์เลี้ยงกรณีสูญหาย และป้องกันการทอดทิ้งสัตว์เลี้ยง รวมทั้ง เป็นตัวช่วยสำคัญของหน่วยงานรัฐสร้างฐานข้อมูลสถิติของสัตว์จรจัดและสัตว์ที่มีเจ้าของได้แม่นยำมากขึ้น เพื่อนำไปสู่การวางแผนทำหมันและฉีดวัคซีนรวมถึงแก้ปัญหาสัตว์จรจัดต่อไป
ในส่วนของขั้นตอนการจดทะเบียนสุนัขและแมว 1. เจ้าของสัตว์พาสุนัขและแมวไปรับการฉีดฝังไมโครชิป 2. ยื่นคำขอจดทะเบียนสัตว์ (คลส. 2) 3. รับบัตรประจำตัวสัตว์ (คลส. 3) โดยสามารถพาสุนัขและแมวไปฉีดฝังไมโครชิปโดยไม่มีค่าใช้จ่ายได้ที่ คลินิกสัตวแพทย์กรุงเทพมหานคร 8 แห่ง หรือหน่วยสัตวแพทย์เคลื่อนที่ของกรุงเทพมหานคร แต่หากไม่สะดวกสามารถฉีดฝังไมโครชิปที่คลินิก/โรงพยาบาลสัตว์ของเอกชน หรือโรงพยาบาลสัตว์ของรัฐ/คณะสัตวแพทย์ ซึ่งจะมีค่าใช้จ่ายตามที่แต่ละหน่วยงานกำหนด พร้อมรับใบรับรอง (คลส. 1) เพื่อนำมายื่นคำขอจดทะเบียนสัตว์ต่อไป
โดยสาระสำคัญของบัญญัติดังกล่าว คือ การจำกัดจำนวนสัตว์เลี้ยงตามขนาดพื้นที่ ดังนี้ 1. สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดใหญ่ เช่น โค กระบือ ม้า กวาง เลี้ยงได้ไม่เกิน 1 ตัว ต่อพื้นที่ 50 ตารางวา 2. สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดเล็ก เช่น แพะ แกะ สุกร ม้าแคระ เลี้ยงได้ไม่เกิน 3 ตัว ต่อพื้นที่ 50 ตารางวา และ 3. สัตวปีก แบ่งเป็น ไก่ เป็ด ห่าน เลี้ยงได้ไม่เกิน 1 ตัว ต่อพื้นที่ 4 ตารางเมตร ส่วนนกขนาดใหญ่ เช่น นกกระจอกเทศ เลี้ยงได้ไม่เกิน 1 ตัว ต่อพื้นที่ 50 ตารางเมตร และนกขนาดเล็ก เลี้ยงได้ไม่เกิน 5 ตัว ต่อพื้นที่ 1 ตารางเมตร
ห้ามเลี้ยง หรือ ปล่อยสัตว์ที่ต้องควบคุม ในที่หรือทางสาธารณะในเขตกรุงเทพฯ ยกเว้นกรณี 1. เพื่อรักษาโรคเจ็บป่วยหรือสร้างเสริมภูมคุ้มกันของสัตว์ 2. เพื่อกิจกรรมใด ๆ ที่ กทม.ประกาศกำหนด 3. เพื่อการย้ายถิ่นที่อยู่ของเจ้าของสัตว์ และ 4. การเลี้ยงหรือปล่อยสัตว์ของทางราชการ และการปล่อยเพื่อการกุศลหรือจารีตประเพณี
กำหนดจำนวนการเลี้ยงสุนัข และแมว ดังนี้ ห้องเช่าหรืออาคารชุด (คอนโดมิเนียม) ขนาด 20-80 ตารางเมตร เลี้ยงได้ 1 ตัว, ห้องเช่าหรืออาคารชุด (คอนโดมิเนียม) ขนาด 80 ตารางเมตร ขึ้นไป เลี้ยงได้ไม่เกิน 2 ตัว, เนื้อที่ดิน ไม่เกิน 20 ตารางวา เลี้ยงได้ 2 ตัว, เนื้อที่ดิน ไม่เกิน 50 ตารางวา เลี้ยงได้ 3 ตัว, เนื้อที่ดิน ไม่เกิน 100 ตารางวา เลี้ยงได้ 4 ตัว และเนื้อที่ดิน 100 ตารางวา ขึ้นไป เลี้ยงได้ไม่เกิน 6 ตัว
สำหรับสัตว์เลี้ยงเก่า เลี้ยงได้ไม่จำกัดจำนวน แต่ต้องฝังชิปและจดทะเบียน ส่วนสัตว์เลี้ยงใหม่ เลี้ยงแบบจำกัดจำนวน และต้องฝังชิปและจดทะเบียน
ทั้งนี้ เมื่อพาสุนัข หรือแมว ออกนอกบ้านหรือสถานที่เลี้ยง ต้องใช้สายจูงที่แข็งแรงตลอดเวลา หรือใช้กระเป๋า คอก กรง หรืออุปกรณ์อื่นที่เหมาะสม ห้ามปล่อยให้รบกวนผู้อื่น และเจ้าของหรือผู้เลี้ยงต้องเก็บอุจจาระสัตว์ในที่สาธารณะทุกครั้ง
สำหรับสุนัขควบคุมพิเศษ สายพันธุ์อันตราย เช่น พิทบูลเทอร์เรีย, ร็อตไวเลอร์, ฟิล่า บราซิเลียโร เป็นต้น และสุนัขที่มีประวัติทำร้ายคน หรือพยายามทำร้ายคน จะต้องใช้อุปกรณ์ครอบปาก ใช้สายจูงที่มีมั่นคงแข็งแรง และจับสายจูงห่างจากคอสุนัขไม่เกิน 50 เซนติเมตร ตลอดเวลา
อย่างไรก็ดี จากการสำรวจประชากรสุนัขและแมวในพื้นที่กรุงเทพฯ มีสุนัข 54,860 ตัว มีแมว 124,194 ตัว โดยสุนัขได้รับการฉีดฝังชิปและจดทะเบียนแล้ว 34,296 ตัว (62.5%) แมวได้รับการฉีดฝังชิปและจดทะเบียนแล้ว 13,768 ตัว (11.09%)
สำหรับการขึ้นทะเบียนสัตว์เลี้ยง “ฝังไมโครชิป” จดแจ้งให้ถูกต้องตามกฎหมายนั้น สร้างระบบฐานข้อมูลสัตว์เลี้ยงในการควบคุม ติดตาม และช่วยเหลือหากสัตว์เลี้ยงพลัดหลง โดยนัยหนึ่งเป็นการตัดวงจรปัญหาสัตว์จรจัด นับเป็นหน้าที่ความรับผิดชอบของคนรักสัตว์ทุกคน
สุดท้าย การปรับตัวของภาคธุรกิจสู่ Pet Friendly ถือเป็นการสร้างโอกาสในตลาดสัตว์เลี้ยงเติบโตมีคาดว่าจะทะลุแสนล้านในปี 2569 โดยโจทย์ที่ต้องให้ความสำคัญเป็นเรื่องของการสร้างสมดุลระหว่างกลุ่มลูกค้ารักสัตว์และกลุ่มที่ไม่คุ้นเคยกับสัตว์


