ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - แผนการอันชั่วร้ายของ “ตระกูลฮุน” และรัฐบาลกัมพูชาภายใต้การบงการของ “ฮุน เซน-ฮุน มาเนต” ที่ต้องการจะ “เคลม” แผ่นดินของราชอาณาจักรไทย ถูกเปิดโปงอีกครั้งในการปะทะกันครั้งล่าสุด เมื่อมีการนำภาพ “เขื่อนกันคลื่น” หรือ “เขื่อนดักตะกอน” ออกมาเผยแพร่ให้ประชาชนคนไทยได้ประจักษ์ถึงเป้าประสงค์ที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงนับเนื่องจากอดีตถึงปัจจุบันอีกครั้ง
คำถามสำคัญก็คือ ถ้าไม่เกิดการปะทะกันระหว่างไทยกับกัมพูชา ประชาชนจะรู้ไหมว่า มีการสร้างเขื่อนกันคลื่นหรือเขื่อนดักตะกอนยาวเหยียดทอดจากแผ่นดินกัมพูชาลงไปในอ่าวไทย แถมสร้างมาตั้งแต่ปี 2541
ที่ต้องขีดเส้นใต้และจำไว้ให้ดีคือ เขื่อนกันคลื่นดังกล่าวเกิดขึ้นในยุคที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นแกนนำในการจัดการตั้งรัฐบาล และมี “นายชวน หลีกภัย” เป็นนายกรัฐมนตรี
ที่ต้องขีดเส้นใต้และจำไว้ให้ดีคือ เขื่อนกันคลื่นดังกล่าวเกิดขึ้นก่อนที่จะบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบกหรือ MOU 2543 และบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาว่าด้วยพื้นที่ที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน หรือ MOU 2544
ความสำคัญของเขื่อนดักตะกอนที่ว่านี้ก็คือ เขื่อนยื่นตั้งฉากลงไปในอ่าวไทยจากชายฝั่งเขมรใกล้หลักเขตที่ 73 ติดกับบ้านหาดเล็ก อำเภอคลองใหญ่ จังหวัดตราด และเห็นได้ชัดว่า ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพพื้นที่ชายฝั่งทะเลของไทย อันอาจจะมีผลต่อการอ้างอิงพิสูจน์เส้นเขตแดนทางทะเลในอนาคต เพราะจะทำให้พราะเส้นมัธยะจะเปลี่ยนไป
กล่าวคือ จากเดิมที่หลักเขตที่ 73 ลากผ่านจุดกึ่งกลางระหว่างเกาะกูดกับเกาะกง ก็อาจจะเปลี่ยนเป็นผ่านจุดกึ่งกลางระหว่างเกาะกูดกับฝั่งทะเลใหม่ของเขมรที่ได้มาตามกฎหมายทะเลมาตรา 11 หรือแปลไทยเป็นไทยคือ เส้นแบ่งเขตจะเบนขึ้นเหนือไปพอสมควรทีเดียว
เพราะฉะนั้น เป้าประสงค์ของเขื่อนนี้ จึงไม่ได้มีแค่กันคลื่น หรือดักตะกอน หากแฝงไปด้วยวาระซ่อนเร้นในเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพพื้นที่ชายฝั่งทะเลของไทย และน่าจะเกี่ยวโยงกับการความเป็นเจ้าเข้าเจ้าของแหล่งปิโตรเลียมในอ่าวไทยอีกด้วย
“พลเรือเอก พัลลภ ตมิศานนท์” อดีตเสนาธิการทหารเรือ และอดีตสมาชิกวุฒิสภา ได้โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก “พัลลภ ตมิศานนท์” แสดงความเห็นในเรื่องดังกล่าวว่า “ต้องรื้อถอนเขื่อนกันคลื่นเขมรบริเวณใกล้หลักเขต 73 ให้สิ้นสภาพเพื่อไม่ให้กระทบเส้นเขตแดนทางทะเลระหว่างไทย-กัมพูชาซึ่งมีจุดเริ่มต้นที่หลักเขต 73 ใกล้กับสิ่งก่อสร้างนี้ หวังว่าเจ้าหน้าที่ไทยจะติดตามให้มีการดำเนินการรื้อถอนทำลายสิ่งก่อสร้างนี้อย่างเข้มข้นและจริงจังจนกว่าจะสิ้นสภาพ …ให้มันจบในรุ่นเราครับ”
ทั้งนี้ เขื่อนกันคลื่นแห่งนี้ กัมพูชาได้ก่อสร้างยื่นล้ำเข้ามาในทะเลอาณาเขตไทยตามประกาศพระบรมราชโองการปี 2516 โดยใช้เส้นที่ลากจากหลักเขต 73 ออกสู่ทะเลในแนวทิศ 211 ซึ่งจะห่างจากเกาะกูดของไทยและเกาะกงของเขมรเป็นระยะทางเท่ากันตามหลักการเส้นมัธยะโดยกัมพูชาเริ่มก่อสร้างช่วงปี 2540 - 2541 เป็นเขื่อนหินทิ้งกันคลื่นยาว 508 เมตร กว้าง 12 เมตรสําหรับพื้นที่จอดเรือตามโครงการก่อสร้างท่าเรือรองรับสถานบันเทิงที่ จ.เกาะกง ฝั่งกัมพูชา ซึ่งอยู่ใกล้หลักเขต 73 บ้านหาดเล็ก อ.คลองใหญ่ จังหวัดตราด
อดีตเสนาธิการทหารเรือระบุด้วยว่า เขื่อนนี้จะสร้างปัญหาในอนาคตเพราะตามกฎหมายทะเลแล้ว สิ่งก่อสร้างนี้อาจถือเป็นส่วนของฝั่งทะเลที่เพิ่มขึ้นมา ซึ่งจะทําให้กัมพูชาได้พื้นที่ทางทะเลเพิ่มขึ้นโดยผิดธรรมชาติ ส่งผลกระทบต่อการเจรจาแบ่งเขตทางทะเลระหว่างกัน กระทรวงการต่างประเทศของไทย ทําหนังสือประท้วงเมื่อปี 2541 2 ครั้ง ปี 2564 อีก 1 ครั้ง แจ้งว่าเขื่อนดังกล่าวล้ำเข้ามาในทะเลอาณาเขตไทยจึงขอให้รื้อถอน แต่กัมพูชาตอบว่าไม่ล้ำอาณาเขตและจะไม่รื้อถอน ดังนั้นเขื่อน/รอดักตะกอนนี้ จึงยังคงสภาพเช่นนี้อยู่จนปัจจุบัน
ความน่าสนใจจากข้อมูลของพลเรือเอก พัลลภก็คือ มีการประท้วงเพียงแค่ 1 ครั้งในปี 2541 จากนั้นก็เงียบหายไปอีกกว่า 20 ปีถึงมีการประท้วงอีกครั้งในปี 2564 และดูเหมือนว่า จะมีการเรียกร้องให้ประท้วงอีกครั้งในช่วงรัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน แต่ก็ไม่ปรากฏข้อมูลชัดเจนว่า ได้ดำเนินงานหรือไม่
ขณะที่ “ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์” นักวิทยาศาสตร์ทางทะเล และผู้เชี่ยวชาญด้านการอนุรักษ์ทะเล ให้ความเห็นกรณีทหารเขมรทำการแหวกช่อง เขื่อนกั้นตะกอน ซึ่งเขมรสร้างรุกเข้ามาในพื้นที่อ่าวไทย ไปในทิศทางเดียวกับพลเรือเอก พัลลภ ว่า ถ้าพิจารณาภาพระหว่างชายฝั่งบริเวณพรมแดน ในอดีต (พ.ศ.2542) และปัจจุบัน จะเห็นความเปลี่ยนแปลงของชายฝั่งเมื่อมีการสร้าง “รอดักทราย” (เขื่อนกั้นตะกอน) ยื่นออกมาหลายร้อยเมตร เกิดการสะะสมของทรายในฝั่งเขมร แต่ฝั่งไทยถูกกัดเซาะ การปรับสภาพชายฝั่งให้เหมือนเดิมจำเป็นต้องนำเขื่อนออกไป การขุดแค่ร่องเล็กๆ ตรงกลางไม่น่าจะส่งผลอะไรมากนัก”
“ฉะนั้นแล้วการนี้น่าจะเป็นเวลาอันเหมาะสมที่ทหารไทยไล่รื้อสิ่งที่เขมรรุกล้ำมาให้หมดจด ราบคาบ”อาจารย์ธรณ์กล่าว
ด้าน “พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์” โฆษกกองทัพเรือ ชี้แจงว่า ในระยะเวลาก่อนหน้าที่จะเกิดการปะทะตามแนวชายแดน กองทัพเรือได้มีการเรียกร้องอย่างเป็นทางการให้ฝ่ายกัมพูชาดำเนินการรื้อถอนเขื่อนกันคลื่นดังกล่าว ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา กองทัพเรือได้เฝ้าติดตามสถานการณ์และแสดงความกังวลต่อการก่อสร้างเขื่อนกันคลื่นในพื้นที่ดังกล่าวมาอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน รวมทั้งได้มีการยื่นหนังสือแสดงความห่วงกังวล ขอให้มีการระงับการดำเนินการและพิจารณาผลกระทบในประเด็นดังกล่าว ตั้งแต่ช่วงเวลาก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์ปะทะตามแนวชายแดน
ทั้งนี้ เนื่องจากการก่อสร้างเขื่อนกันคลื่นดังกล่าว อาจส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมทางทะเล การเปลี่ยนแปลงแนวชายฝั่ง ตลอดจนประเด็นด้านความมั่นคงและการบริหารจัดการพื้นที่ชายแดนทางทะเล การแสดงความกังวลดังกล่าว กองทัพเรือได้ดำเนินการผ่าน กลไกความร่วมมือด้านชายแดนที่มีอยู่ตามกรอบทวิภาคี โดยเฉพาะคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (Regional Border Committee : RBC) มาโดยตลอด ซึ่งฝ่ายกัมพูชารับทราบถึงท่าทีและความห่วงกังวลของฝ่ายไทยในเรื่องนี้เป็นอย่างดี
สำหรับกรณีที่มีรายงานว่า เอกชนเจ้าของเขื่อนกันคลื่นได้ดำเนินการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวด้วยตนเองนั้น กองทัพเรือเห็นว่า เป็นความประสงค์และการตัดสินใจของเอกชนฝ่ายกัมพูชาเอง ซึ่งสอดคล้องกับประเด็นความกังวลที่ฝ่ายไทยได้แสดงมาอย่างต่อเนื่องก่อนหน้านี้ ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าว มิได้เกิดจากคำสั่ง การข่มขู่ หรือข้อเรียกร้องใด ๆ จากกองทัพเรือ และคาดว่าภายหลังจากที่ฝ่ายไทยได้ เข้าดำเนินการเคลียร์พื้นที่ที่ถูกล่วงล้ำตามแนวชายแดนทางบกและทางทะเลจนสามารถควบคุมสถานการณ์และดำเนินการได้เรียบร้อย ส่งผลให้การบริหารจัดการพื้นที่เป็นไปด้วยความชัดเจนมากยิ่งขึ้น ซึ่งเอื้อต่อการแก้ไขประเด็นค้างคาในพื้นที่ด้วยแนวทางที่เหมาะสมและสันติ
จากคำชี้แจงข้างต้น สิ่งที่สังคมกระหายใคร่รู้ต่อไปก็คือ “เอกชนเจ้าของเขื่อนกันคลื่น” นั้น มีชื่อเสียงเรียงนามว่า อะไร และที่สำคัญคือ เป็น “เอกชนสัญชาติใด” เพราะดูเหมือนว่า “กองทัพเรือค่อนข้างที่จะระมัดระวัง” ในการให้ข้อมูลหรือการดำเนินการใดๆ กับเขื่อนที่ว่านี้อย่างชวนให้เกิดคำถามเช่นกัน รวมทั้งจะมีการจัดการให้ “สิ้นสภาพแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด” ไม่ใช่แค่การขุดร่องกลาง เหมือนอย่างที่พลเรือเอก พัลลภ และดร.ธรณ์แสดงความคิดเห็นเอาไว้ชัดเจนหรือไม่ อย่างไร
ขณะเดียวกันก็สะท้อนให้เห็นว่า MOU 2544 นั้น นอกจากจะไม่สามารถใช้เป็นกลไกในการจัดการกับเขื่อนดังกล่าวได้แล้ว ยังมิได้เอื้ออำนวยต่อผลประโยชน์ทางทะเลของไทยเลยแม้แต่น้อย หรือสรุปได้ว่าจะมี MOU 2544 เอาไว้ทำไม ในเมื่อกัมพูชาไม่เคารพ ไม่ปฏิบัติตาม และไม่เคยพยายามที่จะปฏิบัติตามมาแต่ต้น
หนักไปกว่านั้นคือ กัมพูชาแสดงเจตจำนงอย่างชัดเจนว่า ต้องการแบ่งผลประโยชน์จากปิโตรเลียมใต้อ่าวไทย 50:50 เต็มพื้นที่อ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน หรือ OCA รวมกว่า 26,000 ตารางกิโลเมตร ไม่ใช่เฉพาะแค่เขตพื้นที่พัฒนาร่วมหรือ JDA จำนวน 16,000 ตารางกิโลเมตรเท่านั้น แถมที่ผ่านมารัฐบาลไทยก็พร้อมที่จะแบะท่าตามข้อเสนอของกัมพูชาอีกต่างหาก โดยเฉพาะรัฐบาลในปี 2566 ที่ถึงกับกำหนดเอาไว้นโยบายของรัฐบาลที่แถลงต่อรัฐสภาว่า จะเร่งเจรจากับกัมพูชาเพื่อนำปิโตรเลียมในอ่าวไทยขึ้นมาใช้อีกต่างหาก
คำถามคือ จะมีพรรคการเมืองไหนกล้าพอที่จะประกาศยกเลิก MOU 2544 ในการหาเสียงเลือกตั้งที่จะมาถึงในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 หรือไม่
ที่กลัวที่สุดก็คือ กล้าประกาศหาเสียง แต่พอจะทำจริง กลับใช้ “วิชามาร” โยกโย้โดยอ้างสารพัดข้อติดขัดเหมือนดังเช่นที่ผ่านมา.


