xs
xsm
sm
md
lg

ผู้จัดการสุดสัปดาห์

x

สงครามไทย–กัมพูชา เอาให้จบ กระทบปัญหาปากท้องชาวบ้านหนัก

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


แรงงานกัมพูชาเดินทางกลับประเทศอย่างต่อเนื่องจำนวนมาก ทำให้ผู้ประกอบการในไทย โดยเฉพาะภาคประมงและเกษตรกรรม เริ่มขาดแคลนแรงงาน ขณะที่ทางการไทยเตรียมหาแรงงานชาติอื่นมาทดแทน. ที่บิเวณด่านคลองลึก อรัญประเทศ
ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - สงครามชายแดนไทย–กัมพูชา ยกสอง ไม่ได้สะเทือนเพียงแนวรบทางทหาร แต่กำลังสั่นสะเทือนลึกลงไปถึง “ฐานเศรษฐกิจรากหญ้า” และ “ความอยู่รอดของประชาชน” ในหลายจังหวัดตามแนวชายแดนอย่างรุนแรงที่สุดในรอบหลายทศวรรษ

ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อกว่าครึ่งปีได้เปลี่ยนพื้นที่การค้าคึกคักให้กลายเป็นเขตอพยพ เปลี่ยนด่านศุลกากรที่เคยมีเงินหมุนเวียนวันละหลายร้อยล้านบาทให้กลายเป็นด่านร้าง และเปลี่ยนปัญหาความมั่นคงให้กลายเป็นวิกฤตปากท้องในชีวิตจริงของผู้คนตามแนวชายแดนจำนวนมหาศาล

นางเต็มดวง กาญจนะชาติ ชาวบ้านบ้านหนองอุดม อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งอยู่ในโซนสีแดงที่หนีออกมาอยู่ที่ศูนย์อพยพวัดไพรงาม บอกว่า ชาวบ้านตามแนวชายแดนอยู่กันลำบาก สภาพความเป็นอยู่ที่ศูนย์อพยพครั้งนี้ความช่วยเหลือจากทางภาครัฐและสิ่งของบริจาคไม่มีเหมือนครั้งที่แล้ว อาจเพราะเพิ่งมีการระดมกันลงไปช่วยน้ำท่วมหาดใหญ่ ปัญหาสำคัญคือการขาดรายได้จากการกรีดยาง ขณะที่ยังต้องมีค่าใช้จ่าย เช่น ค่างวดผ่อนรถมอเตอร์ไซด์ ค่าน้ำมันที่ใช้เดินทางตอนอพยพและพาหลานไปฉีดวัคซีนพิษสุนัขบ้าตามกำหนด รวมทั้งค่าใช้จ่ายจิปาถะทั้งผงซักฟอก สบู่ ยาสีฟัน ฯลฯ ที่ผู้อพยพต้องซื้อหากันเองในรอบนี้ การอพยพคราวที่แล้วและความไม่สงบต่อเนื่องมาทำให้ชาวบ้านไม่เป็นอันทำมาหากิน ขาดรายได้ ต้องกู้หนี้ยืมสินมาประทังชีวิต

เช่นเดียวกันกับนางบุญเรียม บัวขจร ชาวบ้านบ้านหนองอุดม ซึ่งอพยพมาด้วยกัน บอกเล่าว่า กำลังคิดหนักจะเอาเงินที่ไหนส่งให้หลานสองคนซึ่งกำลังเรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ซึ่งปกติแล้วจะมีรายได้จากการกรีดยางส่งให้ แต่เมื่อมีประกาศให้อพยพออกจากพื้นที่ยางก็ไม่ได้กรีด รายได้ทางอื่นก็ไม่มี
นายประพันธ์ สีดำ เจ้าหน้าที่อาวุโส สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) ที่ออกช่วยเหลือชุมชนตามแนวชายแดนที่ได้รับผลกระทบจากการสู้รบไทย-กัมพูชา ทั้งรอบที่แล้วและครั้งนี้ ถอดบทเรียนร่วมกับชาวบ้านตำบลโดมประดิษฐ์ อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งเป็นพื้นที่ที่อยู่ใกล้ชายแดนมากที่สุดพื้นที่หนึ่งว่า ชาวบ้านตามชายแดนยากจนลงจากสงคราม เพราะทำมาหากินลำบาก เข้าพื้นที่กรีดยางไม่ได้ทำให้ขาดรายได้ บ้านที่ถูกกระสุนปืนใหญ่รอบที่แล้วยังไม่ได้ซ่อม ส่วนรถไม่มีเงินผ่อนต่อก็ถูกยึดไปแล้ว

มีประชาชนมากกว่า 200,000 คนที่ได้รับผลกระทบ และจำนวนมากต้องหนีภัยสงครามไปอยู่ตามศูนย์อพยพ รวมทั้งบังเกอร์หลบภัย
การปะทะรอบใหม่ที่เริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2568 ในพื้นที่ภูผาเหล็ก–พลาญหินแปดก้อน อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ ก่อนบานปลายตลอดชายแดนไทย - กัมพูชา และดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง ทำให้สถานการณ์ชายแดนกลับเข้าสู่ภาวะตึงเครียดสูงสุดอีกครั้ง ประชาชนต่างอพยพออกจากพื้นที่เสี่ยงหลายแสนคน ศูนย์พักพิงชั่วคราวถูกจัดตั้งขึ้นอย่างเร่งด่วน โรงเรียน โรงงาน และพื้นที่เกษตรต้องหยุดกิจกรรม ขณะที่คำสั่งจากฝ่ายปกครองขอให้ประชาชนงดกลับเข้าภูมิลำเนาใกล้แนวชายแดน จนกว่าจะมีประกาศความปลอดภัยอย่างเป็นทางการ ภาพเช่นนี้ไม่เพียงสะท้อนภาวะสงคราม หากยังสะท้อน “การหยุดชะงักของระบบเศรษฐกิจชุมชนทั้งระบบ” อย่างที่ไม่อาจประเมินเป็นตัวเลขได้ทั้งหมด

ผลกระทบที่ปรากฏชัดที่สุดคือ “การค้าชายแดน” ซึ่งถือเป็นเส้นเลือดใหญ่ของเศรษฐกิจในอย่างน้อย 7 จังหวัดที่มีพรมแดนติดกับกัมพูชา ตั้งแต่สระแก้ว จันทบุรี ตราด สุรินทร์ ศรีสะเกษ บุรีรัมย์ และอุบลราชธานี ตัวเลขอย่างเป็นทางการในรอบ 10 เดือนของปี 2568 ชี้ชัดว่า มูลค่าการค้าชายแดนไทย–กัมพูชาหดตัวลงแล้วกว่า 36.68% จาก 95,554 ล้านบาทในช่วงมกราคม–ตุลาคม และหากพิจารณาเฉพาะช่วงหลังการปิดด่านตั้งแต่กลางปีเป็นต้นมา ภาพที่ปรากฏยิ่งรุนแรงกว่านั้นหลายเท่า

ในช่วงเดือนกรกฎาคม มูลค่าการค้าดิ่งลงเหลือเพียง 376 ล้านบาท ก่อนจะลดลงเกือบเป็นศูนย์ในช่วงสิงหาคม–ตุลาคม เหลือเพียง 9–11 ล้านบาทต่อเดือน หรือคิดเป็นการหดตัวถึง 99.9% สถานการณ์นี้ไม่ต่างจาก “การปิดด่านถาวรโดยพฤตินัย” และเท่ากับการตัดเส้นเลือดเศรษฐกิจที่เคยหล่อเลี้ยงผู้ประกอบการรายย่อย คนงานขนส่ง แม่ค้า พ่อค้า เกษตรกร และแรงงานชายแดนหลายแสนชีวิตในคราวเดียว ความเสียหายจากการค้าที่หายไปตลอดช่วง 10 เดือน ถูกประเมินไว้แล้วไม่ต่ำกว่า 55,000–60,000 ล้านบาท และยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นหากสถานการณ์ยืดเยื้อต่อไป

ภาคเอกชนออกมาย้ำตรงกันว่า แม้จะเข้าใจว่าความมั่นคงและอธิปไตยเป็นเรื่องสำคัญที่สุด แต่ผลกระทบต่อเศรษฐกิจชายแดนกำลังอยู่ในระดับ “วิกฤต” ไม่น้อยไปกว่ากัน นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานสภาหอการค้าไทย ระบุชัดว่าการปิดด่านและการอพยพประชาชนทำให้การค้าชายแดนสูญเสียมูลค่าวันละกว่า 500 ล้านบาท ขณะที่ความเชื่อมั่นนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศถูกบั่นทอนอย่างหนัก ภาคธุรกิจไม่ต้องการเห็นความรุนแรง แต่ในขณะเดียวกันก็ย้ำว่าหากอธิปไตยถูกละเมิด ไทยย่อมมีสิทธิในการปกป้องตนเองตามหลักสากล ทว่าการจัดการสถานการณ์จะต้อง “เด็ดขาด ชัดเจน และจบโดยเร็ว” เพื่อเรียกคืนความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจกลับมา

เสียงสะท้อนจากภาคอุตสาหกรรมยิ่งตอกย้ำว่าผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่แค่พื้นที่ชายแดน นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ชี้ว่าการสู้รบครั้งนี้ไม่เพียงกระทบความปลอดภัยของประชาชน แต่กำลังลุกลามไปสู่ปัญหาโลจิสติกส์ การส่งออก และการเจรจาการค้าระหว่างประเทศ โดยเฉพาะกรณีที่ผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) ส่งสัญญาณ “หยุดกระบวนการเจรจา” กับไทยไว้ชั่วคราว ซึ่งสะท้อนว่าความขัดแย้งชายแดนถูกเชื่อมโยงเข้ากับเงื่อนไขทางเศรษฐกิจและการค้ากับชาติมหาอำนาจโดยตรง

นางเต็มดวง กาญจนชาติ

 นางบุญเรียม บัวขจร
ในระดับพื้นที่ ผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่แค่ตัวเลขการค้าหรือจีดีพี หากแต่ซึมลึกลงไปถึง “ชีวิตประจำวันของประชาชน” การอพยพประชาชนออกจากพื้นที่หลายแสนคนทำให้ครัวเรือนจำนวนมากขาดรายได้ในทันที ภาคเกษตรกรรมไม่สามารถทำนา ทำไร่ หรือเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ โรงงานบางแห่งต้องหยุดการผลิต โรงเรียนต้องปิดการเรียนการสอนเพื่อความปลอดภัย ร้านค้าขนาดเล็ก ร้านอาหาร รถรับจ้าง และธุรกิจบริการในพื้นที่แทบทั้งหมดอยู่ในภาวะ “หยุดหายใจทางเศรษฐกิจ” ขณะที่ขวัญและกำลังใจของประชาชนในพื้นที่ถูกบั่นทอนลงอย่างต่อเนื่องจากความไม่แน่นอนของสถานการณ์

นักเศรษฐศาสตร์จากกลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) วิเคราะห์ว่า แม้ผลกระทบทางตรงต่อเศรษฐกิจในระดับมหภาคอาจไม่รุนแรงมากนัก เนื่องจากการส่งออกไทยไปกัมพูชามีสัดส่วนเพียง 2–3% ของการส่งออกรวม และส่วนใหญ่เป็นการค้าชายแดนที่หดตัวไปก่อนหน้าแล้ว แต่สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือ “ผลกระทบทางอ้อม” ซึ่งกำลังซ้ำเติมเศรษฐกิจไทยที่เปราะบางอยู่แล้วจากปัญหาน้ำท่วมในภาคใต้และการชะลอตัวของกำลังซื้อในประเทศ

ความเสี่ยงสำคัญที่ถูกเน้นย้ำคือ “ความเชื่อมั่น” ทั้งความเชื่อมั่นของนักลงทุน นักท่องเที่ยว และผู้บริโภค การเกิดสงครามในช่วงไฮซีซั่นส์ของการท่องเที่ยวบั่นทอนบรรยากาศการเดินทางโดยตรง ภาพความไม่มั่นคงตามแนวชายแดนสร้างผลกระทบเชิงจิตวิทยาต่อการตัดสินใจเดินทางของนักท่องเที่ยวจากประเทศอื่น ๆ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า หากคิดเฉพาะช่วงครึ่งหลังของปี 2568 ความเสียหายจากการค้าชายแดนไทย–กัมพูชา อาจสูงถึง 8–9 หมื่นล้านบาท และผลกระทบจะลากยาวไปถึงปี 2569 ซึ่งคาดว่าเศรษฐกิจไทยจะเติบโตเพียง 1.6% จากเดิมที่เคยคาดไว้สูงกว่านี้ การส่งออกมีแนวโน้มหดตัว การท่องเที่ยวยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ ขณะที่การบริโภคในประเทศซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนหลักเริ่มอ่อนแรงลงอย่างชัดเจน

ปัญหาโลจิสติกส์เป็นอีกแรงกระแทกสำคัญต่อภาคธุรกิจ เมื่อการขนส่งทางบกข้ามแดนไม่สามารถดำเนินการได้ตามปกติ ผู้ประกอบการจำนวนมากต้องเปลี่ยนเส้นทางไปใช้การขนส่งทางเรือ ทางอากาศ หรือผ่านประเทศที่สาม เช่น เวียดนาม ซึ่งล้วนเพิ่มต้นทุนทั้งด้านเวลาและค่าใช้จ่าย ต้นทุนโลจิสติกส์ที่สูงขึ้นส่งผลโดยตรงต่อความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทย โดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมที่มีสภาพคล่องจำกัด

แม้ภาคเอกชนบางส่วนจะพยายามประคับประคองสถานการณ์ด้วยความหวังว่าฐานภาษีนำเข้าสหรัฐที่ระดับ 19% ยังพอแข่งขันได้ แต่ความไม่แน่นอนจากความขัดแย้งชายแดนทำให้การเจรจาการค้าในอนาคตเต็มไปด้วยความเสี่ยง หากสหรัฐฯนำประเด็นความมั่นคงไปเชื่อมโยงเป็นเงื่อนไขทางการค้าเพิ่มเติม ไทยอาจต้องเผชิญแรงกดดันทางเศรษฐกิจในมิติที่กว้างกว่าการค้าชายแดนหลายเท่า

ภาพรวมทั้งหมดสะท้อนชัดว่า สงครามไทย–กัมพูชาในครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงวิกฤตความมั่นคง หากแต่ได้กลายเป็นวิกฤตเศรษฐกิจเชิงโครงสร้างที่กำลังกัดกินฐานรากของประเทศอย่างเงียบ ๆ ตัวเลขจีดีพีอาจยังไม่สะท้อนความเจ็บปวดทั้งหมด แต่ในระดับครัวเรือน ระดับแรงงาน และระดับผู้ประกอบการรายย่อย ความสูญเสียกำลังเกิดขึ้นจริงทุกวัน

ในวันที่เสียงปืนยังไม่ดับ เสียงเรียกร้องจากภาคธุรกิจและประชาชนจึงไม่ได้ต้องการชัยชนะทางทหาร หากแต่ต้องการความชัดเจนทางนโยบายและทางออกที่ยุติความไม่แน่นอน โดยเร็วที่สุด เพราะสำหรับผู้คนตามแนวชายแดนแล้ว สิ่งที่โหดร้ายที่สุดของสงครามอาจไม่ใช่กระสุนปืน หากแต่คือการถูกตัดขาดจากรายได้ การทำมาหากิน และความหวังในการใช้ชีวิตอย่างปกติสุข

หากสถานการณ์ยังยืดเยื้อโดยไร้กรอบเวลาสิ้นสุด สงครามไทย–กัมพูชาอาจไม่ได้เพียงฉุดเศรษฐกิจให้ “ติดหล่ม” ชั่วคราว แต่อาจฝังรากปัญหาปากท้อง ความยากจน และความเหลื่อมล้ำให้ลึกลงไปในโครงสร้างสังคมไทยอย่างที่ต้องใช้เวลายาวนานนับสิบปีในการเยียวยา