ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - วันที่ 2 ธันวาคม 2568 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เรื่อง “กำหนดเวลาห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2568” และ เรื่อง “กำหนดเวลาห้ามบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2568”
โดยสาระสำคัญ คือ “ปลดล็อกเวลาขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในช่วง 14.00 - 17.00 น. โดยทดลอง 180 วัน หรือ 6 เดือน” และ “ขยายเวลาให้สามารถนั่งดื่มในร้านได้ถึง 01.00 น. (ตี 1) จากเดิม 00.00 น. (เที่ยงคืน)” เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและท่องเที่ยวต้อนรับเทศกาลปีใหม่ตลอดจนสงกรานต์ ภายใต้การติดตามประเมินผลกระทบด้านสุขภาพและอุบัติเหตุถนนหลังครบกำหนด เพื่อพิจารณาว่าจะดำเนินการต่อหรือปรับแก้มาตรการต่อไป
นับเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจในสังคม เพราะประเทศไทยใช้กฎหมายควบคุมเวลาจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มาตั้งแต่ปี 2515 ตามประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 253 สมัยจอมพล ถนอม กิตติขจร เป็นนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะปฏิวัติ ซึ่งกำหนดห้ามขายและดื่มสุรา ณ ช่วงเวลานั้น เพื่อแก้ปัญหาข้าราชการและเจ้าหน้าที่รัฐดื่มในเวลาทำการ
นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ประธานคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เปิดเผยว่าคณะกรรมการนโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เห็นชอบปลดล็อกขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ช่วงเวลา 14.00 - 17.00 น. โดยมีการประชุมหารือกรณีผู้แทนของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เสนอว่าอยากให้มีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ และอยากให้มีความชัดเจนเรื่องการขยายเวลาการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในสถานที่ที่มีการขาย ซึ่งคณะกรรมการฯ เห็นชอบว่า ช่วงเวลา 14.00 - 17.00 น.ให้สามารถขายได้ ส่วนหลังเที่ยงคืนจะไม่ให้ขาย แต่ยังสามารถให้ผู้ดื่มนั่งดื่มสถานที่ขายต่อไปได้อีก 1 ชั่วโมง จากเที่ยงคืนเป็นตี 1
“จะมีการประเมินผลดีทางเศรษฐกิจ และข้อกังวลเรื่องสุขภาพ รวมถึงประเด็นอื่นๆ โดยบอร์ดฯ มีมติว่าการขยายเวลาดังกล่าวกำหนดไว้ระยะเวลา 6 เดือน และต้องมีการประเมินเรื่องนี้จากผลการศึกษา มาวิเคราะห์ และประชุมกันอีกครั้งว่า มาตรการตรงนี้จะดำเนินการต่อไปหรือไม่"
ส่วนที่นั่งดื่มหลังร้านปิดตอนเที่ยงคืน สามารถนั่งได้อีก 1 ชั่วโมง โดยไม่มีการซื้อเพิ่มไม่ได้กำหนดเวลา 6 เดือน เพราะพบว่าช่วงเกิดอุบัติเหตุเวลาเที่ยงคืน ตี 1 ถึงตี 2 พบสูงสุด และเมื่อสถานบริการปิด อุบัติเหตุก็ลดลง บอร์ดจึงไม่ได้ขยายเวลาตรงนี้ แต่ให้นั่งต่อได้ 1 ชั่วโมงโดยไม่ต้องซื้อเพิ่ม โดยกระทรวงมหาดไทยอยู่ระหว่างปรับปรุงเกี่ยวกับกฎหมายที่เกี่ยวเนื่องกับสถานบริการ
“กรรมการทุกคนในบอร์ดฯ พิจารณารอบด้าน ไม่ได้ละทิ้งกระบวนการทางสาธารณสุข การป้องกัน เราไม่ได้ทิ้ง แต่เราต้องพิจารณาองค์ประกอบรอบด้านน ทั้งด้านเศรษฐกิจ และสังคม เราต้องบาลานซ์ จัดสมดุลทั้งเรื่องรักษาสุขภาพ และการส่งเสริมเศรษฐกิจ เพราะยังมีภาคธุรกิจ ภาคท่องเที่ยวที่ต้องดูแลเช่นกัน ซึ่งก็ต้องบอกกับทางผู้ประกอบการว่า มาตรการนี้จำเป็นต้องมีการประเมินผลกระทบ หากพบว่า เมื่อเปิดเวลาดังกล่าวแต่อุบัติเหตุเพิ่มขึ้น และใกล้กับช่วงที่คนต้องไปทำงานตอนเช้า หากเป็นเช่นนั้นก็ต้องมีการพิจารณาอีกครั้ง”รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขระบุ
อย่างไรก็ตาม เกิดข้อกังขาถึงการพิจารณาดำเนินการอย่างเร่งรีบ โดยเฉพาะประเด็นองค์ประชุมไม่ครบ มีเพียงระดับปลัดกระทรวง ไม่มีผู้แทนจากภาคประชาชนหรือผู้ทรงคุณวุฒิ และฝ่ายอื่นๆ เข้าไปร่วมพิจารณา
โดยเครือข่ายรณรงค์ป้องกันภัยแอลกอฮอล์ (ครปอ.) และภาคีเครือข่าย 39 องค์กร ร่อนแถลงการณ์คัดค้านการเร่งออกกฎหมายขยายเวลาขาย-ดื่มสุรา ด้วยองค์ประกอบคณะกรรมการฯ ที่ไม่สมบูรณ์ อีกทั้ง การพิจารณาออกกฏหมายจำเป็นต้องรอบคอบมีข้อมูลที่รอบด้านด้วยกรรมการที่ครบถ้วนสมบูรณ์ร่วมพิจารณา มิใช่ทำตามความต้องการของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หรือเอื้อประโยชน์ของใคร จึงยังไม่ควรเร่งพิจารณามีมติใดๆ
ขณะที่ รมว.สาธารณสุข ชี้แจงว่ากฎหมายเปิดช่องให้ดำเนินการได้ โดยมองเห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วนในบางประการที่การบริหารราชการแผ่นดินจะต้องเดินหน้าโดยที่ไม่ขาดความต่อเนื่อง
ก่อนหน้านี้ นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ประเมินไว้ว่า การปลดล็อกขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ช่วง 14.00 - 17.00 น. ในช่วง 2 เดือนสุดท้ายของปี 2568 จะหนุนเงินสะพัดในระบบเศรษฐกิจ 1,000 -3,000 ล้านบาท และมูลค่ากว่า 10,000 - 20,000 ล้านบาทต่อปี โดยเฉพาะภาคท่องเที่ยว สถานบันเทิง และธุรกิจกลางคืน รวมถึงผู้ประกอบการรายย่อย เช่น วิสาหกิจชุมชนที่ผลิตสุราชุมชน เป็นต้น
ขณะที่ชมรมผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหารประเมินว่าการปลดล็อกดังกล่าวเป็นผลดีต่อผู้ประกอบการร้านอาหาร สถานบันเทิง สร้างรายได้เพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 20% จากพฤติกรรมนักท่องเที่ยวที่นิยมกินข้าวกลางวันในช่วงบ่าย และนิยมดื่มเบียร์หรือไวน์คู่กับมื้ออาหาร โดยเฉพาะสถานบันเทิงหรือธุรกิจกลางคืนจะได้รับประโยชน์จากมาตรการอย่างมาก เพราะมีสัดส่วนการใช้จ่ายด้านเครื่องดื่มกว่า 80% ของรายจ่ายรวมของมื้ออาหาร
อย่างไรก็ดี ศูนย์วิจัยปัญหาสุรา (ศวส.) มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เปิดเผยผลการศึกษาความรอบรู้ด้านสุขภาพเกี่ยวกับนโยบายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของประชาชนไทย ปี 2568 เปิดเผยผลการศึกษากลุ่มตัวอย่าง 3,924 คน ครอบคลุม 12 จังหวัดทั่วประเทศ ปี 2568 พบว่า ร้อยละ 82.8 เห็นด้วยกับการคงมาตรการจำกัดเวลาขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ตามที่กฎหมายกำหนดให้ขายได้เฉพาะเวลา 11.00 –14.00 น. และ 17.00 – 24.00 น.
รศ.ดร.นพ.พลเทพ วิจิตรคุณากร ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยปัญหาสุรา เปิดเผยว่าเสียงประชาชนส่วนใหญ่ชัดเจนว่าต้องการให้คงเวลาห้ามขายไว้ตามเดิม เพราะมองว่าเป็นมาตรการสำคัญในการลดอุบัติเหตุและปัญหาความรุนแรง ทว่า ภาครัฐพิจารณาขยายเวลาขายในช่วง 14.00 – 17.00 น. ซึ่งตรงกับช่วงเวลาที่สถิติอุบัติเหตุสูงสุดของวัน โดยข้อมูลจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ บ่งชี้ว่าช่วงเวลา 14.00 – 17.00 น. เป็นช่วงที่มีอัตราอุบัติเหตุบนท้องถนนสูงสุดของวัน และเป็นช่วงที่ นักเรียน นักศึกษา และพนักงานกำลังเดินทางกลับบ้าน
การผ่อนคลายมาตรการการขยายเวลาขายแอลกอฮอล์ อาจเพิ่มความสูญเสียทางเศรษฐกิจจากอุบัติเหตุและความรุนแรงในครอบครัว เพิ่มต้นทุนทางสังคมและค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุข รวมถึง เพิ่มความเสี่ยงต่อการเข้าถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของเยาวชนตลอดจนผู้มีรายได้น้อย
นอกจากนี้ ผลการศึกษาผลกระทบการขยายเวลาเปิดสถานบริการถึงตี 4 ใน 5 พื้นที่นำร่อง ได้แก่ กรุงเทพมหานคร ชลบุรี ภูเก็ต เชียงใหม่ และเกาะสมุย พบว่าอัตราการเสียชีวิตช่วงตี 2 ถึง 6 โมงเช้าเพิ่มขึ้น 13.4% โดยเฉพาะในพื้นที่ท่องเที่ยวหลัก คดีเมาแล้วขับเพิ่มขึ้นกว่า 2 เท่า หรือ 117% และมีเจ้าหน้าที่ตำรวจเสียชีวิต 3 รายจากเหตุคนเมาขับชน ผู้ประกอบการในเขตโซนนิ่งส่วนใหญ่ยังไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขการควบคุม เช่น ไม่ตรวจวัดแอลกอฮอล์ก่อนขับกลับ และขายให้ผู้มึนเมา
ขณะที่ นพ.คำนวณ อึ้งชูศักดิ์ อดีตกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ คณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ แสดงความคิดเห็นว่ารัฐบาลสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยวได้โดยไม่ส่งเสริมการดื่มแอลกอฮอล์ เพราะการวิจัยต่างสอดคล้องกันว่าการดื่มแอลกอฮอล์แม้ไม่ถึงระดับมึนเมาแต่ก่อให้เกิดอุบัติเหตุเพิ่มขึ้น ทำลายทรัพยากรบุคคลที่ควรสร้างเศรษฐกิจให้ประเทศ เกิดการทะเลาะวิวาทเป็นคดีความเพิ่มขึ้น ความรุนแรงในครอบครัวเพิ่มขึ้น และเกิดหนี้สินครัวเรือนมากขึ้น
ทั้งนี้ การสนับสนุนการขยายเวลาขายแอลกอฮอล์ให้กับร้านอาหารจะมีผลทำให้คนเสียชีวิตเพิ่มอีก 5 - 10 เท่า หรือประมาณ 500 - 1000 ราย ซึ่งในจำนวนนี้ไม่เพียงเฉพาะคนที่ดื่มเท่านั้น แต่อาจมีถึง 1 ใน 4 ที่เป็นชาวบ้านธรรมดา คนทำมาหากิน แม้กระทั่งตำรวจที่ปฏิบัติหน้า ต้องเสียชีวิตเพราะถูกคนเมาขับรถชน ยังไม่นับรวมที่พิการอีกจำนวนมาก
ประการสำคัญ หากรัฐบาลยืนยันจะขยายเวลาจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การดำเนินงานจำเป็นต้องมีกลไกลดความเสียหายและเฝ้าระวังผลกระทบที่เข้มแข็งกว่าปัจจุบันอย่างมาก เพื่อไม่ให้สังคมต้องแบกรับต้นทุนด้านสุขภาพ ความปลอดภัย และเศรษฐกิจสูงขึ้น
ดังนั้น การปลดล็อกเวลาขายเหล้าเบียร์ 14.00 – 17. 00 น. ในห้วงเวลานี้ นับการทดลองมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยมีกรอบเวลาที่ต้องมีการประเมินผล เพื่อดูว่าคุ้มค่ากับความเสี่ยงด้านสังคมและสุขภาพหรือไม่ ก่อนตัดสินใจอีกครั้งว่าจะเดินหน้าอย่างไร


