xs
xsm
sm
md
lg

ผู้จัดการสุดสัปดาห์

x

ล้างกรมคุก สวรรค์แก๊งจีนเทา ทำจริงหรือแค่ศึกชิงอำนาจ “ราชทัณฑ์”?

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ผู้จัดการสุดสัปดาห์ -  เชื่อแน่ว่าถ้าไม่มีรายการแทงข้างหลังกันเอง สังคมคงไม่ได้เห็น “คุกบำเรอกาม” มีการนำหญิงสาวชาวจีนปรนเปรอสวาทนักโทษ “จีนเทา” ที่ฉาวโฉ่ในเวลานี้เป็นแน่แท้ เพราะเรื่องราวหลังห้องขังที่ได้ชื่อว่าเป็นแดนสนธยา มันมีความลึกลับซับซ้อน ไม่ว่าจะเป็นคุกไหนในโลกใบนี้

แต่ที่น่าจับตาอย่างยิ่ง ณ เวลานี้ ดูเหมือนว่า จะมีรายการ “ตัดตอน” เอาผิดเพียงแค่ระดับ นายมานพ ชมชื่น ผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพกรุงเทพมหานคร เท่านั้น จะไม่มีการสืบสาวไปถึง “ตัวการใหญ่กว่า” ที่อยู่เบื้องหลัง หรือไม่ เมื่อฟังจากคำให้สัมภาษณ์ของ พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม (ยธ.) เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายนที่ผ่านมา เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า “มีตำแหน่งใหญ่กว่านี้หรือไม่” พล.ต.ท.รุทธพล ตอบชัดถ้อยชัดคำว่าไม่มี ยืนยันได้” 

หากรูปการณ์เป็นเช่นนั้นจริง เชื่อแน่ว่ากระแสสังคมคงรับไม่ได้ เพราะเรื่องใหญ่ขนาดนี้ลำพังฐานะและตำแหน่งของนายมานพ ชมชื่น อดีตผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ คงไม่สามารถทำได้โดยที่ “เบื้องบน” ไม่รับรู้ ใช่หรือไม่ ส่วนจะโยงไปถึงระดับไหนนั้นเป็นเรื่องที่กระทรวงยุติธรรม และกรมราชทัณฑ์ ต้องทำให้กระจ่างแจ้ง ตอบข้อกังขาของสังคมให้ได้

ด้วยเหตุฉะนี้ การลงนามในคำสั่งของ นางพงษ์สวาท นีละโยธิน  ปลัดกระทรวงยุติธรรม เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2568 ที่ให้นายมานพ ชมชื่น อดีตผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพ และ นายไตรพล สีเขียวแก่ เจ้าพนักงานราชทัณฑ์ชำนาญงานเรือนจำพิเศษกรุงเทพ เลขานุการผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพ ออกจากราชการไว้ก่อน รวมทั้งการโยกย้ายเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ รวมทั้งหมด 19 คน จะต้องเป็น  “จุดเริ่มต้น”  ของการสืบสาวเรื่องอื้อฉาวที่เกิดขึ้นให้ถึงที่สุด ไม่ใช่การ “ตัดตอน”  และ  “ตัดจบ  อย่างที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ส่งสัญญาณในท่วงทำนองที่ออกจะทะแม่ง ๆ

ผู้ที่เคยเข้า-ออกคุกตะรางอย่าง นายชูวิทย์ กมลวิศิษฐ์  ก็ได้ตั้งข้อสังเกตที่น่าสนใจตั้งแต่การปูดเรื่องนี้ออกมาแล้วว่า เรื่องแดงขึ้นมาจากการ  “แทงหลังกันเอง”  หาใช่มีการร้องเรียนจากนักโทษในคุก เพราะการร้องเรียนเป็นลายลักษณ์อักษรทุกอย่างจากในคุกต้องถูกเซ็นเซอร์ จึงไม่มีทางที่เรื่องต่าง ๆ จะหลุดออกจากแดนสนธยาไปถึงข้างนอกได้ “เรื่องในคุกจะหลุดออกมาได้ต้องมี  “ไฟเขียว”  เท่านั้น”

พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม (ยธ.)
คำถามคือ ใครคือคนที่เปิด “ไฟเขียว”

มีคำตอบเบื้องต้นจากคำให้สัมภาษณ์ของ พล.ต.ท.รุทธพล ที่ยอมรับว่า ข้อมูลที่นำมาประกอบการสอบสวนและนำมาสู่ปฏิบัติการครั้งนี้ ส่วนหนึ่งมาจากเจ้าหน้าที่ภายในเรือนจำที่อึดอัดและไม่พอใจในการทำงานของอดีตผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ คนนี้มาก จนเรื่องมาถึงอธิบดีกรมราชทัณฑ์ และได้นำเรื่องมาปรึกษากับตนเอง จึงเปิดปฏิบัติการดังกล่าว โดยนายยุทธนา นาคเรืองศรี รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ และโฆษกกรมราชทัณฑ์ เป็นหัวหน้าชุดปฏิบัติการจู่โจมตรวจค้น เมื่อวันอาทิตย์ที่ 16 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา

และเวลานี้ นายยุทธนา เข้ามารับหน้าที่รักษาการแทนผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ แทนนายมานพ ที่ถูกสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน เรียกได้ว่าเขาถูกเลือกเข้ามา “เสียบแทน” ในจังหวะเหมาะเหม็ง

นายชูวิทย์ ยังตั้งข้อสังเกตว่าปฏิบัติการครั้งนี้เป็นแผนการวางงาน “โละทั้งกระดาน” เพื่อโยกย้ายสายอำนาจเก่าไปสู่อำนาจใหม่ ซึ่งหมายถึงเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เรือนจำกลางคลองเปรม ทัณฑสถานหญิงกลาง สถานบำบัดทั้งหมดนั้นอยู่ในคุกพลาซ่าที่งามวงศ์วาน โดยแต่เดิมนั้นอำนาจนี้สมัยรัฐบาลพรรคเพื่อไทย ขึ้นอยู่กับ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง  อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม

ครั้นเมื่อเปลี่ยนขั้วอำนาจใหม่ สายบังคับบัญชาจึงต่อตรงถึง พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม (ยธ.) ผู้ที่อยู่ใต้ร่มเงา “บ้านใหญ่บุรีรัมย์” ซึ่งการกระชับอำนาจของพล.ต.ท.รุทธพล ถือว่าไม่อยู่นอกเหนือความคาดหมายสักเท่าใดนัก

แต่ที่น่าประหลาดใจอย่างยิ่ง ก็อยู่ตรงที่ พ.ต.ท.ประวุธ วงศ์สีนิล  ซึ่งถูกโยกจากอธิบดีกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน มาเป็นอธิบดีกรมราชทัณฑ์ เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2568 ปลายสมัยรัฐบาลนางสาวแพทองธาร ชินวัตร ซึ่งช่วงนั้นมีรัฐมนตรียุติธรรม ชื่อ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เจ้าของฉายา “มือปราบเขากระโดง” และ “มือปราบ ฮั้ว สว.” โดย พ.ต.ท.ประวุธ วงศ์สีนิล ถือเป็นมือทำงานคนสนิทของ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง และมีชื่อเป็น 1 ใน 7 คณะกรรมการตรวจสอบคำสั่งอธิบดีกรมที่ดินกรณีไม่เพิกถอนโฉนดที่ดินเขากระโดง ที่แต่งตั้งโดยนายเดชอิศม์ ขาวทอง รัฐมนตรีช่วยมหาดไทย ขณะนั้น อีกด้วย

พ.ต.ท.ประวุธ วงศ์สีนิล ซึ่งไม่ใช่คนที่พรรคภูมิใจไทย “เลือกมา” แต่กลับกลายมาเป็นคีย์สำคัญในปฏิบัติการทลายคุกบำเรอกามจีนเทาในคราวนี้ โดยหลังจากเข้ามารับตำแหน่งอธิบดีกรมราชทัณฑ์ เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2568 จากนั้นอีกประมาณหนึ่งเดือนเขาได้รับข้อมูลผู้บริหารและเจ้าหน้าที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯปฏิบัติงานโดยมิชอบ จึงรายงานให้รัฐมนตรีและปลัดกระทรวงยุติธรรม รับทราบ และใช้เวลาอีก 3 สัปดาห์เก็บข้อมูลและสืบสวน ก่อนเปิดปฏิบัติการทลายคุกบำเรอกามจีนเทา จนเป็นข่าวครึกโครม

เรื่องฉาวอิทธิพลทุนเทาที่มีเหนือกรมคุก ที่กระทรวงยุติธรรม ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง ร่วมกับชุดสืบสวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) จึงเป็นที่น่าจับตาอย่างยิ่งว่าจะนำไปสู่ข้อสรุปเช่นใด จะลงเอยอย่างที่นายชูวิทย์ ว่าเรื่องในคุก หากให้ตรวจกันเองก็เหมือนตำรวจสอบตำรวจ ผลออกมาได้แค่แสดงแอ็คชั่นขึงขัง สร้างภาพไปตรวจ จากนั้นตั้งกรรมการสอบรายชื่อยาวเป็นหางว่าว ปล่อยไปสัก 1-2 เดือน ให้เรื่องเงียบ จะให้ปราบจริงจังไม่มีทางเกิดขึ้นได้ มีแต่ในหนังซีรี่ย์ ไม่ใช่เรื่องจริงที่จะมีในประเทศไทย หรือไม่ อย่างไร ยังต้องติดตามกันอีกหลายชอต

สำหรับชอตแรก คำสั่งให้นายมานพ ชมชื่น ออกจากราชการ ถือเป็นเพียงการจัดการในขั้นต้น แต่ยังห่างไกลจากการปิดคดี หรือยุติปัญหาได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ยิ่งมีการสาวใส้กันเองของกลุ่มผู้ร่วมกระทำผิด โดยเฉพาะการแฉของเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ ที่ติดร่างแหไปด้วย ยิ่งทำให้เห็นความเน่าเฟะของกรมคุก และทำให้เห็นว่าอำนาจเงินของทุนจีนเทานั้นมันทรงพลังมหาศาลในระดับที่สุดจะต้านทานไหว

 จากการให้ข้อมูลของหนึ่งเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ 1 ใน 19 รายชื่อ ที่เจอคำสั่งย้ายออกจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เผยว่า ห้องลับใต้บันได ได้ก่อสร้างมาก่อนหน้านี้ประมาณ 9 เดือน โดยนักโทษจีนเทาออกเงิน 2 ล้านบาท เพื่อมีอภิสิทธิ์เหนือผู้ต้องขังอื่น ทั้งอาหารสุดหรูจากร้านอาหารหน้าเรือนจำ ที่มีเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์เป็นเจ้าของ และแดนสูทกรรม ในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ที่นำมาเสิร์ฟ รวมถึงสิ่งอำนวยความสะดวกทั้งตู้เย็น ไมโครเวฟ ฯลฯ ที่สำคัญในวันอาทิตย์ทุกสัปดาห์ จะมีเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ ขับรถไปรับหญิงสาวชาวจีนจากสนามบินมาบำเรอผู้ต้องขังชายจีนเทา โดยมีการจ่ายค่าตอบแทนให้ผู้บริหารระดับสูงอย่างน้อย 3 คน รวมเดือนละ 30 ล้านบาท ซึ่งผู้บริหารเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ได้รับเดือนละ 10 ล้านบาท  

สำหรับค่าตอบแทนที่ผู้บริหารเรือนจำให้ปากคำกับเจ้าหน้าที่สอบปากคำว่าไม่ได้รับไว้คนเดียว แต่แบ่งสันปันส่วนเป็นสวัสดิการให้เจ้าหน้าที่ในเรือนจำเพื่อมัดเจ้าหน้าที่ว่ามีส่วนรับส่วยทุนจีนเทาด้วยนั้น สวัสดิการที่ว่า ก็คือ อาหารแห้ง มาม่า ปลากระป๋อง เป็นต้น

หากมีความผิดร่วมรับส่วยด้วย โดยผู้บริหารได้เดือนละเป็น 10 ล้านบาท แต่เจ้าหน้าที่ได้แค่มาม่า ปลากระป๋อง จึงไม่น่าแปลกใจที่เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ชั้นผู้น้อยที่ติดร่างแหร่วมทำผิด จะโอดครวญว่า ผู้ใต้บังคับบัญชาไม่ได้รับความยุติธรรม

แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม พฤติการณ์ที่เกิดขึ้นของผู้บริหารและเจ้าหน้าที่กรมคุกดังกล่าว ไม่เพียงละเมิดกฎหมายระดับร้ายแรง แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงการทะลุทะลวงเชิงโครงสร้าง ที่เปิดทางให้เครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ สามารถใช้เงินซื้อทุกอย่างทั้งอำนาจและอิทธิพลเหนือกรมคุก ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความมั่นคงและความน่าเชื่อถือของประเทศไทย ยิ่งเวลานี้ชาติมหาอำนาจทั้งสหรัฐฯ และจีนต่างรุกไล่ปราบปราบทุนจีนเทา ที่ไม่เพียงใช้ไทยเป็น “ทางผ่าน” แต่ทุนเทากำลังยกระดับใช้ไทยเป็น “ศูนย์กลาง” เพื่อฟอกเงินให้ขาวสะอาด และเป็นแหล่งกบดานหนีความผิดอีกด้วย

ดังที่นายวิโรจน์ ลักษณาอดิศร สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน ชี้ว่า เงินสกปรกจากทุนเทามีมูลค่านับแสนล้านต่อปี เงินเหล่านี้จำต้องถูกฟอกเพื่อนำไปสร้างอาณาจักร ส่วนตัวมั่นใจว่าถ้าสืบดี ๆ อาจมีนักการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง เพราะลำพัง ผบ.เรือนจำ จะกล้าทำหรือไม่ เรามีพ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน และ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมของอาชญากรรมข้ามชาติที่สามารถใช้ในการขขยายผลการสืบสวน ติดตามเส้นทางเงิน อายัดทรัพย์ของข้าราชการที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ไม่ใช่แต่ตัดตอนจับเฉพาะผู้บัญชาการเรือนจำเท่านั้น ถ้าเราตัดตอนจับถึงคนไหนก็ตัดตอนที่คนนั้นเราจะสกัดกั้นทุนเทาข้ามชาติไม่ได้

เช่นนั้นแล้ว หาก พล.ต.ท.รุทธพล จะถือเอาปฏิบัติการครั้งนี้เป็นหมุดหมายสำคัญในการจัดการกับ “ทุนเทา” ขุดรากถอนโคนผู้บริหารกรมราชทัณฑ์ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดอย่างจริงจังดังที่ทำทีขึงขังออกหน้าสื่อ การตรวจสอบเส้นทางการเงิน จึงเป็นหัวใจสำคัญของการคลี่คลายปมทั้งหมด ว่าเงินจากเครือข่ายจีนเทาไหลไปถึงใครบ้าง ผ่านมือใครบ้าง และมีใครเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการเปิดช่องทางในเรือนจำ หากสามารถไล่เส้นทางการเงินก็อาจพบความเชื่อมโยงที่ลึกกว่าที่สาธารณชนคาดคิด

อย่างไรก็ดี ประเด็นนี้ พล.ต.ท.รุทธพล กลับตอบแต่เพียงกล้อม ๆ แกล้ม ๆ ว่า การตรวจสอบเส้นทางการเงินต้องดูอย่างละเอียด และจะดูยิ่งไปกว่าเส้นทางการเงิน ส่วนจำนวนเงินหมุนเวียนนั้นยังไม่สามารถบอกได้ เพราะเกรงว่าจะมีผลกระทบต่อสำนวนคดี เรื่องดังกล่าวยังไม่ได้สั่งขีดเส้นตายการรายงานผล เพราะอยากให้เจ้าหน้าที่ได้ทำการตรวจสอบเต็มที่ ยืนยันว่าจะดำเนินการโดยเร็วที่สุด

นายมานพ ชมชื่น ผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ

พ.ต.ท.ประวุธ วงศ์สีนิล อธิบดีกรมราชทัณฑ์
ขณะเดียวกัน จะสอบย้อนหลังอดีตผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งเป็นผู้บัญชาการที่เรือนจำอื่นมาก่อน อาทิ จังหวัดสมุทรปราการ ว่าเคยมีพฤติการณ์ลักษณะนี้หรือไม่ รวมถึงตรวจสอบไปยังเรือนจำอื่น ๆ ด้วยเช่นเดียวกัน แต่จากการตรวจสอบล่าสุดนั้นยังไม่พบ

นับว่าลื่นไหลสมกับเป็นนายตำรวจใหญ่ ใต้ร่มเงาบ้านใหญ่บุรีรัมย์ที่แท้ทรู เพราะไม่มีการขีดเส้นตาย สอบโดยเร็วที่สุดไปได้เรื่อย ๆ เงินหมุนเวียนก็บอกไม่ได้ เส้นทางเงินยังรอตรวจสอบอย่างละเอียดเสียก่อนเช่นกัน

 มีรายงานข้อมูลเดินทางไปต่างประเทศ ของนายมานพ ชมชื่น อดีตผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ว่ามีการเดินทางไปมาเก๊าและปอยเปต เมืองการพนันและสแกมเมอร์หลายครั้ง และยังพบความเชื่อมโยงทนายความคนสนิทของนายมานพ ซึ่งประเด็นนี้ ดีเอสไอ จะสอบขยายผลหากมีหลักฐานถึงก็จะดำเนินคดีด้วย 

ส่วนผู้ต้องขังชาวจีนสองคน ที่มีสัมพันธ์กับสาวในห้องลับ มีรายงานว่าคนหนึ่งถูกย้ายไปยังเรือนจำกลางเขาบิน จังหวัดราชบุรี ซึ่งเป็นเรือนจำความมั่นคงสูง ส่วนคนหนึ่งอยู่ระหว่างรอส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดน เป็นผู้ต้องขังคดีปลอมแปลงเอกสารราชการหรือปลอมบัตรประชาชน

ผู้ต้องขังทั้งสองคนดังกล่าว ทางดีเอสไอ กำลังแกะรอยสายสัมพันธ์ว่ามีความเชื่อมโยงกับนาย เสอ จื้อเจียง สัญชาติจีน-กัมพูชา “เจ้าพ่อสแกมเมอร์ชเวก๊กโก่” ที่ทำความผิดฐานเปิดบ่อนคาสิโน ซึ่งทางการไทยส่งตัวกลับไปยังจีนก่อนหน้านี้หรือไม่ แต่เบื้องต้นดีเอสไอ ยังไม่พบความเกี่ยวข้องกัน

 เรื่องนี้ต้องจัดการให้จริงจัง อย่าให้รัฐบาลพรรคภูมิใจไทยที่เวลานี้กำลังถูกวิจารณ์อย่างหนักว่า “ล้มเหลว” ในการจัดการกับปัญหามหาอุทกภัยภาคใต้ต้อง “ล้มเหลวซ้ำซาก” กับกรณี “สวรรค์จีนเทาในเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร” อีกเลย  


กำลังโหลดความคิดเห็น