xs
xsm
sm
md
lg

ผู้จัดการสุดสัปดาห์

x

“หนู” รับบท “หัวหน้าบ้านใหญ่” เหล้าเก่าในขวดใหม่ชื่อ “ภูมิใจไทย”

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - ณ วินาทีนี้ พรรคภูมิใจไทยที่ “เสี่ยหนู-อนุทิน ชาญวีรกูล” และ “เสี่ยเน-เนวิน ชิดชอบ” เป็นแม่ทัพ คือจุดหมายปลายทางของบรรดา “บ้านใหญ่” เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ด้วยมีการคาดหมายล่วงหน้าว่า นอกจากจะพรั่งพร้อมด้วยสรรพกำลังสำหรับการเลือกตั้งแล้ว ยังมีเปอร์เซ็นต์สูงที่จะเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลครั้งหน้าอีกด้วย

มีการประเมินกันว่า “ค่ายสีน้ำเงิน” จะมีตัวเลข สส.อยู่ในมือไม่น้อยกว่า 150 เสียง ลุ้นแซงหน้า “ค่ายสีส้ม-พรรคประชาชน” ที่ถือเป็นเต็งหนึ่งของทุกโพลในปัจจุบัน

กล่าวสำหรับกลุ่มที่สร้างความฮือฮามากที่สุดเห็นทีจะหนีไม่พ้น “พรรคชาติไทยพัฒนา” ที่ “บ้านใหญ่ศิลปอาชา” นำโดย “ลูกท็อป-วราวุธ ศิลปอาชา” ร่วมด้วย “บ้านใหญ่สะสมทรัพย์” แห่งเมืองนครปฐม ด้วยไม่คาดคิดมาก่อนว่า ด้วยไม่คิดว่า ลูกท็อปจะทิ้งมรดกทางการเมืองที่ “พ่อบรรหาร” ก่อตั้งได้

นายวราวุธ ศิลปอาชา ซึ่งเดินทางมาที่ที่ทำการพรรคภูมิใจไทย (ภท.) พร้อมด้วย สส. ของพรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) บางส่วน เช่น เสมอกัน เที่ยงธรรม สส.สุพรรณบุรี, อนุรักษ์ จุรีมาศ สส.ร้อยเอ็ด และนิกร จำนง ผู้อำนวยการพรรค ให้สัมภาษณ์เปิดอกว่า อยากทำงานให้ประชาชน ทั้งใน จ.นครปฐม ร้อยเอ็ด สุพรรณบุรี ให้มีประสิทธิภาพ เพราะการได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงหน่วยงานของรัฐต่าง ๆ จะสามารถทำงานในพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

“การที่พรรคเล็กย้ายเข้าพรรคใหญ่ไม่ใช่เรื่องผิด เพราะระบบการเมืองไม่ว่าจะเป็นในประเทศใดก็ตาม การที่มีพรรคการเมืองจำนวนมากจะทำให้เกิดพรรคร่วมรัฐบาลหรือว่าพรรคร่วมฝ่ายค้านเป็นจำนวนมาก แต่หลายประเทศที่เป็นระบบสองพรรค อย่างอเมริกาหรืออังกฤษ ซึ่งจะมีพรรคหลักอยู่ 2-3 พรรค การทำงานจะมีความราบรื่นมากขึ้น”ลูกท็อปว่าไว้ พร้อมอธิบายเรื่องการดำรงอยู่ของพรรคชาติไทยพัฒนาด้วยว่า “วันนี้ยังมีศิลปอาชาอยู่ และผู้หลักผู้ใหญ่ของชาติไทยพัฒนา ก็ยังดำเนินกิจกรรมของพรรคอยู่ ไม่ได้ทิ้งไปไหน พรรคยังอยู่ครับ”

ส่วน “พรรคชาติไทยพัฒนา” นั้น ก็มีกระแสข่าวว่า ระหว่างนี้จะผลักดันให้ “พี่หนูนา-กัญจนา ศิลปอาชา” เข้ามาประคับประคองเป็นเบื้องต้น ดังที่ “นิกร จำนง” ผู้อำนวยการพรรคชาติไทยพัฒนา ก็ให้สัมภาษณ์เอาไว้ว่า “ไม่ใช่การยุบพรรค หรือการล่มสลายของพรรคชาติไทยพัฒนา แต่เป็นการปรับยุทธศาสตร์ครั้งใหญ่ ชาติไทยพัฒนาจะยังดำรงสถานะพรรคการเมือง โดยพรรคเตรียมเสนอชื่อ น.ส.กัญจนา ศิลปอาชา อดีตหัวหน้าพรรค ให้กลับมาเป็นหัวหน้าพรรคอีกครั้ง”

จะว่าไป ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับพรรคชาติไทยพัฒนาไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะเมื่อวิเคราะห์ข้อเท็จจริงแล้วก็เห็นชัดแจ้งว่า สถานการณ์ทางการเมืองของพรรค “มีแต่ทรงกับทรุด” ดังนั้น นี่จึงอาจเป็น “ทางเลือกที่ดีที่สุด” ของพรรคชาติไทยในห้วงยามนี้ เหมือนที่นิกร จำนงให้สัมภาษณ์สื่ออย่างตรงไปตรงมาว่า ถ้าไม่ปรับยุทธศาสตร์ในการเลือกตั้งครั้งหน้า “ชาติไทยพัฒนา” เสี่ยงจะไม่ได้สส.

เพราะแม้ “บ้านใหญ่เมืองสุพรรณ” ไม่ไป “บ้านใหญ่นครปฐม” ของ “ตระกูลสะสมทรัพย์” ก็แสดงเจตจำนงย้ายค่ายมาตั้งแต่ปีมะโว้แล้ว

ขณะที่น้ำเค็ม “ฝั่งตะวันออก” ก็ไม่ธรรมดาเช่นกันเมื่อ “บ้านใหญ่คุณปลื้ม” แห่งเมืองชล นำโดย “บิ๊กแป๊ะ-สนธยา คุณปลื้ม” มุ่งหน้าสู่ค่ายสีน้ำเงินเช่นกัน ซึ่งก็เป็นที่จับตาไม่น้อย เพราะถูกตั้งคำถามว่า ความขัดแย้งกับ “เสี่ยเฮ้ง-สุชาติ ชมกลิ่น” อีกหนึ่งบ้รานใหญ่เมืองชลนั้น คลี่คลายลงไปแล้วกระนั้นหรือ

คำตอบก็คือ ยังไม่คลี่คลายแบบสิ้นกระแสความ แต่ “จุดเชื่อม” ที่ทำให้ต้อง “กลืนเลือด” ก็คงเป็นเรื่องของการผนึกกำลังกันสู้กับ “พรรคส้ม” เพราะเมื่อนำตัวเลขผู้ที่มาลงคะแนนให้กับ “บ้านใหญ่คุณปลื้มและบ้านใหญ่ชมกลิ่น” แล้ว สู้ได้ เพียงแต่การต้องมาต่อสู้ห้ำหั่นกันเอง ส่งผลทำให้ต้องพ่ายแพ้กับพรรคส้มดังที่เห็นในการเลือกตั้ง สส.ครั้งที่ผ่านมา ดังที่ “เสี่ยเฮ้ง” เคยให้คำอธิบายเอาไว้

สนธยาให้สัมภาษณ์แบบโลกสวยว่า “การทำงานทางการเมืองหรือวิถีทางการเมืองบางครั้งก็มีการแข่งขันเป็นเรื่องปกติทางการเมือง แต่วันนี้เราทำทงานในนามของ ภท. จังหวัดชลบุรี ก็ทำงานด้วยกันเดินหน้าไปด้วยกัน เพื่อสร้างความไว้วางใจจากประชาชนเรามีเป้าหมายในการทำงานร่วมกัน โดยมีนโยบายของพรรคเป็นหลัก แล้วก็มีพวกเราเป็นผู้ที่ขับเคลื่อนนโยบายของพรรคในพื้นที่”

นอกจากนี้ ยังต้องนับรวมอีกหนึ่งการย้ายค่ายที่ไม่อาจมองข้ามได้ นั่นก็คือ การที่ “บ้านใหญ่ปิตุเตชะ” นำโดย “ปิยะ ปิตุเตชะ” หรือนายกฯ ช้าง ระยอง ตัดสินใจไปร่วมงานกับค่ายสีน้ำเงิน ซึ่งน่าจะส่งผลกระทบกับการเมืองในจังหวัดระยองพอสมควร เพราะต้องไม่ลืมว่า อีกหนึ่งปิตุเตชะคือ “สาธิต ปิตุเตชะ” นั้นยังคงร่วมหัวจมท้ายกับพรรคประชาธิปัตย์ที่มี “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” เป็นหัวหน้าพรรค

การที่ “นายกฯ ช้าง” ซึ่งเป็นพี่ชายของนายสาธิตตัดสินใจทางการเมืองเช่นนี้ มีเหตุผลเพียงหนึ่งเดียวคือ การสู้กับค่ายสีส้มที่มาแรงในพื้นที่ ขณะที่ “ค่ายแม่พระธรณีบีบมวยผม” นั้น มองยังไงก็ยังไม่เห็นว่า จะประสบความสำเร็จในทางการเมืองได้อย่างไร

นายปิยะ กล่าวช่วงหนึ่งด้วยว่า ส่วนปัญหาครอบครัว กับนายสาธิต ซึ่งอยู่ ปชป. อย่างไรสายเลือดเดียวกันก็พูดคุยกันได้

ขณะที่นายอนุทินกล่าวหยอกในเรื่องพี่น้องต่างพรรคว่า “พี่เฮ้ง (สุชาติ ชมกลิ่น) กับพี่แป๊ะ (สนธยา คุณปลื้ม) ยังมาดีกันได้ เพราะน้องหนู ผมคิดว่าวันนี้เป็นการประวัติศาสตร์หน้าใหม่การเมืองไทย หลังจากช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ทำงานการเมืองกันด้วยความแตกแยก มีแต่คิดถึงตัวเองเป็นหลัก แต่วันนี้เราสามารถเปลี่ยนบริบทการเมืองใหม่ และคนที่ได้รับประโยชน์สูงสุดคือพี่น้องประชาชน”
ถัดมาคือ “บ้านใหญ่เพชรบุรี” ที่นำโดย “เสี่ยปราย-ชัยยะ อังกินันทน์” นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเพชรบุรี ลูกชายของ “ปิยะ อังกินันทน์” อดีต สส.ผู้โด่งดังของเมืองเพชรื และ “คุณนายกระแต-ธิวัลรัตน์ อังกินันทน์” สส.เพชรบุรี พร้อมสมาชิกในทีมคือ “ต้อย บ้านลาด-จ.อ.อภิชาติ แก้วโกศล” สส.เพชรบุรี น้องเขยของ สส.กระแต ไปแสดงตัวมาตั้งแต่วันเกิดนายเนวินที่บุรีรัมย์ โดยจัดอยู่ในปีกของ “เสี่ยเฮ้ง-สุชาติ ชมกลิ่น” มาตั้งแต่ครั้งอยู่พรรครวมไทยสร้างชาติ
ส่วนอีก 1 สส.เพชรบุรีนั้น เดิมทีก็สังกัดพรรคภูมิใจไทยอยู่แล้ว นั่นคือ “ฤกษ์ อยู่ดี” ที่มีสายสัมพันธ์อันแนบแน่นกับ “ธานี ยี่สาร” อดีต สส.เพชรบุรี ซึ่งสนิทสนมกับ “เนวิน ชิดชอบ” มาแต่เก่าก่อน
ขณะเดียวกันก็เกิดคำถามตามมาว่า แล้ว “เดอะป๊อป-ยุทธพล อังกินันทน์” อดีต สส.เพชรบุรี ที่อยู่คนปีกและก่อนหน้านี้ตัดสินใจย้ายจากพรรคชาติไทยพัฒนาเข้าร่วมงานกับพรรคภูมิใจไทยก่อหน้ากลุ่ม “นายกฯ ปราย-สส.กระแต” จะมีปัญหาในการจัดตัวลงสมัคร สส.หรือไม่ ซึ่งจากการสอบถามคนในพื้นที่ก็ได้ใจความว่า โอกาสที่นายยุทธพลจะต้องลงสมัครแบบ สส.ระบบบัญชีรายชื่อนั้นมีค่อนข้างสูง เพราะต้องยอมรับว่า ฐานคะแนนเสียงของ “นายกฯ ปราย-สส.กระแต” นั้นดีกว่ามาก
นอกจากนี้ ยังมีความชัดเจนกรณี “น.ส.สรัสนันท์ อรรณนพพร” สส.ขอนแก่น และ “น.ส.สุดารัตน์ พิทักษ์พรพัลลภ” สส.อุบลราชธานี สอง สส. แดนอีสานของพรรคเพื่อไทย มาปรากฏตัว ทั้งๆ ที่ทั้งสองคนต่างก็เพิ่งเปิดตัวเป็นผู้สมัครในนามพรรค พท. ในงานยกเครื่องเพื่อไทย เมื่อต้นเดือน ต.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งสร้างความโมโหโกรธาให้กับพรรคเพื่อไทยเป็นอย่างมาก

ทั้งหลายทั้งปวง ต้องบอกว่า ปรากฏการณ์ย้ายค่ายที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องแปลก หากแต่คือ “ภาวะปกติในทางการเมืองไทย” เป็นเพียงแค่ “เหล้าเก่าในขวดใหม่” เท่านั้น เหมือนเช่นครั้งหนึ่งที่ “พรรคการเมืองของทักษิณ” ไป “เทกโอเวอร์” พรรคการเมืองอื่นๆ มาอยู่ร่วมชายคาเท่านั้นเอง


กำลังโหลดความคิดเห็น