xs
xsm
sm
md
lg

ผู้จัดการสุดสัปดาห์

x

หาดใหญ่วิปโยค รัฐ “ล้มเหลว” “นายกฯ หนู” มีไว้ทำไม?

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - ราพณาสูรไปทั้งเมืองหาดใหญ่ ทั้งรัฐบาลพรรคภูมิใจไทยที่สอบตกยกกระดาน โดยเฉพาะนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่ไม่มีความกล้าหาญแม้แต่จะนั่งหัวโต๊ะบัญชาการมหาอุทกภัยที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลันชั่วข้ามคืนให้รอดพ้นจากวิกฤต

มหาวิบัติที่เกิดขึ้นครั้งนี้ ไม่มีใครคาดคิดว่าเมืองหาดใหญ่ทั้งเมืองจมหายไปภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง เพราะวันเสาร์ที่ 22 พฤศจิกายน 2568 นั้นทางเทศบาลนครหาดใหญ่ ยังขึ้น “ธงเขียว” คือ เหตุการณ์ปกติ และในวันเดียวกันนี้ นายอนุทินได้ลงพื้นที่หาดใหญ่แล้วรีบกลับมากรุงเทพฯ ในวันอาทิตย์ เพื่อเปิดตัว ส.ส.ที่ดูดเข้ามาสังกัดพรรคภูมิใจไทย ก่อนจะกลับไปหาดใหญ่อีกครั้งในวันเดียวกัน พร้อมกับโชว์ลีลาผัดกับข้าว แจกของ ฯลฯ ตามสไตล์นักการเมือง

ที่สำคัญคือ คำประกาศของนายอนุทินในวันนั้น ที่ว่า “น้ำท่วมหาดใหญ่วันอังคารจะลดลง สามารถควบคุมได้ จบแล้ว” มันคือหายนะที่แท้จริง เพราะเป็นคำพูดที่มาจากความไม่รู้ ไม่มีข้อมูลรอบด้าน ประเมินหน้างานไม่ถูก

นั่นเพราะมวลน้ำที่ไหลบ่าเข้ามาหาดใหญ่มาจากสองทิศทาง คือ น้ำจากเขาคอหงส์ และอำเภอสะเดา และทุ่งลุง ชายขอบหาดใหญ่ หลากเข้าหาดใหญ่ บวกกับฝนที่ตกลงมาต่อเนื่องและหนักหน่วงอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน แล้วในเที่ยงคืนวันอาทิตย์ที่ 23 พฤศจิกายน มวลน้ำมหาศาลไหลบ่าเข้าท่วมเมืองหาดใหญ่ สวนทางกับที่นายอนุทิน เพิ่งบอกกับประชาชนว่าไม่มีปัญหาน่าห่วง

พอถึงวันจันทร์ที่ 24 พฤศจิกายน น้ำท่วมมิดหลังคาโดยไม่มีประกาศเตือนล่วงหน้า ประชาชนที่ไม่มีใครระวังตัวเพราะเชื่อน้ำคำนายอนุทิน ติดอยู่ในพื้นที่นับแสนคนต่างร้องระงมขอความช่วยเหลือ ต่อเมื่อสถานการณ์หนักหน่วงถึงขีดสุด นายรัฐศาสตร์ ชิดชู ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา จึงประกาศคำสั่งให้ประชาชนในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ อพยพทั้งหมดทันทีไปยังจุดที่ทางการจัดเตรียมไว้ แต่เมื่อน้ำท่วมเต็มพื้นที่ทั้งเชี่ยวทั้งลึก ประชาชนจะอพยพด้วยอะไร อย่างไร ประชาชนชาวหาดใหญ่ รวมถึงนักท่องเที่ยว ผู้มาเยือนแทบทั้งหมดติดอยู่ในอาคารที่พัก บ้างลอยคออยู่กลางสายน้ำเชี่ยว ไม่มีข้าวปลาอาหาร ไม่มีน้ำ ไม่มีไฟ การสื่อสารถูกตัดขาด








ภาพจำก่อนฟ้ามืดมิดคือกระแสน้ำสีโคลนที่พุ่งเข้ามด้วยความเร็วเกินกว่าใครจะวิ่งหนีทัน รถบางคันลอยตัวเหมือนเรือกระดาษ บ้านบางหลังสั่นไหวก่อนผนังจะแตก เด็ก ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง ติดอยู่ในบ้าน หาดใหญ่ เมืองศูนย์กลางเศรษฐกิจของภาคใต้ กลายเป็นเมืองจมน้ำในความมืด และความเงียบงันของภาครัฐที่ปล่อยให้เกิดเรื่องขึ้นโดยไม่แจ้งเตือนล่วงหน้า

เจ้าหน้าที่ฝ่ายป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยในพื้นที่ ซึ่งเห็นทุกตัวเลขบนหน้าจอ ทั้งค่าฝนสะสมพุ่งสูงผิดปกติต่อเนื่องเป็นวันที่สาม แรงดันน้ำจากต้นน้ำเกินขีดจำกัดของระบบระบายน้ำ สถานีวัดน้ำหลายแห่งส่งสัญญาณเตือน “เสี่ยงวิกฤต” ให้ผู้ใหญ่ แต่ข้อมูลทั้งหมดถูกกลบ และเจ้าหน้าที่ถูกสั่งให้เงียบ “อย่าเพิ่งตื่นตระหนก”

ทั้งที่ตามแผนเผชิญเหตุของประเทศ หากมีโอกาสเกิดสาธารณภัยเกิน 60% จะต้องมีการเตือนภัยประชาชนล่วงหน้าอย่างน้อย 72 ชั่วโมง และหากเข้าเกณฑ์วิกฤตที่สุด ต้องแจ้งเตือนล่วงหน้า 120 ชั่วโมง แต่สิ่งที่ชาวหาดใหญ่ได้รับในวันที่ 20 พฤศจิกายน 2568 ก่อนเกิดน้ำท่วมใหญ่ 48 ชั่วโมง คือแถลงการณ์จากศูนย์อำนวยการป้องกันและบรรเทาอุทกภัยเทศบาลนครหาดใหญ่ ที่ระบุว่า “สถานการณ์ยังปกติ-ธงเขียว”

คนหาดใหญ่ซึ่งเชื่อแถลงการณ์ของเทศบาล ก็สบายใจ ไม่ย้ายของ ไม่อพยพ ไม่เตรียมอะไรเลย เพราะทุกคนคิดว่า “เอาอยู่” ก่อนที่ทั้งเมืองจะกลายเป็น “ธงแดง” ไม่มีแผน ไม่มีศูนย์อพยพที่พร้อม ไม่มีรถรับส่ง ไม่มีวิทยุสื่อสารที่ใช้งานได้แบบมีระบบ ผู้คนพยายามหนีเอาตัวรอดกันเอง บางคนปีนหลังคา บางคนใช้โฟม บางคนว่ายน้ำ บางคนโทรหาญาติในวินาทีก่อนสัญญาณถูกตัดและตกอยู่ในความเงียบงัน

เมื่อวิกฤตเกิดขึ้น แทนที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งไม่เพียงแต่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แต่ยังควบตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย อีกด้วย กลับไม่สั่งตั้งศูนย์บัญชาการรับมือกับสถานการณ์เพื่อบริหารภัยพิบัติอย่างมีประสิทธิภาพ

ศูนย์ฯ ที่มีประสิทธิภาพคือ ศูนย์ที่จะต้องมีผู้บัญชาการคนเดียว (Single Command) เพื่อให้ทุกคนสื่อสารด้วย “เสียงเดียว-แผนเดียว- เป้าหมายเดียว” โดยนายอนุทิน ที่เชื่อมั่นในฝีมือและกล้าหาญสมฐานะผู้นำประเทศของตนเอง ก็นั่งหัวโต๊ะบัญชาการเอง ซึ่งจะได้ใจชาวหาดใหญ่และกู้หน้ารัฐบาลที่สามารถสั่งการแก้ไขวิกฤตที่เดิมพันด้วยชีวิตของประชาชนนับแสนได้ทันท่วงที

แต่สิ่งที่ประชาชนทั้งประเทศเห็นและรับกันไม่ได้คือ นายอนุทินทำเสมือนโยนเผือกร้อนให้พ้นตัว โดยแต่งตั้งให้ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มารับหน้าเสื่อเป็นผู้อำนวยการศูนย์บริหารจัดการน้ำในสถานการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติ (ศนภ.) โดยไม่รู้ว่าการแต่งตั้งดังกล่าวนั้น ร.อ.ธรรมนัส รับรู้ก่อนหรือไม่ เพราะเมื่อมีการประชุมวิดีโอคอนเฟอร์เรนซ์ กลับไม่มี ร.อ.ธรรมนัส ร่วมประชุมอยู่ด้วย

นายอนุทิน อาจคิดว่า ร.อ.ธรรมนัส อยู่หาดใหญ่ ทั้งที่เจ้าตัวเขาอยู่เชียงใหม่ ทำให้เห็นว่านายอนุทิน ซึ่งแต่งตั้ง ร.อ.ธรรมนัส มาเป็นแม่ทัพสู้ศึกน้ำท่วมหาดใหญ่ โดยไม่รู้ว่า ร.อ.ธรรมนัส อยู่ไหนด้วยซ้ำ

เมื่อนายอนุทินที่สวมหมวกหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ต้องการแต่ภาพโชว์หล่อ ผัดข้าว แจกของ ส่งต่องานยากให้ “ผู้กองธรรมนัส” หัวหน้าพรรคกล้าธรรม (ตัวจริง) ลุยน้ำท่วม ลุยโคลน ท่ามกลางเสียงก่นด่าของประชาชน ผลจึงออกมาอย่างที่เห็น

และอาจเป็นเพราะวันที่ “ผู้กอง” ได้รับแต่งตั้งเป็น ผอ.ศนภ.ไม่สนองตอบต่อเสียงที่เรียกหา ในวันถัดมา 25 พฤศจิกายน 2568 “นายกฯ หนู” จึงตั้งศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินอุทกภัยส่วนหน้า (ศป.กฉ.ส่วนหน้า) โดยให้ พลเอก อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นผู้รับผิดชอบ เพื่อบูรณาการกำลังพล ยุทโธปกรณ์ และทรัพยากรจากเหล่าทัพ ส่วนราชการ และเอกชนเข้าไว้ด้วยกัน

ในเวลาเดียวกัน ยังมีการตั้งนายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ เป็นผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินอุทกภัย (ศป.กฉ.) ตั้งอยู่ที่ทำเนียบรัฐบาล ในการเป็นศูนย์บูรณาการ ซึ่งมีผลงานการประชาสัมพันธ์ในสถานการณ์วิกฤตได้สุดวิบัติ โดยนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และโฆษกศูนย์ ศป.กฉ. ยืนกรานว่า “มีคำสั่งให้อพยพแล้ว แต่ประชาชนไม่ยอมออกจากพื้นที่เอง…” พูดง่าย ๆ คือ โยนความวิบัติฉิบหายที่เกิดขึ้นให้ประชาชนแบกรับไปทั้งหมดนั่นเอง

เมื่อประเทศมี “ผู้บัญชาการ” สามคนในวิกฤตเดียว ทุกศูนย์ทำหน้าที่เป็น “ศูนย์กลางบูรณาการ” นี่จึงไม่ใช่ “การบูรณาการ” อย่างที่อ้าง แต่มันคือ “สูตรขั้นเทพของความสับสน”

ในระบบบริหารภัยพิบัติที่มีประสิทธิภาพ จะต้องมีผู้บัญชาการคนเดียว (Single Command) เพื่อให้ทุกคนสื่อสารด้วย “เสียงเดียว - แผนเดียว - เป้าหมายเดียว” ดังเช่นกรณี นายณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร หรือ “ผู้ว่าฯ หมูป่า” ที่เป็นแม่ทัพใหญ่ในการกู้ภัย 13 ชีวิตทีมหมูป่าที่ติดอยู่ในถ้ำหลวง ทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการศูนย์บัญชาการ และตัดสินใจดำเนินการกู้ภัยอย่างเด็ดขาดท่ามกลางแรงกดดัน สถานการณ์ที่ท้าทายและเวลาที่จำกัด ความสำเร็จของปฏิบัติการกู้ภัยครั้งประวัติศาสตร์นี้มาจากภาวะผู้นำและความสามารถในการบริหารจัดการสถานการณ์ที่ซับซ้อน

แต่ในกรณีน้ำท่วมหาดใหญ่คราวนี้ เจ้าหน้าที่ได้รับคำสั่งคนละทิศละทาง บางหน่วยได้รับคำสั่งให้ช่วยเหลือ ขณะที่บางหน่วยยังรอคำยืนยัน บางพื้นที่ถูกสั่งให้ “กันไว้” บางพื้นที่ไม่มีใครติดต่อได้

สำหรับผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา เพิ่งมีการโยกย้าย เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2568 ตามที่คณะรัฐมนตรี มีมติเห็นชอบ ตามที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เสนอ แต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการมหาดไทยประเภทบริหาร ระดับสูง จำนวน 45 ราย โดยโยกย้ายนายโชตินรินทร์ เกิดสม ผู้ว่าฯสงขลา เป็นรองปลัดกระทรวงมหาดไทย และนายรัฐศาสตร์ ชิดชู ผู้ว่าฯกระบี่ ย้ายมาเป็นผู้ว่าฯสงขลา

ทว่า แพะตัวแรกที่ถูกเชือดเซ่นสังเวยน้ำท่วมหาดใหญ่คราวนี้ คือ นายเอก ยังอภัย ณ สงขลา นายอำเภอหาดใหญ่ โดยนายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง ลงนามในคำสั่งย้ายนายเอก ยังอภัย มาช่วยราชการ วิทยาลัยการปกครอง กรมการปกครอง มีผลตั้งแต่วันที่ 26 พฤศจิกายน 2568 เป็นต้นไป



อย่างที่ว่า เมื่อมีศูนย์บัญชาการทับซ้อนกันตามสูตรขั้นเทพสร้างความสับสน จึงปรากฏรูปธรรมการงัดข้อระหว่าง “ศูนย์บัญชาการ” เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2568 โดย ผอ.ศนภ.ที่ร่วมประชุมกับข้าราชการและกองทัพภาค 4 ตั้งข้อกังขาต่อการจัดโซนช่วยเหลือประชาชนของทัพภาค และการเข้าถึงโซนที่ต้องการความช่วยเหลือเร่งด่วนว่า การใช้โซนอย่างนั้นมันไม่ได้ผล โซนไหนมันก็น้ำหมด และขอแค่ให้ทหารคอยเอาคนออกมาจากจุดที่ ศนภ.ช่วยเหลือคนในพื้นที่วิกฤตออกมา ทหารบอกว่ามีหน่วยซีล จริง ๆ แล้ว ไม่เห็นเลย หรือว่าเขาไปปฏิบัติโซนตะวันออกก็ไม่รู้ และขอให้กองทัพแบ่งกำลังและอุปกรณ์ เพราะเครื่องมืออื่น ๆ อยู่โซนตะวันตกทั้งหมด

ขณะที่เพจเสียงจากทหารเรือ ได้โพสภาพปฏิบัติการช่วยเหลือประชาชนของ “หน่วยซีล” อย่างต่อเนื่อง

เป็นที่น่าสังเกตว่าการตั้ง “วอร์รูมบัญชาการ” ในลักษณะเฉลี่ยให้อำนาจกันครบ ทั้งข้าราชการ ทหาร นักการเมือง แต่วิกฤตน้ำท่วมหาดใหญ่ครั้งนี้ บทบาทของกองทัพกลับเด่นชัดราวกับเป็นผู้บังคับบัญชาหลัก ทั้งที่ในหลักการแล้ว ทหารควรเป็นเพียง “หน่วยสนับสนุน” ไม่ใช่ “ผู้กำหนดทิศทางนโยบาย”

และคำถามที่ดังระงมเหมือนกันคือ แล้วรัฐมนตรีมหาดไทยอยู่ที่ไหน? แล้วนายกรัฐมนตรี ทำหน้าที่ “บัญชาการ” จริง ๆ หรือเพียง “ลงพื้นที่ถ่ายภาพ”? เมื่ออารมณ์ของสังคมและชาวหาดใหญ่ขึ้นถึงขีดสุด จึงไม่เหนือความคาดหมายเมื่อนายอนุทิน ที่ประกาศปักหลักอยู่หาดใหญ่จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย จะเจอชาวบ้านตะโกนด่า “นายกรัฐมนตรี” โดยไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม เพราะคับแค้นใจที่ถูกทอดทิ้ง และกลายเป็นคลิปไวรัลว่อนโลกโซเซียล

ผลพวงการล่มสลายเชิงสถาบันที่หมักหมม

สิ่งที่เกิดขึ้นในหาดใหญ่ไม่ใช่อุบัติเหตุทางระบบ แต่คือผลลัพธ์จาก “การผุพังอย่างช้า ๆ” ที่ดำเนินมานานหลายสิบปีในโครงสร้างรัฐไทย โดยเฉพาะในระบบบริหารจัดการน้ำและภัยพิบัติ ซึ่งควรเป็นหนึ่งในภารกิจหลักของรัฐสมัยใหม่ แต่กลับกลายเป็นพื้นที่ทับซ้อนของอำนาจทางการเมือง ผลประโยชน์ และความไร้ประสิทธิภาพเชิงสถาบัน

นายศศิน เฉลิมลาภ กรรมการมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ชี้ให้เห็นว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญ “การล่มสลายเชิงสถาบัน” ในระบบน้ำ เพราะการเมืองแทรกแซงจนผู้ไม่มีเชี่ยวชาญขึ้นมากำกับงาน ทำให้การพยากรณ์และสั่งการผิดพลาด ขณะเดียวกันผู้รู้จริงถูกกันออกจากโต๊ะตัดสินใจ ระบบข้อมูลและการบัญชาการ ก็ล้าหลังเป็นสิบปี ส่งผลให้เตือนภัยช้าและระบายน้ำผิดจังหวะ จนน้ำท่วมซ้ำเสียหายซ้ำ ปัญหานี้จึงไม่ใช่แค่ภัยธรรมชาติ แต่เป็นปัญหาเชิงสถาบันที่สะสมจากการซื้อขายตำแหน่งและการบริหารที่ไร้ประสิทธิภาพมานาน

การล่มสลายเชิงสถาบัน (Institutional Collapse) ไม่ได้เกิดขึ้นในวันเดียว แต่เกิดขึ้นจากการทำลาย “กลไกความเชี่ยวชาญ” ทีละน้อย ตั้งแต่การแต่งตั้งคนนอกสายงานเข้ามากุมตำแหน่งสำคัญ การโยกย้ายข้าราชการที่มีความรู้จริงไปอยู่ในตำแหน่งที่ไม่มีอำนาจตัดสินใจ การดึงงบประมาณไปใช้ในโครงการที่เอื้อต่อการเมืองมากกว่าหลักวิศวกรรมและสิ่งแวดล้อม ตลอดจนการทำให้ระบบราชการค่อย ๆ สูญเสียความสามารถในการตรวจสอบตนเอง

เมื่อความรู้ไม่ใช่เกณฑ์ในการตัดสินใจ แต่ความใกล้ชิดกับอำนาจเป็นตัวชี้วัดหลัก กระบวนการคัดเลือกผู้นำทางเทคนิคจึงถูกบิดเบือน คนที่ควรจะเป็น “สมองของระบบ” ถูกผลักออกไปจากโต๊ะประชุม เหลือเพียงผู้ที่พูดภาษาการเมืองได้คล่อง แต่ไม่เข้าใจภาษาของน้ำ ภาษาของภูมิประเทศ และภาษาของความเสี่ยง

ระบบข้อมูลของประเทศไทยเองก็เป็นภาพสะท้อนของความล้มเหลวนี้ แม้ในทางเทคนิค เรามีหน่วยงานที่สามารถเก็บข้อมูลสภาพอากาศ ระดับน้ำ และแนวโน้มภัยพิบัติได้ในระดับที่ไม่ด้อยไปกว่าประเทศพัฒนาแล้ว แต่ปัญหาอยู่ที่ “ข้อมูลไม่เคยส่งถึงผู้มีอำนาจตัดสินใจอย่างแท้จริง” หรือเมื่อไปถึงแล้วก็ถูก “ตีความ” ผ่านมุมของความกลัวทางการเมือง ความกังวลเรื่องภาพลักษณ์ และการคำนวณเชิงอำนาจ

ยิ่งในช่วงหลายปีที่ผ่านมา การรวมศูนย์อำนาจการตัดสินใจไว้ที่ส่วนกลาง ขณะที่ลดบทบาทผู้เชี่ยวชาญและท้องถิ่น ทำให้การตอบสนองต่อภัยพิบัติขาดทั้งความเร็ว ความยืดหยุ่น และความเข้าใจบริบทพื้นที่จริง คนที่ไม่เคยยืนอยู่หน้าคลองที่น้ำกำลังล้นตลิ่ง กลับเป็นคนออกคำสั่งให้คนในพื้นที่ตัดสินใจชะตากรรมของตนเอง

หาดใหญ่ จึงเป็นเหมือน “ฟางเส้นสุดท้าย” ที่ทำให้โครงสร้างอันเปราะบางนี้พังลงต่อหน้าสาธารณชน มันเปิดโปงความจริงที่หลายคนในระบบรู้มานาน แต่ไม่เคยถูกพูดถึงอย่างเปิดเผยว่ารัฐไทยในด้านการจัดการภัยพิบัติ ไม่ได้ล้มเหลวเพราะขาดเทคโนโลยีหรือขาดงบประมาณ หากแต่ล้มเหลวเพราะ “เลือกผิดคนในตำแหน่งที่ผิด” ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

นายศศิน เฉลิมลาภ ขมวดปมให้เห็นชัด ๆ ว่า 4 จุดที่ทำให้ระบบน้ำของไทยล่มทั้งที่มีเครื่องมือครบแล้ว คือ 1.ตั้งคนผิดตำแหน่ง เพราะแต่งตั้งตามเส้นสายเพื่อผลประโยชน์โครงการ 2.รองนายกฯ ที่ดูงานน้ำไม่มีพื้นฐาน และไม่ติดตามระบบจริง 3.กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ยังประกาศภัย “หลังภัยมา” ตามวัฒนธรรมกลัวความผิด และ 4.นายกรัฐมนตรี ไม่รู้จักใช้อำนาจบัญชาการสูงสุดในวิกฤต ตามมาตรา 24 ของพ.ร.บ.น้ำ ดังนั้น หากแก้แค่ 4 จุดนี้ ประเทศไทยป้องกันและบรรเทาภัยได้ทันที

เขาสะท้อนผลลัพธ์ของ 4 จุดบกพร่อง นั่นคือ 1) การแต่งตั้งตามเส้นสายที่ทำให้ตำแหน่งสำคัญกลายเป็นช่องทางหาผลประโยชน์ ตำแหน่งที่ควรใช้สมองบริหารน้ำทั้งประเทศกลับถูกใช้เป็นทางผ่านสำหรับคนที่ต้องการทำโครงการก่อสร้าง ตั้งแต่เขื่อน–ประตูระบายน้ำ–ป้องกันตลิ่ง ผลคือคนที่ขึ้นมานั่งคุมระบบ ไม่ใช่มืออาชีพด้าน Hydrology / Hazard Assessment เลย ทำให้มีข้อมูลผิด เกิดการตีความผิด ระบบ Early Warning ใช้ไม่ได้ ทำให้ประเทศเสียหายทั้งที่ป้องกันได้

2) รองนายกฯ ที่ได้รับมอบหมาย “ไม่มีพื้นฐานน้ำ” และไม่ใส่ใจระบบจริง ทั้งนี้ ตามโครงสร้างตามกฎหมาย ระบุชัดว่า คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ต้องมีรองนายกฯ คุมงานน้ำโดยตรง แต่ถ้าคนที่ได้รับมอบหมายไม่มีพื้นฐาน ไม่เข้าใจระบบเตือนภัย ไม่ประเมินความเสี่ยงตาม Scenario ไม่คุยกับผู้รู้จริงไม่ติดตามข้อมูลรายชั่วโมง ผลลัพธ์คือ “ไม่มีใครบัญชาการ” นายกฯ ก็กลายเป็นผู้ปฏิบัติ ลงพื้นที่แบบเปียกฝน แทนที่จะบัญชาการที่ War Room

3) ระเบียบคร่ำครึของ ปภ. ที่ประกาศภัย “หลัง” น้ำท่วม นี่คือจุดล้มเหลวสำคัญที่สุดจุดหนึ่ง ปภ.มีวัฒนธรรมแบบ “กลัวผิด” จึงไม่ประกาศภัยล่วงหน้า ทั้งที่ควรเป็นหน่วยงานแรกที่ต้อง “ประกาศก่อนภัย”ผลที่เห็นทุกปีคือ น้ำเข้าบ้านแล้ว ถนนจมแล้ว ชุมชนอพยพเองแล้ว ถึงจะมีหนังสือประกาศ “เขตภัยพิบัติ”อันนี้ไม่ใช่ความผิดของเจ้าหน้าที่พื้นที่ แต่เป็นโครงสร้างและวัฒนธรรมราชการที่ ห้ามเสี่ยง ห้ามคิดเองประเทศเลยเสียโอกาสในการเตรียมตัวทุกครั้ง

4) นายกรัฐมนตรี ไม่รู้จัก มาตรา 24 ของ พ.ร.บ.น้ำ ทั้งที่มาตรา 24 คือ “อาวุธลับที่ใช้ได้ในยามวิกฤติ” ที่ให้นายกรัฐมนตรี มีอำนาจบัญชาการระบบน้ำทั่วประเทศแบบ Unified Command โดยรวมข้อมูล รวมการสั่งการ รวมการเปิด–ปิดประตู รวมการเตือนภัย รวมหน่วยงานที่ normally ไม่ประสานกันแต่เพราะไม่มีใครบอกนายกฯ ไม่มีใครเสนอ ไม่มีใครประเมิน scenario มาตรา 24 เลยไม่เคยถูกใช้แม้แต่ครั้งเดียว ทั้งที่มันเป็นเครื่องมือที่ออกแบบมาเพื่อ “ป้องกันเหตุการณ์แบบปีนี้” โดยตรง

กล่าวโดยสรุปแล้ว ประเทศไทยไม่ได้ขาดเครื่องมือ เราแค่ขาด คนที่ใช่ โครงสร้างที่ทำงานจริง การสั่งการที่เข้าใจอำนาจตามกฎหมาย และระบบเตือนภัยที่กล้าตัดสินใจก่อนภัยมา ถ้า 4 จุดนี้ถูกแก้เมื่อไรประเทศเราจะไม่ต้องกลับมานั่งพูดเรื่อง “น้ำท่วมเพราะระบบล่ม” แบบนี้อีก

นายศศิน ยังประมวลสรุปข้อเสนอเชิงระบบ 4 ขั้นตอน ที่ทำให้ระบบน้ำไทยเดินได้ทันที โดยไม่ต้องปฏิรูปใหญ่ ไม่ต้องของบ ไม่ต้องสร้างอะไรเพิ่ม นั่นคือ 1) เลขาธิการ สทนช. ต้องเป็นนักวิชาการน้ำตัวจริงมีความรู้ด้าน hydrology, hazard assessment, early warning และ crisis command เพราะ ณ นาทีวิกฤต คนนี้คือสมองของประเทศด้านน้ำ ถ้าเลขาฯ ไม่ใช่ “น้ำแท้” ประเทศจะแปลข้อมูลผิดทั้งระบบ

2) ใช้อำนาจ สทนช. เรียกประชุมคณะกรรมการ (ตามกฎหมาย) เพื่อยกระดับสถานการณ์ เสนอเข้าหานายกฯ และรองนายกฯ (ที่ดูและเรื่องน้ำ ซึ่งสำคัญมาก เพราะทำให้นายกฯ ไม่ต้องลงมือเองแบบเปียกฝน ทำให้คำสั่งมีความหมาย เปลี่ยนโหมดจาก reactive เป็น proactive นี่คือจุดที่ตอนนี้ “หายไปจากระบบ”

3) ออกคำสั่ง ให้ มท. และ ปภ. ประกาศภัยพิบัติล่วงหน้า ไม่ใช่ประกาศหลังภัย โดย “ปภ. ต้องมีอำนาจเตือนก่อน ไม่ใช่รายงานหลัง” การประกาศก่อนเพื่อเตรียมกำลัง เตรียมถนน เตรียมอพยพ เตรียมโรงเรียน เตรียมกระสอบทราย เตรียมปิดประตูน้ำ ตอนนี้ทั้งหมด “เกิดหลังน้ำเข้า” เพราะไม่มีใครกล้าประกาศก่อน

4) มี Scenario 4 ระดับ และหากเข้าระดับเลวร้าย ต้องใช้มาตรา 24 พ.ร.บ.น้ำ นี่คือของจริงที่สุดเพราะมาตรา 24 นายกรัฐมนตรี มีอำนาจบัญชาการแบบรวมศูนย์ด้านน้ำ รวมศูนย์ข้อมูล รวมศูนย์สั่งการ รวมศูนย์การเปิด–ปิดประตู รวมศูนย์การเตือนภัย ไม่ต้องรอ “หน่วยงานต่างคนต่างทำ” แต่มาตรา 24 ใช้ได้ก็ต่อเมื่อ “มีการประเมินภัยล่วงหน้า” ซึ่งนำกลับไปสู่ข้อ 1–3 ทำให้ทุกอย่าง “ล็อกเข้าที่”

ถ้าทำครบ 4 ข้อนี้ จะได้ระบบที่เตือนภัยก่อน บัญชาการรวมศูนย์ ข้อมูลชุดเดียวทั้งประเทศ ลดความเหลื่อมล้ำข้อมูลจังหวัด ทำให้ผู้ว่าฯ รู้ว่าจะทำอะไร ทำให้นายกฯไม่ต้องลงพื้นที่แบบ reactive ทำให้ชป.–ปภ.–อุตุ–สสน. ประสานเป็นระบบเดียว แค่ “คลิกเปิดระบบตามกฎหมายที่มีอยู่แล้ว” ระบบน้ำไทยก็กลับมาทำงานได้ทันท ยังไม่ต้องสร้างเขื่อน สร้างคัน สร้างคลอง ยังไม่ต้องใช้งบใหม่ ยังไม่ต้องแก้กฎหมาย

หลังน้ำเริ่มลดลง ภาพที่ปรากฏในเมืองหาดใหญ่ไม่ต่างจากเมืองที่ผ่านสงคราม บ้านเรือนเต็มไปด้วยคราบโคลนหนาหลายนิ้ว รถยนต์นับร้อยคันจอดนิ่งในสภาพซาก สนามฟุตบอล โรงเรียน โรงพยาบาล และตลาดสดถูกทิ้งไว้ในสภาพเละเทะ เศษเฟอร์นิเจอร์ เสื้อผ้า เอกสารสำคัญ ความทรงจำของผู้คนที่ถูกทอดทิ้ง และคาดการณ์กว่าอาจมีผู้เสียชีวิตถึงหลักร้อย

ตัวเลขเบื้องต้นจากหน่วยงานรัฐประเมินความเสียหาย “ไม่ต่ำกว่าหลายหมื่นล้านบาท” แต่ตัวเลขนี้เป็นเพียงเศษเสี้ยวของความจริง ความเสียหายและความสูญเสียอันใหญ่หลวงนี้ นายอนุทิน และพรรคภูมิใจไทย รวมทั้งพรรคร่วมรัฐบาล จะรับผิดชอบยังไงไหว?




กำลังโหลดความคิดเห็น