xs
xsm
sm
md
lg

ผู้จัดการสุดสัปดาห์

x

คำคิดจีน: กตัญญู

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


.ภาพวาดของขงจื่อโดยอู่ เต้าจือ ราวคริสต์ศตวรรษที่ 8 (ภาพ : วิกิพีเดีย)
ในความเป็นไป
วรศักดิ์ มหัทธโนบล

ในบรรดาคุณธรรมที่มีอยู่หลายด้านนั้น ความกตัญญู  นับเป็นคุณธรรมที่โดดเด่นที่สุดในสังคมจีน ในอดีตคุณธรรมด้านนี้ถูกยกย่องเชิดชู จนมีงานเขียนหรืองานศึกษาอันเกี่ยวกับความกตัญญูออกมามากมาย มีตั้งแต่ที่กล่าวถึงความกตัญญูแบบพื้นๆ จนถึงในระดับที่ลึกซึ้ง

แล้วงานเหล่านี้ก็วนย้อนกลับไปปลูกฝังคนจีนให้ตระหนักถึงความกตัญญูอีกชั้นหนึ่ง จึงไม่แปลกที่คนจีนจะมีสำนึกเรื่องความกตัญญูค่อนข้างสูง

คำว่า  กตัญญู ในภาษาจีนคือคำว่า  เซี่ยว (孝, filial piety)  ส่วนคำไทยหากว่ากันเต็มคำแล้วมักจะใช้ว่า ความกตัญญูกตเวที โดยแยกเป็นคำว่า กตัญญู หมายถึง การรู้คุณผู้อื่น และคำว่า กตเวที หมายถึง การตอบแทนบุญคุณ เมื่อรวมคำทั้งสองเข้าด้วยกันแล้วก็จะได้ความหมายว่า การตอบแทนบุญคุณต่อผู้มีพระคุณ

การที่สังคมจีนยกย่องเชิดชูความกตัญญูจนโดดเด่นอาจทำสงสัยได้ว่า ก็ในเมื่อคุณธรรมที่พึงปฏิบัติมีอยู่มากมายหลายประการ แต่เหตุใดสังคมจีนจึงยกย่องเชิดชูคุณธรรมด้านนี้จนสูงเด่น?

คำตอบอาจมีได้หลากหลาย แต่ในที่นี้จะให้คำตอบในเชิงข้อสังเกตว่า จากบันทึกโบราณของจีนที่มีอายุนับพันปีที่มีอยู่หลายเล่มนั้น กล่าวเฉพาะบันทึกอันเกี่ยวเนื่องกับประวัติศาสตร์จีนแล้วเราจะพบว่า ในอดีตเมื่อราวสามสี่พันปีก่อนมักปรากฏเรื่องราวเกี่ยวกับความกตัญญูอยู่ไม่น้อย แต่ที่น่าสนใจคือ เรื่องราวที่เกี่ยวกับความ “อกตัญญู”  ของบุคคล

เรื่องราวดังกล่าวมักจะเกิดขึ้นในหมู่ชนชั้นสูงหรือชนชั้นปกครอง ที่บอกเล่าเกี่ยวกับการแย่งชิงอำนาจราชบัลลังก์ในบางสมัย ที่บางครั้งจะเป็นการแย่งชิงของลูกหลานต่อบุพการีที่เป็นผู้ปกครอง บางครั้งก็เป็นการแย่งชิงของเสนามาตย์ต่อผู้ปกครองที่เป็นผู้บังคับบัญชา การแย่งชิงนี้หลายครั้งมักจะจบลงด้วยการประหัตประหารกัน

เรื่องราวดังกล่าวจึงฉายภาพของลูกที่ฆ่าพ่อซึ่งเป็นกษัตริย์ หรือไม่ก็เสนามาตย์โค่นล้มหรือฆ่ากษัตริย์ ซึ่งต่างก็ทำเพื่อที่ตนจะได้ก้าวขึ้นมาเป็นกษัตริย์แทน ส่วนสาเหตุที่ต้องเข่นฆ่ากันอาจมาจากความปรารถนาในอำนาจล้วนๆ หรือไม่ก็ฆ่าเพราะกษัตริย์อ่อนแอหรือประพฤติตนเป็นทรราช จนสร้างความเดือดร้อนให้แก่ราษฎรไปทุกหย่อมหญ้า และนำไปสู่ความไม่พอใจกษัตริย์ของตนในที่สุด

แต่ไม่ว่าจะฆ่าด้วยสาเหตุใดก็ตาม หากกล่าวให้แคบเฉพาะประเด็นความกตัญญูแล้ว สิ่งที่ถูกหยิบยกมาวิจารณ์ก็คือ การที่ลูกฆ่าพ่อหรือบุพการี หรือผู้ใต้บังคับบัญชาฆ่าผู้บังคับบัญชานั้น มักถูกมองว่าเป็นการฆ่าผู้มีพระคุณต่อตน ซึ่งถือเป็นเรื่องของความอกตัญญู ยิ่งหากผู้ถูกฆ่าเป็นคนดีด้วยแล้ว ก็จะยิ่งสร้างความเสียหายให้แก่บ้านเมือง เพราะคนดีที่เป็นผู้ปกครองที่ดี (ผู้ถูกฆ่า) จะถูกแทนที่ด้วยผู้ปกครองที่เลว (ผู้ฆ่า)

อย่างไรก็ตาม การปรากฏเรื่องดังกล่าวในสมัยนั้นดูเหมือนจะเป็นเรื่องปกติธรรมดา และการกระทำ (ที่อกตัญญู) ดังกล่าวถูกกล่าวถึงในเชิงของข้อเท็จจริง ไม่มีข้อวิจารณ์หรือความเห็นใดๆ ที่จะบอกว่า การกระทำดังกล่าวเป็นเรื่องที่ไม่ดี หรือผิดศีลธรรม หรือเป็นเรื่องอกตัญญู จะบอกก็แต่ผลที่ได้เกิดขึ้นตามมาหลังจากนั้นว่าดีหรือร้ายอย่างไรเท่านั้น

การวิจารณ์การกระทำดังกล่าวมาเกิดขึ้นก็ในราว 2,500 ปีก่อน และผู้ที่วิจารณ์ก็คือผู้ที่มีการศึกษาสูงที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นบัณฑิตผู้ทรงคุณธรรม ที่ต่อมาจะได้รับการยกย่องให้เป็นปราชญ์ของสังคมจีน โดยผู้เป็นปราชญ์จะวิจารณ์ในทำนองว่า การที่รัฐนั้นรัฐนี้ล้มเหลวในเรื่องการปกครองนั้น ส่วนหนึ่งก็มาจากความอกตัญญูนี้เอง

เช่น ถ้ามีฐานะเป็นลูก แทนที่จะมีความกตัญญูต่อพ่อของตนซึ่งเป็นผู้ปกครอง ก็กลับฆ่าพ่อของตนด้วยความอกตัญญู จนทำให้การปกครองของรัฐนั้นประสบกับความล้มเหลว เป็นต้น

ความสำคัญของความกตัญญูจึงถูกปราชญ์จีนตราเอาไว้ตั้งแต่นั้นมา และเรื่องราวความกตัญญูก็ถูกสั่งสอนและเล่าขานเรื่อยมาเพื่อให้อนุชนรุ่นหลังได้ถือปฏิบัติ และถูกยกย่องเชิดชูจนเป็นคุณธรรมที่สูงเด่น การสั่งสอนหรือเล่าขานนี้มีทั้งที่เป็นเรื่องนามธรรมและรูปธรรม แต่ชาวจีนชอบที่เป็นเรื่องเล่าในเชิงรูปธรรมมากกว่า เพราะเป็นเรื่องที่เข้าใจและเข้าถึงได้ง่าย

เรื่องเล่าเกี่ยวกับความกตัญญูของจีนจึงมีอยู่มากมายหลายเรื่องและหลายรูปแบบ จนดูราวกับว่ามีให้เล่ากันไม่รู้จบ ในที่นี้จะขอยกเอาเรื่องหนึ่งมาเล่า ที่ยกเอาเรื่องนี้มาเล่าก็ด้วยเห็นว่าเป็นเรื่องที่ให้แง่คิดเรื่องความกตัญญูในมุมกลับอยู่ด้วย

เรื่องที่ว่านี้เป็นเรื่องของศิษย์คนหนึ่งของขงจื่อ (孔子) ที่มีชื่อว่า เจิงเซิน (曾參) เรื่องของเรื่องมีอยู่ว่า วันหนึ่งในขณะที่เจิงเซินกำลังถางวัชพืชอยู่นั้น ในจังหวะหนึ่งเขาได้ถางเอารากแตงเข้าไปด้วย เจิงซี (曾皙) ผู้เป็นบิดาเห็นเข้าก็โกรธเป็นที่ยิ่ง จึงคว้าเอาไม้ท่อนใหญ่ฟาดไปที่หลังของเขาจนสลบ เมื่อเขาฟื้นคืนสติอีกครั้งเขาจึงเข้าไปหาบิดาด้วยความดีใจแล้วกล่าวว่า เมื่อครู่ที่ตนทำผิดและบิดาได้ลงโทษด้วยการออกแรงเอาไม้ฟาดนั้น มิทราบว่าบิดาได้รับบาดเจ็บอันใดหรือไม่

เจิงเซินกล่าวเสร็จก็เดินเข้าห้องของตน แล้วก็ดีดกู่ฉินและขับลำนำให้บิดาได้ยินเพื่อที่จะสื่อกับบิดาว่า ตนยังแข็งแรงดีอยู่

ครั้นขงจื่อรู้เรื่องนี้เข้าก็โกรธและกล่าวกับลูกศิษย์ว่า หากแม้นเจิงเซินมาหาตนก็จงอย่าให้เข้ามา พอเจิงเซินรู้เรื่องนี้เข้าจึงฝากคนไปแจ้งแก่ขงจื่อว่า เรื่องที่เกิดขึ้นนี้ตนไม่ผิด

ขงจื่อจึงตอบกลับไปด้วยการยกเอาเรื่องหนึ่งขึ้นมาเล่าว่า นานมาแล้ว กู๋โส่ว (瞽叟) มีลูกชื่อว่า ซุ่น (舜) เมื่อซุ่นโตขึ้นและต้องรับใช้กู๋โส่ว เขาไม่เคยไม่อยู่ใกล้ เมื่อกู๋โส่วตามฆ่า เขาไม่เคยให้ต้องตามตัว เมื่อกู๋โส่วจะตีด้วยไม้เรียว เขาจะรอรับโทษ แต่เมื่อกู๋โส่วจะตีด้วยไม้ท่อนใหญ่ เขาจะหนีไป

แต่ที่เจิงเซินปฏิบัติต่อบิดาเช่นนี้เท่ากับยอมพลีกายให้ความโกรธของบิดา ถึงตายก็ไม่หลบหนี หากตายจริงก็จะทำให้บิดาเป็นคนไร้คุณธรรม ซึ่งมีความผิดเทียบเท่ากับความอกตัญญูของผู้เป็นลูก เช่นนี้แล้วยังจะมีพฤติกรรมใดที่ไร้ความกตัญญูได้ยิ่งกว่านี้อีก ยิ่งตัวของเจิงเซินมีฐานะเป็นราษฎรของกษัตริย์ด้วยแล้ว การฆ่าราษฎรของกษัตริย์จักต้องได้รับโทษประหาร

ความหมายของขงจื่อก็คือว่า เจิงซีจักต้องโทษประหารในฐานที่ฆ่าเจิงเซินผู้เป็นลูกของตนตาย และที่เจิงซานตายก็เพราะเขาไม่หนีในขณะที่บิดาตีด้วยท่อนไม้ใหญ่ ผิดกับซุ่นที่หนีเมื่อกู๋โส่วจะตีด้วยวิธีเดียวกัน หากเจิงเซินยอมให้บิดาตีจนตายแล้วก็จะทำให้บิดาต้องโทษประหารชีวิต ซึ่งจะเท่ากับเจิงเซินทำให้บิดาตาย พฤติกรรมที่คิดว่าตนเป็นลูกที่แสนจะกตัญญูของเจิงเซินดังกล่าว แท้จริงแล้วกลับคือ ความอกตัญญู

เมื่อเจิงเซินแจ้งในเหตุผลของขงจื่อแล้วก็สำนึกผิดและกล่าวว่า ความผิดของตนนั้นใหญ่หลวงนัก จากนั้นจึงเข้าไปสารภาพผิดกับขงจื่อ ขงจื่อจึงให้อภัย

เรื่องที่เล่ามานี้ทำให้เห็นว่า แม้สังคมจีนจะยกย่องเชิดชูความกตัญญูก็จริง แต่ก็มิได้ยกย่องเชิดชูอย่างสุดโต่งหรือไร้เหตุผล แท้จริงแล้วการแสดงความกตัญญูของบุคคลพึงตั้งอยู่บนพื้นฐานของความสมเหตุสมผล และความพอดีที่ไม่ล้นเกิน

หาไม่แล้วสิ่งที่คิดว่าเป็นความกตัญญูก็อาจกลายเป็นความอกตัญญูก็ได้


กำลังโหลดความคิดเห็น