xs
xsm
sm
md
lg

การจัดการน้ำท่วมหาดใหญ่ของรัฐบาลอนุทิน ภาพสะท้อนความล้มเหลวเชิงโครงสร้าง / Phichai Ratnatilaka Na Bhuket

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



"ปัญญาพลวัตร"
"ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต"

 เหตุการณ์น้ำท่วมหาดใหญ่ในช่วงปลายปี 2568 ได้กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่เปิดเผยธาตุแท้ของรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล ไม่ใช่เพียงในมิติของการจัดการภัยพิบัติ แต่รวมถึงโครงสร้างอำนาจและความสามารถในการบริหารประเทศในภาวะวิกฤต เสียงสะท้อนของประชาชนจากพื้นที่ประสบภัย กลายเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ชี้ให้เห็นว่าสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่เพียง “อุบัติเหตุทางธรรมชาติ” หรือ “ความผิดพลาดเชิงปฏิบัติการ” แต่เป็นความล้มเหลวทางสถาบันที่สะท้อนปัญหาโครงสร้างอำนาจของรัฐไทยอย่างชัดเจนที่สุดนับตั้งแต่รัฐบาลนี้เข้ารับตำแหน่ง


ความล้มเหลวขั้นพื้นฐานที่สุดของการจัดการน้ำท่วมหาดใหญ่คือการไม่มีหรืออาจมีแต่ไม่เห็นแผนปฏิบัติงานฉุกเฉิน (Incident Action Plan - IAP) ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญในการบริหารจัดการภัยพิบัติตามมาตรฐานสากล การไม่มีแผนรับมือสถานการณ์อย่างเป็นระบบ ไม่มีเอกสารจากศูนย์อำนวยการ ไม่มีการจัดสรรทรัพยากรพื้นฐาน และไม่มีการสื่อสารแบบ “หนึ่งคำสั่ง หนึ่งข่าวสาร” (one command, one message) ชี้ให้เห็นว่ารัฐไทยล้มเหลวในการปฏิบัติตามหลักการจัดการภัยพิบัติที่ประเทศพัฒนาแล้วใช้อย่างเป็นมาตรฐาน

ในระบบบัญชาการสถานการณ์ฉุกเฉิน (Incident Command System - ICS) ที่พัฒนาโดยประเทศสหรัฐอเมริกาและถูกนำมาใช้ทั่วโลก ศูนย์บัญชาการต้องออกคำสั่งเป็นลายลักษณ์อักษรอย่างชัดเจน ครอบคลุมทุกมิติของการจัดการภัยพิบัติ ตั้งแต่แผนอพยพ จุดตั้งศูนย์พักพิง การแพทย์ฉุกเฉิน การขนส่งผู้ป่วยติดเตียง การแจกจ่ายอาหารและน้ำ ไปจนถึงการรักษาความปลอดภัย แต่สิ่งเหล่านี้กลับไม่มีแม้แต่ “เงา” ในกรณีของหาดใหญ่ ข้อเท็จจริงที่ว่าชาวบ้านต้องปีนขึ้นหลังคาโดยไม่มีข้อมูลใด ๆ จากรัฐ แสดงให้เห็นว่ารัฐไม่เพียงแต่ช้าในการตอบสนอง แต่ยิ่งไปกว่านั้นคือ “ไม่รู้ว่าตัวเองต้องทำอะไร” ตั้งแต่แรก เคยมีการสรุปบทเรียนการรับมือสถานการณ์การวิกฤติในอดีต เช่น กรณีหมูป่า ดูเหมือนว่ารัฐไทยรู้จักแต่สรุปบทเรียน แต่กลับไม่นำบทเรียนมาใช้แต่อย่างใด

ความไร้ทิศทางนี้สะท้อนปัญหาโครงสร้างที่ลึกซึ้งกว่าความผิดพลาดเฉพาะหน้า เปิดเผยให้เห็นว่าระบบราชการไทยถูกออกแบบมาเพื่อทำงานในสภาวะปกติ โดยอาศัยกระบวนการอนุมัติที่ยาวนาน การขอคำสั่งจากส่วนกลาง และการหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบ แต่เมื่อเผชิญกับสถานการณ์ฉุกเฉินที่ต้องการการตัดสินใจรวดเร็วและการรับผิดชอบที่ชัดเจน ระบบนี้ก็ล่มสลายทันที สิ่งที่เหลืออยู่คือเพียงโครงสร้างอำนาจที่กลวงเปล่า มีแต่ชื่อและตำแหน่ง แต่ไร้ประสิทธิภาพในการปฏิบัติการจริง

 สิ่งที่น่าสังเกตคือ มีการลงไปพื้นที่ของนายอนุทิน นายกรัฐมนตรีตั้งแต่วันที่ 22 พฤศจิกายน 2568 และลงไปอีกครั้งในวันถัดมา พร้อมกับ “ผัดข้าว” โชว์สื่อ และมีการประกาศว่ามีศูนย์อำนวยการช่วยเหลือ แต่กลับไม่มีแผนปฏิบัติที่ชัดเจน ปล่อยให้ทีมช่วยเหลือกระทำไปตามมีตามเกิด อพยพคนได้แค่หลักพัน จากคนจำนวนหลักแสน เป็นการชี้ให้เห็นปรากฏการณ์สำคัญของรัฐบาลอนุทิน นั่นคือการจัดการแบบ “รัฐประชาสัมพันธ์ (PR-state) ที่ให้ความสำคัญกับ “ภาพในสื่อ” มากกว่า “ผลลัพธ์ของปฏิบัติการ”

ศูนย์อำนวยการถูกจัดตั้งขึ้นและแบ่งออกเป็นสามส่วนด้วยกัน คือ ศูนย์บริหารจัดการน้ำภัยพิบัติ (ศนภ.) มีนายธรรมนัส พรหมเผ่า เป็นผู้อำนวยการศูนย์ ต่อมามีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินและจัดตั้ง “ศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินอุทกภัยส่วนหน้า หรือ ศป.กฉ.ส่วนหน้า” มีพล.อ.อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผบ.ทสส. เป็นผู้รับผิดชอบแก้ไขสถานการณ์ และ ยังตั้ง นายภราดร ปริศนานันทกุล เป็น ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินอุทกภัย (ศปกฉ.) การจัดตั้งหน่วยงานเหล่านี้เพื่อสร้างการรับรู้ว่ารัฐกำลังดำเนินการ แต่ในความเป็นจริงคือ ผ่านมาหล่ายวันแล้วยังไม่มีการสื่อสารออกมาเลยว่าศูนย์เหล่านี้มีแผนปฏิบัติการใดบ้างที่เป็นรูปธรรม มีการประสานงานกันอย่างไร และที่สำคัญที่สุดคือยังไม่มีเอกสารแผนที่สามารถนำไปใช้ปฏิบัติการในพื้นที่ได้

รูปแบบการทำงานแบบนี้สะท้อนถึงธรรมชาติของรัฐบาลอนุทินที่มุ่งเน้น “การจัดการการรับรู้” (perception management) มากกว่า “การจัดการภาวะวิกฤต (crisis management) การที่ศูนย์อำนวยการทำงานแบบแถลงข่าวมากกว่าบัญชาการภาคสนาม ทำให้เจ้าหน้าที่ในพื้นที่ไม่ได้รับคำสั่งที่ชัดเจน การช่วยเหลือจึงแตกกระจายและไม่มีประสิทธิภาพ ในขณะที่คนติดอยู่บนหลังคารอความช่วยเหลือ รัฐบาลกลับยุ่งอยู่กับการสร้างภาพลักษณ์ว่ากำลังดำเนินการอย่างเต็มที่

นี่คือภาพแสดงของการล้มเหลวแบบคลาสสิค (classic failure) ของรัฐรวมศูนย์ที่สั่งงานแบบแนวดิ่ง แต่ไม่สร้างโครงสร้างสนับสนุนแนวราบ ระบบการสื่อสารทำงานเพียงทิศทางเดียวจากบนลงล่าง โดยมุ่งเน้นการประกาศและการสร้างภาพ แต่ขาดช่องทางการรายงานผลและการปรับแผนตามสถานการณ์จริง การที่ไม่มีการสื่อสารแบบสองทางทำให้ศูนย์บัญชาการไม่รับรู้ปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในพื้นที่ และไม่สามารถปรับแผนให้สอดคล้องกับความต้องการของประชาชนที่ประสบภัย

สิ่งที่น่าสนใจคือรัฐบาลอนุทินซึ่งอ้างว่ามีฐานอำนาจที่แข็งแกร่งในภูมิภาคและมีเครือข่ายท้องถิ่นที่กว้างขวาง กลับไม่สามารถใช้ประโยชน์จากเครือข่ายเหล่านี้ในการจัดการภัยพิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพ นี่อาจเป็นเพราะเครือข่ายเหล่านี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ทางการเมือง ไม่ใช่เพื่อการบริหารจัดการในภาวะวิกฤต ระบบอุปถัมภ์และการเมืองแบบบ้านใหญ่อาจมีประสิทธิภาพในการเคลื่อนไหวทางการเมืองในสภาวะปกติ แต่กลับไร้ประโยชน์เมื่อต้องเผชิญกับภัยพิบัติที่ต้องการการตอบสนองที่รวดเร็ว เป็นระบบ และโปร่งใส

 ปัญหาที่ชัดเจนอีกประการคือ การอพยพประชาชนจากพื้นที่น้ำท่วม มีการประกาศให้ประชาชนอพยพ ก่อนเพียงไม่กี่ชั่วโมงที่น้ำทะลักและท่วมเข้าเมืองจนมิด ทำให้มีคนส่วนน้อยเท่านั้นที่หนีตายได้ทัน แต่คนนับแสนต้องติดอยู่ในกระแสน้ำที่เชี่ยวกราก ยิ่งกว่านั้นไม่มีการเตรียมการช่วยเหลือในการอพยพใด ๆ ทั้งสิ้นปล่อยให้ประชาชนช่วยเหลือตนเองตามยถากรรม ไม่มีการบอกจุดหมายของการอพยพ ไม่มีการบอกเส้นทางปลอดภัย ไม่มีพาหนะที่จะมาช่วยขนย้ายผู้คน การอพยพที่ไม่มีการเตรียมการที่เพียงพอคือการบังคับให้ประชาชนเลือกระหว่างความตายจากน้ำท่วมกับความทุกข์ยากจากการไร้ที่พึ่ง แต่สิ่งที่เป็นเรื่องตลกร้ายและไร้ความรับผิดชอบยิ่งกว่าคือ คนที่ถูกตั้งเป็นผู้อำนวยการ ศนภ. กลับโทษประชาชนว่า สั่งให้อพยพแล้ว แต่ไม่ยอมไป เพราะห่วงทรัพย์สิน คำถามคือ ใครจะไปทันเล่า ไปที่ไหน และไปอย่างไร

การอพยพที่มีประสิทธิภาพไม่ใช่สักแต่ประกาศให้อพยพอย่างไร้ความรับผิดชอบ แต่รัฐต้องมีการเตรียมการอย่างรอบด้าน ตั้งแต่จุดพักพิง พาหนะขนย้าย อาหาร น้ำ ที่นอน แพทย์ ระบบคุ้มครองผู้หญิงและเด็ก ไปจนถึงระบบคุ้มครองทรัพย์สิน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับตรงกันข้าม ผู้คนส่วนใหญ่ต้องเดินทางไปเอง โรงเรียนและวัดถูกใช้เป็นที่พักพิงแบบชั่วคราว โดยไม่มีการเตรียมการล่วงหน้า อาหารและน้ำไม่เพียงพอ ไม่มีระบบรักษาความปลอดภัย และที่สำคัญที่สุดคือไม่มีหน่วยงานใดรับผิดชอบชัดเจน นี่ไม่ใช่เพียง “ขาดการประสานงาน” แต่คือการที่ “ไม่มีใครเป็นเจ้าภาพตั้งแต่ต้น”

ความล้มเหลวนี้สะท้อนให้เห็นว่ารัฐไทยมองประชาชนเป็น “ผู้รับ” มากกว่า “พลเมืองที่มีสิทธิ” การอพยพจึงถูกมองเป็นคำสั่งที่ต้องปฏิบัติตาม ไม่ใช่บริการสาธารณะที่รัฐต้องจัดหาให้อย่างมีคุณภาพ แนวคิดนี้ทำให้รัฐไม่คิดว่าตัวเองมีหน้าที่ต้องดูแลประชาชนที่อพยพอย่างครบถ้วน แต่คิดว่าเพียงแค่สั่งให้อพยพก็เป็นการทำหน้าที่เสร็จสิ้นแล้ว ผลที่ตามมาคือประชาชนที่อพยพต้องเผชิญกับความทุกข์ยากซ้ำซ้อน ทั้งจากภัยพิบัติและจากความล้มเหลวของรัฐในการดูแลพวกเขา

 ความล้มเหลวในการจัดการน้ำท่วมหาดใหญ่ไม่ได้เกิดจากความผิดพลาดของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่เป็นผลมาจากโครงสร้างอำนาจของรัฐบาลอนุทินที่ตั้งอยู่บนฐานของระบบบ้านใหญ่และการควบคุมราชการส่วนภูมิภาค โมเดลนี้อาศัยระบบผู้ว่าฯ แต่งตั้ง การเมืองแบบเส้นสายท้องถิ่น และความสามารถในการ “จัดงาน-จัดงบ” มากกว่า “บริหารวิกฤต” ระบบแบบนี้อาจมีประสิทธิภาพในการรักษาอำนาจทางการเมือง แต่กลับไม่สามารถรับมือกับภัยพิบัติขนาดใหญ่ได้เลย

ปัญหาสำคัญของโมเดลนี้คือมันสร้างสิ่งที่เรียกว่า “รัฐรวมศูนย์ที่อ่อนแอ” (weak centralization) ซึ่งแย่กว่ารัฐรวมศูนย์แบบแข็งแรงด้วยซ้ำ เพราะมันผูกอำนาจไว้กับส่วนกลาง แต่ส่วนกลางกลับไม่มีความสามารถหรือทรัพยากรที่จะจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในขณะเดียวกัน ท้องถิ่นก็ถูกทำให้พึ่งพาตัวเองแบบไม่มีทรัพยากร ไม่มีอำนาจในการตัดสินใจ และไม่มีงบประมาณที่เพียงพอ ผลคือเมื่อเกิดภัยพิบัติ ส่วนกลางสั่งงานแบบ PR ราชการไม่กล้าตัดสินใจ นักการเมืองท้องถิ่นต้องพยายามแก้ปัญหาด้วยตัวเอง และในที่สุดชาวบ้านก็ถูกทิ้งไว้โดยปราศจากความช่วยเหลือที่มีประสิทธิภาพ


น้ำท่วมหาดใหญ่ไม่ใช่เพียงวิกฤตธรรมชาติ แต่เป็น “จุดแตกของความชอบธรรมทางการเมือง” ของรัฐบาลอนุทิน ความล้มเหลวในการจัดการน้ำท่วมจึงไม่ใช่เพียงเหตุการณ์เดี่ยว แต่เป็นหลักฐานที่ชัดเจนว่ารัฐบาลที่อ้างว่า “มืออาชีพและบริหารได้” กลับล้มเหลวอย่างหนักเมื่อเจอเหตุการณ์ที่วัดความสามารถจริง

สิ่งที่น่าสนใจคือความล้มเหลวนี้เกิดขึ้นในพื้นที่ภาคใต้ซึ่งเป็นฐานเสียงสำคัญของพรรคภูมิใจไทย การที่รัฐบาลไม่สามารถดูแลประชาชนในพื้นที่ที่ตนมีฐานอำนาจได้ดี ย่อมส่งสัญญาณที่แย่มากต่อความสามารถในการบริหารประเทศในพื้นที่อื่น ๆ นี่คือสัญลักษณ์ทางการเมืองที่ชัดเจนที่สุดว่ารัฐบาลอนุทินไม่สามารถรับมือวิกฤตระดับประเทศ เป็นสัญญาณว่าประชาชนจะต้องมองหาทางเลือกอื่นที่สามารถบริหารประเทศได้ดีกว่า

เหตุการณ์น้ำท่วมหาดใหญ่สะท้อนสามมิติของอำนาจในรัฐไทยหลายประการ ประการแรกคือ อำนาจเชิงสัญลักษณ์ ที่รัฐบาลอนุทินใช้คำสั่ง คำประกาศ และคำว่า “ศูนย์อำนวยการ” เพื่อสร้างภาพลักษณ์ว่ากำลังดำเนินการ แต่เนื้อหากลับเป็นสุญญากาศ ไม่มีแผน ไม่มีข้อมูล และไม่มีการปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม ประการที่สองคืออำนาจเชิงบริหารที่กลวงเปล่า (hollow administrative power) ที่ราชการไทยทำงานได้เฉพาะในสภาวะปกติ แต่พอภัยพิบัติมาระบบก็ล่มทันที เพราะถูกออกแบบมาเพื่อ “ควบคุมประชาชน” มากกว่า “ปกป้องประชาชน”

ประการสุดท้ายและสำคัญที่สุดคือความรุนแรงเชิงโครงสร้าง (structural violence) ที่ประชาชนผู้เผชิญชะตากรรมติดอยู่กลางน้ำที่ลึกและเชี่ยวกรากส่งเสียงร้องขอความช่วยเหลือทั้งเมืองที่ดังไปทั่วโลก จำนวนมากต้องสูญเสียชีวิต จำนวนมากต้องน้ำและอดอาหาร และจำนวนมากที่สิ้นหวัง เหล่านี้คือผลลัพธ์โดยตรงของนโยบายผิด แผนล้มเหลว การสื่อสารไร้ทิศทาง การเมืองแบบภาพลักษณ์ และระบบราชการรวมศูนย์ที่ไร้ประสิทธิภาพ นี่ไม่ใช่ “ภัยธรรมชาติ” แต่เป็น “ภัยรัฐไทย” ที่สร้างความทุกข์ยากให้กับประชาชนผ่านโครงสร้างอำนาจที่บกพร่อง การวิเคราะห์นี้ชี้ให้เห็นว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตัวบุคคล แต่อยู่ที่ระบบและโครงสร้างอำนาจที่ต้องได้รับการปฏิรูปอย่างจริงจัง

เพื่อป้องกันไม่ให้เหตุการณ์ที่น่าเศร้าเช่นนี้เกิดขึ้นซ้ำ รัฐไทยจำเป็นต้องปฏิรูประบบการจัดการภัยพิบัติอย่างเป็นระบบ เริ่มจากการนำระบบ Incident Command System (ICS) ตามมาตรฐาน FEMA มาใช้อย่างจริงจัง โดยกำหนดบทบาท แผน ข้อสั่งการ และโครงสร้างบัญชาการที่ชัดเจน ทุกหน่วยงานต้องรู้ว่าตนมีหน้าที่อะไร ต้องประสานงานกับใคร และต้องรายงานผลอย่างไร ระบบนี้ต้องถูกฝึกซ้อมอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้พร้อมใช้งานเมื่อเกิดเหตุการณ์จริง

นอกจากนี้ ต้องมีการถ่ายโอนอำนาจจัดการภัยพิบัติให้ท้องถิ่นอย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงปล่อยให้ท้องถิ่น “แก้เอง” แบบไม่มีทรัพยากร แต่ต้องให้อำนาจจริง งบประมาณจริง และบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถจริง ท้องถิ่นที่เข้าใจพื้นที่ดีกว่าส่วนกลาง ท้องถิ่นควรมีอำนาจในการตัดสินใจและดำเนินการได้ทันที โดยมีส่วนกลางเป็นผู้สนับสนุนทรัพยากรและประสานงานระหว่างพื้นที่ ควรจัดตั้งศูนย์ข้อมูลวิกฤตแบบ real-time ที่สามารถติดตามสถานการณ์และจัดสรรทรัพยากรได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ใช่อาศัยการโพสต์บน Facebook และที่สำคัญที่สุดคือต้องหยุดการสั่งงานแบบ PR และเปลี่ยนเป็น command-and-control แบบมืออาชีพที่เน้นผลลัพธ์จริงมากกว่าภาพลักษณ์

การจัดการน้ำท่วมหาดใหญ่ครั้งนี้ไม่ใช่แค่ความผิดพลาดเฉพาะหน้า แต่คือการเปิดโปง “แก่นแท้” ของรูปแบบการปกครองภายใต้เครือข่ายบ้านใหญ่ของนายอนุทินอย่างถึงราก ซึ่งเป็นรูปแบบที่ไร้ความสามารถในการตัดสินใจเชิงวิกฤต ขาดความรู้เรื่องแผนรับมือภัยพิบัติ ไม่มีระบบจัดการ ไม่มีการประสานงาน ไม่มีโครงสร้างคำสั่งที่ชัดเจน ไม่เข้าใจภูมิศาสตร์ของพื้นที่ และมีเพียงคำประกาศพร้อมภาพลักษณ์สวยงามที่ผลิตเพื่อลงในสื่อสังคมมากกว่าผลลัพธ์ในพื้นที่จริง

 วิกฤตครั้งนี้บอกเล่า “ความจริงของรัฐไทย” ได้ดีกว่างานวิจัยหลายเล่ม ชี้ให้เห็นว่าการเมืองแบบบ้านใหญ่และระบบราชการไทยยังคงทำงานบนพื้นฐานของการควบคุมมากกว่าการดูแล บนพื้นฐานของกากรจัดการภาพลักษณ์มากกว่าประสิทธิภาพ และบนพื้นฐานของการหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบมากกว่าการเรียนรู้จากความผิดพลาด หากไม่มีการปฏิรูปโครงสร้างอำนาจและระบบการจัดการภัยพิบัติอย่างจริงจัง โศกนาฏกรรมแบบเดิมย่อมเกิดซ้ำทุกครั้งที่ภัยพิบัติใหม่มาเยือน เพราะปัญหาไม่ได้อยู่ที่ธรรมชาติ แต่อยู่ที่รัฐที่ยังไม่พร้อมจะทำหน้าที่ของตนเองอย่างแท้จริง


กำลังโหลดความคิดเห็น