xs
xsm
sm
md
lg

ผู้จัดการสุดสัปดาห์

x

ไทยปิดประตูตายแรงงานกัมพูชา “พ่อ-ลูก ตระกูลฮุน” ทุบศก.ทรุด “ชาวเหมนรากหญ้า”ตายหยังเขียด!

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ผู้จัดการสุดสัปดาห์ -  การระงับต่ออายุแรงงานกัมพูชาหลังทหารไทยสูญเสีย “ขาที่ 7” ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อเศรษฐกิจและสังคมกัมพูชา ขณะที่ฝั่งไทยเองซึ่งถึงฤดูกาลต้องการ “แรงงานตัดอ้อย” ก็คงโกลาหลไม่น้อยเช่นกัน

คำสั่งของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่ชะลอการลงนามในร่างประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่องการอนุญาตให้คนต่างด้าว สัญชาติกัมพูชา อยู่ในราชอาณาจักรเป็นกรณีพิเศษ ตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2568 ซึ่งเสนอในสมัยรัฐบาลชุดก่อน โดยให้เหตุผลว่าจำเป็นต้องตรวจสอบข้อมูลให้รอบด้าน และดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด เท่ากับเป็นการสะบั้นสัมพันธ์การพึ่งพาแรงงานกัมพูชาอย่างสิ้นเชิง

ทั้งนี้ หลังจากความขัดแย้งชายแดนไทย - กัมพูชา ปะทุขึ้นเมื่อปลายเดือนกรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา แรงงานกัมพูชาได้หลั่งไหลกลับประเทศ เพราะคำขู่จากรัฐบาลกัมพูชาว่าจะถอนสัญชาติ รวมถึงการปั่นกระแสความเกลียดชังระหว่างคนสองชาติ แต่มีแรงงานกัมพูชาจำนวนหนึ่งที่เลือกอยู่ทำงานในไทยต่อ และรัฐบาลชุดก่อนผ่อนผันให้ตามมติครม.ดังกล่าว

คล้อยหลัง “นายกฯ หนู” ประกาศชัด กระทรวงแรงงาน ได้ตรวจสอบข้อมูล พบว่า มีแรงงานสัญชาติกัมพูชาเกือบหนึ่งแสนคนที่ใบอนุญาตทำงานสิ้นสุดลงตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2568 และไม่สามารถยืนยันตัวตนหรือที่อยู่ได้อย่างชัดเจน ดังนั้นหากอนุญาตให้อยู่ต่อโดยไม่ผ่านการตรวจสอบ อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคง รวมถึงปัญหาการลักลอบเข้าเมืองหรืออาชญากรรมข้ามชาติ กระทรวงแรงงานและกระทรวงมหาดไทย จึงจะร่วมกันทบทวนตรวจสอบรายละเอียดเรื่องนี้กันใหม่

สำหรับมติ ครม. เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2568 มีสาระสำคัญคือการผ่อนผันให้แรงงานต่างด้าว สัญชาติกัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม ที่ใบอนุญาตทำงานหมดอายุ สามารถอยู่และทำงานต่อได้ชั่วคราวเป็นเวลา 1 ปี เพื่อบรรเทาปัญหาการขาดแคลนแรงงาน แต่ยังต้องได้รับการลงนามในประกาศคำสั่ง โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เสียก่อนจึงจะมีผลบังคับใช้

ไม่เพียงแต่ไม่อนุโลมให้แรงงานที่ใบอนุญาตหมดอายุทำงานต่อไปได้ กระทรวงแรงงาน ยังออกมาตรการไม่ต่ออายุทำงาน และหยุดการขึ้นทะเบียนแรงงานกัมพูชาใหม่อีกด้วย นั่นหมายถึงการปิดประตูตายสำหรับแรงงานกัมพูชาในทุกมิติ

 นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน แถลงหลังมีสถานการณ์ความไม่สงบพื้นที่ชายแดนไทย - กัมพูชา ปะทุขึ้นอีกครั้ง ว่าทางกระทรวงฯมีแนวปฏิบัติให้ลงทะเบียนแรงงาน 3 สัญชาติ คือ เวียดนาม ลาว เมียนมา ส่วนแรงงานกัมพูชา มีคำสั่งให้ชะลอออกไปโดยไม่มีกำหนด

ส่วนอนาคตหากสถานการณ์ระหว่างไทย-กัมพูชาไม่ดีขึ้น จะมีการปิดตายไม่อนุญาตให้แรงงานกัมพูชาเข้ามาทำงานในไทยแล้วหรือไม่นั้น นางสาวตรีนุช ย้ำว่าเป็นเรื่องของอนาคต ยังไม่ได้มองไปไกลถึงจุดนั้น อาจจะคุยกันได้และดีในเร็ววันก็ได้

“กระทรวงแรงงานไม่ได้ทอดทิ้งแรงงานกัมพูชา แต่เราเข้าใจถึงปัญหา และสิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ซึ่งเราต้องหากลไกและมาตรการที่เหมาะสม” น.ส.ตรีนุช กล่าว

 นอกจากนี้ กรมการจัดหางาน ยังเร่งสำรวจข้อมูลแรงงานสัญชาติกัมพูชาในประเทศไทยใหม่ จากฐานข้อมูลล่าสุดเมื่อวันที่ 25 กันยายน 2568 จำนวนแรงงานต่างด้าวที่ได้รับอนุญาตให้ทำงานในราชอาณาจักรไทย มีทั้งสิ้น 3.7 ล้านคน เป็นแรงงานกัมพูชา ประมาณ 450,000 คน และเป็นกลุ่มแรงงานนอกระบบทั้งลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมาย และแรงงานที่ใบอนุญาตทำงานหมดอายุอีกประมาณ 100,000 คน โดยขณะนี้ได้เร่งสำรวจจำนวนแรงงานกัมพูชาในทุกพื้นที่ โดยจังหวัดขนาดเล็กจะดำเนินการได้เร็วกว่า ส่วนจังหวัดที่มีสถานประกอบการหนาแน่นอาจใช้เวลามากขึ้น แต่ยืนยันจะเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จโดยเร็วที่สุด 


สำหรับนายจ้างที่มีแรงงานกัมพูชาอยู่ในระบบสามารถจ้างงานต่อได้ ส่วนแรงงานกัมพูชาที่ใบอนุญาตการทำงานหมดอายุ หรือรอขึ้นทะเบียน ยังไม่มีนโยบายการกวาดล้างหรือจับกุม ต้องรอหลังการสำรวจข้อมูล จึงจะประเมินแนวปฏิบัติอีกครั้ง

ส่วนการป้องกันปัญหาขาดแคลนแรงงาน นอกจากจะเร่งรัดเปิดลงทะเบียนแรงงานต่างด้าว 3 สัญชาติ คือ เวียดนาม ลาว พม่า แล้ว ยังมีกลุ่มแรงงานเมียนมาจากศูนย์พักพิงอีกประมาณ 40,000 คน และเร่งจัดหาแรงงานตามที่ได้ทำเอ็มโอยูกับศรีลังกา และบังคลาเทศ แรงงานที่เข้ามาทดแทนอาจมีทักษะไม่ตรงกัน แต่ด้วยมิติด้านความมั่นคง และความกังวลของประชาชน จึงเป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องทบทวนอย่างรอบคอบ

ถึงแม้กระทรวงแรงงาน จะคาดการณ์ว่าน่าจะมีแรงงานต่างด้าวเพียงพอ ไม่ขาดแคลน แต่นางสาวตรีนุช ก็ยอมรับว่า การขาดแรงงานกัมพูชา ส่งผลกระทบในบางภาคส่วน เช่น ภาคเกษตร การตัดอ้อย เก็บลำไย รวมทั้งภาคการก่อสร้าง

 “.... ยอมรับว่าภาคเกษตรของไทยอาจได้รับผลกระทบบ้าง เนื่องจากส่วนใหญ่ใช้แรงงานกัมพูชา...” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าว 

แน่นอน เมื่อความต้องการใช้แรงงานกัมพูชาในไทยยังคงมีอยู่ และแรงงานกัมพูชาที่กลับประเทศไปแล้ว หางานทำไม่ได้ ต้องแบกค่าครองชีพ ภาระหนี้สิน ทำมาหากินในประเทศลำบากก็ลักลอบกลับเข้ามาทำงานในประเทศไทย ดังที่ปรากฏข่าวคราวมีการไล่จับกันแทบทุกวัน ขณะที่แรงงานกัมพูชาในไทยที่ใบอนุญาตทำงานหมดอายุ ทั้งผู้ประกอบการและแรงงานกัมพูชา ต้อง  “จ่ายส่วย” รอบวง เพื่อให้การลักลอบทำงานต่อในไทยไม่เป็นปัญหา

ประเด็นการจ่ายส่วยรอบวงเป็นเรื่องที่รู้กันดีในแวดวงผู้ใช้แรงงานต่างด้าว ดังนั้น ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อจึงไม่น่าแปลกประหลาดใจที่นางสาวตรีนุช จะทำทีขึงขังลั่นจัดการเด็ดขาดกับพวกรับส่วย รีดหัวคิวแรงงานกัมพูชาที่เข้ามาทำงานในไทยอย่างผิดกฎหมาย

“...ยืนยันว่าจะไม่ปล่อยปละละเลย และจะดำเนินการอย่างเด็ดขาด...” นางสาวตรีนุช กล่าว

กองเศรษฐกิจการแรงงาน สำนักงานปลัดกระทรวงแรงงาน เผยแพร่รายงานสถานการณ์เศรษฐกิจแรงงานและการเคลื่อนย้ายแรงงานระหว่างประเทศ ไตรมาส 3/2568 (ก.ค. – ก.ย. 2568) ชี้ว่า เศรษฐกิจไทยพึ่งพาแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะ CLM (กัมพูชา ลาว และเมียนมา) ข้อมูล ณ เดือนสิงหาคม 2568 ระบุว่ามีแรงงานข้ามชาติที่ได้รับอนุญาตทำงานรวม 4.04 ล้านคน ซึ่ง 3.75 ล้านคน มาจากกลุ่ม CLM

สำหรับแรงงานกัมพูชา ข้อมูลเดือนสิงหาคม 2568 มีแรงงานที่ได้รับอนุญาตทำงานประมาณ 490,624 คน คิดเป็นร้อยละ 12.15 ของแรงงานข้ามชาติทั้งหมด โดยตลอดช่วงปี 2567-2568 แรงงานกัมพูชาในไทยเปลี่ยนแปลงตามจังหวะเศรษฐกิจและฤดูกาลแรงงาน โดยมีจำนวนสูงสุดกว่า 510,000 คนในช่วงเดือนเมษายนถึงพฤษภาคม 2568 ก่อนจะลดลงเล็กน้อยเหลือประมาณ 490,000 คน ในช่วงกลางปี 2568

แรงงานกัมพูชาส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในภาคกลาง ร้อยละ 46.32 รองลงมาคือปริมณฑล ร้อยละ 26.21 และกรุงเทพมหานคร ร้อยละ 21.53 เนื่องจากภาคกลางเป็นพื้นที่เกษตรกรรมขนาดใหญ่และฐานการผลิตอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้น ส่วนกรุงเทพฯ และปริมณฑลมีความต้องการแรงงานในภาคบริการ การก่อสร้าง และงานใช้แรงงานทั่วไป ขณะที่แรงงานไป-กลับตามฤดูกาลจะอยู่ในจังหวัดจันทบุรีและสระแก้ว เป็นส่วนใหญ่

 เมื่อพิจารณาตามประเภทอุตสาหกรรม แรงงานกัมพูชามีมากที่สุดในภาคก่อสร้าง กว่า 176,408 คน รองลงมาคือภาคการผลิต กว่า 104,269 คน และภาคเกษตรกรรม ปศุสัตว์ และการป่าไม้ กว่า 60,850 คน รวมทั้งขนส่ง คมนาคม การขายส่งขายปลีก ซ่อมยานยนต์ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของแรงงานกลุ่มนี้ในหลากหลายภาคส่วนของเศรษฐกิจไทย เมื่อเกิดความตึงเครียดตามแนวชายแดนจึงกระทบต่อภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมที่พึ่งพาแรงงานกัมพูชาเป็นหลัก โดยเฉพาะภาคเกษตรและก่อสร้างอย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น 

มาดูฝั่งกัมพูชากันบ้าง ศูนย์ข้อมูลข่าวสาร สาลิกา https://www.salika.co อ้างอิงรายงาน The Diplomat ซึ่งระบุว่า การปิดพรมแดนไทย - กัมพูชา ส่งผลให้แรงงานกัมพูชากว่า 1.2 ล้านคน ที่เคยทำงานในไทยต้องอพยพกลับประเทศ โดยในช่วงวันที่ 24 กรกฎาคม – 31 สิงหาคม 2568 มีแรงงานกว่า 786,899 คน เดินทางกลับผ่านด่านปอยเปต และยังมีอีกจำนวนมากที่กลับมาโดยไม่มีการรายงานทางการ

แรงงานเหล่านี้คือเส้นเลือดเศรษฐกิจของครัวเรือนกัมพูชา เพราะเงินโอนกลับจากต่างประเทศ มีมูลค่าสูงถึง 2.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2024 หรือคิดเป็น 6.1% ของจีดีพีประเทศ เมื่อรายได้จากแรงงานหายไป ตลาดแรงงานในประเทศจึงล้นโดยเพิ่มขึ้นถึง 8% ภายในเวลาอันสั้น ส่งผลให้ค่าจ้างลดลง และกำลังซื้อในชนบททรุดตัว

สอดคล้องกับรายงานสถาบันทรัพยากรการพัฒนากัมพูชา (CDRI) อ้างอิงตัวเลขแรงงานกัมพูชาชุดก่อนที่เดินทางกลับมาราว 9.1 แสนคน ในช่วงเกิดการปะทะเมื่อเดือนกรกฎาคม 2568 ตัวเลขนี้ มีการคาดการณ์ว่าจะส่งผลต่อความยากจนในครัวเรือนกัมพูชาอาจเพิ่มสูงขึ้นจากเดิม 30% เพิ่มขึ้นเป็น 50% ภายในสิ้นปี 2025

CDRI ระบุว่า มีชาวกัมพูชาเดินทางกลับประเทศมากถึง 9.1 แสนคน ช่วงไตรมาสที่ 3/2025 แต่มีงานทำในประเทศเพียง 21% (งานทำใหม่) ตกงาน 79% หรือคิดเป็นตัวเลขราว 7 แสนคน ซึ่งก่อนหน้านี้พวกเขาเคยมีงานทำในไทย และมีรายได้จากการค้าขายชายแดน ขับรถรับส่ง รับจ้างทั่วไป ขายอาหาร รวมธุรกิจโรงแรมและกาสิโน ฯลฯ แล้วส่งเงินกลับมาจุนเจือครอบครัว แต่ตอนนี้รายได้พวกเขากลายเป็นศูนย์ มีการกู้หนี้ยืมสิน แรงงานจำนวนมากหวนกลับไปทำการเกษตร ซึ่งทำให้สินค้าเกษตรล้นตลาดและมีราคาถูกลง

ความขัดแย้งแนวชายแดนไทย - กัมพูชา ที่ปะทุขึ้น และนำไปสู่การปิดด่านพรมแดน แรงงานต้องคืนถิ่น ได้กลายเป็นชนวนวิกฤต ไม่เพียงเขย่าเศรษฐกิจและสังคมครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายปีของกัมพูชา หากแต่ยังสั่นคลอนชีวิตของผู้คนขาวกัมพูชาระดับรากหญ้าอีกด้วย

 กล่าวได้ว่า เวลานี้เศรษฐกิจกัมพูชากำลังพังทลายลงทีละภาคส่วน นับจากการค้าขายตามแนวพรมแดนไทย - กัมพูชา ซึ่งมีมูลค่าการค้ารวมระหว่างสองประเทศในปี 2024 สูงถึง 10,450 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ที่หยุดชะงักชั่วข้ามคืนหลังปิดพรมแดน

ขณะที่ซัพพลายเชนค้าส่งค้าปลีกในกัมพูชาที่นำเข้าสินค้าจำเป็นจากไทยมากถึง 45% ของสินค้าบนชั้นวางซุปเปอร์มาร์เก็ต และ 27% ของอาหารทั้งหมดหยุดชะงักเช่นกัน รวมถึงห่วงโซ่การผลิตและนำเข้ารถยนต์และชิ้นส่วนของบริษัทข้ามชาติ เช่น ฮอนด้า ที่ตั้งอยู่สองฝั่งชายแดนถูกสั่นคลอน ทำลายความเชื่อมั่นของนักลงทุนในภูมิภาคอินโดจีน 

ส่วนภาคเกษตรในกัมพูชา เดิมมีไทยเป็นคู่ค้าหลักต้องหันไปขายสินค้าให้เวียดนามแทน และถูกกดราคาลงถึง 20-30% จากที่เคยขายให้ไทย กัมพูชาต้องหันหน้าพึ่งเวียดนามเพิ่มมากขึ้น โดยกว่า 63% ของสินค้าเกษตรกัมพูชาส่งออกไปเวียดนาม และตลาดปุ๋ยกัมพูชาถูกเวียดนามยึดครองกว่า 50% หลังขาดปุ๋ยจากไทยที่เคยครองส่วนแบ่งตลาด 25% เมื่อราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ต้นทุนสูงขึ้น เกษตรกรในจังหวัดชายแดน เช่น บันเตียเมียนเจย และอุดรมีชัย มีปัญหาหนี้สินพุ่งเฉลี่ย 45-50% ของรายได้ครัวเรือน

สำหรับภาคท่องเที่ยวก็ทรุดตัวเช่นกัน เนื่องจากไทยเป็นตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติรายใหญ่สุดของกัมพูชา และยังเป็นจุดเชื่อมสำคัญ การปิดชายแดนและความสัมพันธ์อันร้าวฉาน ทำให้นักท่องเที่ยวจากไทยไปกัมพูชาหดหายเกือบหมดสิ้น ส่งผลกระทบต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ ทั้งธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร ธุรกิจบริการอื่น ๆ

 การจุดชนวนและขยายความขัดแย้งกับไทยของ “พ่อ-ลูกตระกูลฮุน” ผู้นำกัมพูชา ไม่ต่างอะไรกันกับบ่อนทำลายเศรษฐกิจและสังคมกัมพูชาเอง รอเพียงเวลาพังทลายทั้งองคาพยพในอีกไม่ช้าไม่นาน