ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - น้ำท่วมปีนี้อยู่ในสถานการณ์ที่เรียกว่าสุดจะทน โดยเฉพาะชาวอยุธยา ซึ่งรับบทผู้เสียสละเป็นพื้นที่รับน้ำท่วมซ้ำซาก แต่ที่สุดระทึกในยามนี้คือ GISTDA เตือนภัย นนทบุรี ปทุมธานี กรุงเทพฯมีความเสี่ยงสูงยิ่งที่จะเจอน้ำท่วมจริง
จะว่าไปแล้ว ปีนี้ปริมาณน้ำน้อยกว่าปี 2554 ที่เกิดมหาอุทกน้ำท่วมใหญ่ แต่ทำไมชาวบ้านตาดำ ๆ ถึงได้จมบาดาลนานจนทนไม่ไหว แถมกรุงเทพฯ และปริมณฑลยังเสี่ยงท่วมหนักอีก เรื่องนี้ นายศศิน เฉลิมลาภ กรรมการบริหารมูลนิธิสืบนาคเสถียร ออกมาจวกรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล โดยเฉพาะ นายโสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรี ที่คุมสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ให้รู้จักทำงานเสียบ้าง อย่าปล่อยให้กรมชลประทาน ระบายน้ำตามใจชอบ เรียกว่ายิงหมัดซัดปลายคางแบบตรง ๆ เลยทีเดียว
มาดูตัวเลขปริมาณน้ำที่น่าห่วงไม่น้อยกันเสียก่อน โดยสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ สรุปสถานการณ์น้ำภาพรวมของประเทศ ณ วันที่ 12 พฤศจิกายน 2568 เวลา 07.00 น. ว่า อ่างเก็บน้ำในภาพรวม มีปริมาณน้ำรวม 89% ของความจุเก็บกัก (71,852 ล้าน ลบ.ม.) ปริมาณน้ำใช้การ 82% (47,730 ล้าน ลบ.ม.)
สำหรับปริมาณน้ำใน 4 เขื่อนหลัก ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ณ วันที่ 12 พฤศจิกายน 2568 เวลา 06.00 น. มีดังนี้ เขื่อนภูมิพล ปริมาตรน้ำ 13,397 ล้าน ลบ.ม. (99%) น้ำไหลเข้า 88.08 ล้าน ลบ.ม. ระบายน้ำในอัตรา 53.00 ล้าน ลบ.ม. ต่อวัน, เขื่อนสิริกิติ์ ปริมาตรน้ำ 9,302 ล้าน ลบ.ม. (98%) น้ำไหลเข้า 18.65 ล้าน ลบ.ม. ระบายน้ำในอัตรา 4.96 ล้าน ลบ.ม. ต่อวัน,
เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน ปริมาตรน้ำ 952 ล้าน ลบ.ม. (101%) น้ำไหลเข้า 5.86 ล้าน ลบ.ม. ระบายน้ำในอัตรา 5.18 ล้าน ลบ.ม. ต่อวัน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ปริมาตรน้ำ 918 ล้าน ลบ.ม. (99%) น้ำไหลเข้า 13.77 ล้าน ลบ.ม. ระบายน้ำในอัตรา 13 ล้าน ลบ.ม. ต่อวัน
โดยสถานี C.2 อ.เมืองฯ จ.นครสวรรค์ ปริมาณน้ำไหลผ่าน 2,999 ลบ.ม. ต่อวินาที ต่ำกว่าระดับตลิ่ง 0.85 ม., เขื่อนเจ้าพระยา อ.สรรพยา จ.ชัยนาท ระบายน้ำในอัตรา 2,900 ลบ.ม. ต่อวินาที มีระดับน้ำเหนือเขื่อน +17.560 ม.รทก. และระดับน้ำท้ายเขื่อน +16.670 ม.รทก. และสถานี C.29B อ.สามโคก จ.ปทุมธานี ปริมาณน้ำไหลผ่าน 2,392 ลบ.ม. ต่อวินาที ต่ำกว่าระดับตลิ่ง 0.28 ม.
สอดรับกับข้อมูลจากกรมชลประทาน ในเช้าวันที่ 12 พฤศจิกายน 2568 ที่รายงานตัวเลขเดียวกันสำหรับปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำทั่วประเทศ และ 4 เขื่อนใหญ่ ลุ่มเจ้าพระยา
กรมชลประทาน ระบุว่า น้ำที่ไหลผ่านสถานีวัดน้ำ C.2 นครสวรรค์ อยู่ที่ประมาณ 3,000 ลบ.ม./วินาที ก่อนเข้าสู่เขื่อนเจ้าพระยา ซึ่งยังคงควบคุมการระบายในเกณฑ์ 2,900 ลบ.ม./วินาที เพื่อให้เหมาะสมกับระดับน้ำทะเลที่เริ่มลดลง การระบายรอบนี้อาจเป็น “ชุดสุดท้ายของฤดูฝน 2568” ก่อนเข้าสู่ช่วงพักเก็บน้ำเพื่อการเกษตรฤดูแล้ง
การระบายน้ำปริมาณ 2,900 - 3,000 ลบ.ม./วินาที ถือเป็นการระบายน้ำแบบมากล้นเกิน เสี่ยงให้เกิดมวลน้ำขนาดใหญ่ทะลักพังคันกั้นน้ำและเข้าท่วมพื้นที่ลุ่มต่ำ และน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาจะมีปริมาณน้ำรวมเพิ่มมากขึ้นในจังหวะที่น้ำทะเลหนุนสูงขึ้น ทำให้พื้นที่กรุงเทพฯ นนทบุรี ปทุมธานี เสี่ยงต่อน้ำท่วม
นายศศิน เฉลิมลาภ กรรมการบริหารมูลนิธิสืบนาคเสถียร โพสต์แนะนำรัฐบาลโดยขอให้รองนายกรัฐมนตรี ที่ได้รับมอบหมายให้ดูแลกำกับคณะกรรมการน้ำแห่งชาติ (กนช.) เรียกประชุมด่วน แล้วเอาข้อมูลคาดการณ์ปริมาณน้ำที่นครสวรรค์มาดูให้เข้าใจ เอาสี่ห้าร้อยลบตัวเลขคาดการณ์ + กับน้ำสะแกกรังอีกไม่มาก เพิ่มไป แล้วเพิ่มตัวเลขการผันน้ำตะวันตก ตะวันออก อีกข้างละนิดให้เท่าสะแกกรัง จะได้ตัวเลขการปล่อยน้ำที่อาจจะต่ำกว่า 2,800 ลบ.ม./วินาที
“ก่อนประชุม ผมจะเรียกคนรู้เรื่อง ที่พูดภาษาคนเข้าใจมาหารือ ว่าทำอย่างไรถึงจะเหมาะสมที่สุดในสถานการณ์นี้ ที่ทำให้ปัญหาบรรเทาไปได้ ทั้งปัญหาน้ำท่วม และปัญหาอารมณ์ของคนน้ำท่วมสามเดือนที่บางบาล เสนา ที่ทนไม่ไหวแล้ว…” นายศศิน กล่าวถึงแนวทางสั่งการถ้าหากตัวเขานั่งเป็นรองนายกฯ กำกับดูแล สทนช. และนั่งเป็นประธาน กนช.
นายศศิน มีข้อเสนอ 3 ข้อต่อรัฐบาล คือ 1.รัฐบาลจะต้องเร่งผันน้ำไปทางตะวันออก และตะวันตก โดยควบคุมให้เกิดอุทกภัยให้น้อยที่สุด โดยใช้ระบบชลประทานที่มีอยู่ให้เกินศักยภาพ 200% เป็นไงก็รับผิดชอบกัน 2.ตรึงปริมาณน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยา ตามตัวเลขที่ต่ำกว่า 2,900 และ 3.ประกาศแผนลดการปล่อยน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยา
“ที่สำคัญคือต้องตัดสินใจ และแอ่นอกมารับผิดชอบ ที่สำคัญคือสู้กับอิทธิพลระดับชาติหรือท้องถิ่นที่ทำให้การจัดการพื้นที่รับน้ำไม่เต็มประสิทธิภาพ ประชาชนเขาเลือกนักการเมืองมาทำแบบนี้ มารับผิดชอบแทนข้าราชการที่เราสั่งเขา” กรรมการบริหารมูลนิธิสืบนาคเสถียร เรียกร้องหาความกล้าหาญทางการเมือง
ขณะที่วันก่อนหน้านี้ นายศศิน โพสต์เฟซบุ๊กว่า หากตนเองเป็นรองนายกรัฐมนตรี ที่กำกับดูแล สทนช. ที่มีอำนาจดำเนินการตามมติคณะกรรมการน้ำแห่งชาติ ที่รองนายกฯ นั่งเป็นประธาน จะใช้อำนาจสนับสนุนเลขาธิการ สทนช.ให้ตรึงการปล่อยน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยาไว้ที่ 2,800 ลบ.ม./วินาที ตามที่ประกาศ โดยจะไม่ปล่อยให้กรมชลประทาน ปล่อยน้ำจากเขื่อน 2,900 ลบ.ม./วินาที ทั้งที่กรมชลประทาน มีอำนาจสั่งการปล่อยปริมาณน้ำ 1,500-2,000 ,ลบ.ม./วินาที เท่านั้น
นายศศิน ตั้งคำถามด้วยว่า รัฐบาลบริหารงานแบบไหนกัน “นายกฯหนู” ก็ดูเอาเองแล้วกัน รองนายกฯจากบุรีรัมย์ และ “รัฐมนตรีหนุ่มจากอ่างทอง” ที่น้ำกำลังจะล้นคันเข้าเมืองอ่างทองของท่าน ท่านทั้งคู่อยู่พรรคเดียวกับนายกฯ เสียเปล่า พวกท่านทำอะไรได้บ้าง? การปล่อยให้หน่วยงานภายใต้การกำกับดูแลที่บอกว่าจะตรึงน้ำไว้ที่ 2,800 ลบ.ม./วินาที แต่ไม่กี่ชั่วโมงถัดมา ก็ให้กรมชลประทานปล่อยน้ำ 2,900 ลบ.ม./วินาที ซึ่งเสี่ยงมากกับน้ำถล่มเมืองสิงห์บุรี อ่างทอง อยุธยา ปทุมธานี นนทบุรี และกรุงเทพฯ
ความสุ่มเสี่ยงดังกล่าว ได้รับการยืนยันจากสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA ที่เผยภาพถ่ายดาวเทียมเปรียบเทียบ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความแม่นยำของแบบจำลองพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมจากการระบายน้ำของเขื่อนเจ้าพระยา
จากการเปรียบเทียบภาพแผนที่ พบว่า “พื้นที่สีแดงและพื้นที่สีส้ม” ซึ่ง GISTDA เคยคาดการณ์เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2568 ว่าอาจได้รับผลกระทบจากการระบายน้ำในระดับ 2,700 – 2,800 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที นั้นได้กลายเป็น “พื้นที่สีฟ้า” ตามแผนที่ ณ วันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 ซึ่งหมายถึงเกิดน้ำท่วมจริงในพื้นที่คาดการณ์ทั้งหมด
กล่าวคือ มีน้ำท่วมครอบคลุมบางส่วนของจังหวัดปทุมธานี เช่น เขตเทศบาลเมือง เชียงรากใหญ่ เชียงรากน้อย และพื้นที่บางส่วนของจังหวัดนนทบุรี เช่น บางกรวย ท่าน้ำนนท์ รวมถึงพื้นที่ฝั่งตะวันตกของกรุงเทพฯ ตอนบน โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มต่ำริมแม่น้ำเจ้าพระยา เช่น เกาะเกร็ด หรือ อำเภอเมืองนนทบุรี ตำบลบางศรีเมือง และบางขนุน และบางส่วนของเขตบางพลัดในกรุงเทพฯ
การที่กรมชลประทาน เพิ่มอัตราการระบายน้ำเป็น 2,900 – 3,000 ลบ.ม.ต่อวินาที เพื่อรักษาระดับน้ำในเขื่อนไม่ให้วิกฤต จะทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่างเพิ่มสูงขึ้นอีกประมาณ 20 – 30 เซนติเมตร ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ริมฝั่งเกือบทั้งหมด โดยเฉพาะที่ลุ่มต่ำและพื้นที่คันกั้นน้ำชำรุด
ทั้งนี้ GISTDA ระบุว่า ได้เฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง หากมีการปล่อยน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยาในระดับ 2,900 ลบ.ม./วินาที อาจทำให้มวลน้ำขยายเข้าสู่พื้นที่ชั้นในของกรุงเทพฯ มากขึ้น โดยเฉพาะแนวแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันตก
เป็นการคาดการณ์ของ GISTDA ซึ่งอีกไม่กี่วันคงได้เห็นว่า “เป็นจริง” ตามคาดการณ์ นั่นหมายถึง “พื้นที่ชั้นในของกรุงเทพฯ” ตกอยู่ในความเสี่ยงสูงยิ่ง
ข้อมูลดาวเทียมจาก GISTDA ช่วงวันที่ 4-10 พฤศจิกายน 2568 พบพื้นที่น้ำท่วมทั้งประเทศ 2,395,366 ไร่ ครอบคลุม 17 จังหวัด อาทิ อยุธยา สุพรรณบุรี สิงห์บุรี อ่างทอง ปทุมธานี นนทบุรี และนครปฐม โดยพื้นที่หนักสุดคือ อยุธยา 442,519 ไร่ ส่วนบ้านเรือนได้รับผลกระทบ 47,729 หลัง กระทบประชาชนกว่า 704,610 คน พื้นที่นาข้าวเสียหาย 371,475 ไร่ โรงเรียนได้รับผลกระทบ 104 แห่ง โรงพยาบาล 3 แห่ง และถนน 1,974 สาย
ขณะที่คนกรุงเทพฯและปริมณฑล ลุ้นระทึกว่าจะเจอน้ำท่วมหรือไม่ และจะวิกฤตระดับไหน ทางด้าน ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ระบุว่า ปริมาณน้ำจากเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ไหลลงมารวมกันกว่า 54 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน ขณะที่อัตราการไหลหน้าเขื่อนเจ้าพระยาอยู่ที่ 3,537 ลบ.ม./วินาที โดยมีการระบายออกซ้าย-ขวารวม 637 ลบ.ม./วินาที จึงเหลือน้ำผ่านเขื่อนประมาณ 2,900 ลบ.ม./วินาที ซึ่งเป็นระดับที่เริ่มกระทบชุมชนริมแม่น้ำในปทุมธานีและนนทบุรี รัฐบาลได้กำหนดแผนเร่งด่วนหนึ่งสัปดาห์เพื่อระบายน้ำออกให้ได้มากที่สุด ในช่วงเวลาน้ำทะเลลดตั้งแต่ 18.00-02.00 น. ต่อเนื่องไปจนถึงวันที่ 20 พฤศจิกายน 2568 ยืนยันสถานการณ์ปีนี้จะไม่รุนแรงเท่าปี 2554
ทางด้านกรมชลประทาน รายงานว่า มวลน้ำจากนครสวรรค์–ชัยนาท ยังไหลหลากต่อเนื่อง ทำให้ระดับน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยาแตะระดับเตือนภัย จึงอาจต้องเพิ่มอัตราการระบายน้ำจาก 2,800 เป็น 2,900–3,000 ลบ.ม./วินาที หากดำเนินการตามนี้ ระดับน้ำเจ้าพระยาตอนล่างจะสูงขึ้นอีก 20–30 เซนติเมตร และอาจกระทบพื้นที่ชุมชนริมแม่น้ำทุกจังหวัด เทศบาลนครนนทบุรี เทศบาลเมืองปทุมธานี และเขตบางพลัด ได้เร่งเสริมแนวกระสอบทราย เพิ่มเครื่องสูบน้ำ และแจ้งเตือนประชาชนให้ยกของขึ้นที่สูง เตรียมพร้อมรับมือระดับน้ำที่อาจสูงกว่าคาดการณ์
ขณะเดียวกัน สำนักชลประทานที่ 11 เตรียมเครื่องสูบน้ำและเครื่องผลักดันน้ำเต็มระบบ เพื่อกระจายน้ำไปทางฝั่งตะวันออกและตะวันตก ผ่านฉะเชิงเทราออกสมุทรปราการ ซึ่งก่อนหน้านี้ยังไม่สามารถเปิดเส้นทางระบายนี้ได้ โดยภายในกลางเดือนธันวาคมนี้ จะลดอัตราการระบายเหลือ 1,000 ลบ.ม./วินาที และภายในต้นเดือนมกราคม 2569 น้ำจะเข้าสู่ระดับปกติ 700 ลบ.ม./วินาที
นายปลอดประสพ สุรัสวดี อดีตรองนายกรัฐมนตรีและอธิบดีกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า น้ำท่วม เอาไม่อยู่ ชาวภาคกลางจมน้ำมาถึง 4 เดือน ทั้ง ๆ ที่ปริมาณน้ำปีนี้ น้อยกว่าปี 2554 ถึง 20% โดยชำแหละว่า ปีนี้ฝนมาช้าแต่ลากยาวถึงต้นเดือนพฤศจิกายน และมีฝนตกหนักซ้ำซากในลุ่มน้ำยม จึงเกิดน้ำท่วมสุโขทัย พิจิตร ต่อเนื่องเป็นวงกว้างซึ่งหมายถึงการหน่วงน้ำ ทำให้เมื่อน้ำลงมาถึงกรุงเทพฯ ก็เป็นช่วงน้ำทะเลขึ้นสูงสุดเสียแล้ว
ขณะเดียวกัน น้ำใน 4 เขื่อนใหญ่ของประเทศ น้ำเต็ม 100% จึงต้องระบายน้ำออกรวมวันละประมาณ 200 ล้านลบ.ม. น้ำล้นชุดนี้จะมาถึงกรุงเทพฯ ในอีก 15 วันข้างหน้า ซึ่งเป็นช่วงน้ำทะเลยังหนุนสูง ยังคงระบายน้ำไม่ได้ ส่วนกรมชลฯ ไม่ยอมระบายน้ำเข้าทุ่งตะวันอกตามแนวคลองชัยนาท – ป่าสัก เข้าทุ่มลพบุรี จนชาวบ้านต้องออกมาปิดถนนถึงยอม
นอกจากนั้น การสื่อสารที่ผิดพลาดว่าน้ำไม่มาก ทำให้หน่วยงานทุกระดับสร้างผนังกั้นน้ำที่ไม่แข็งแรง เมื่อน้ำมากจึงพังทลายหลายจุดโดยเฉพาะจังหวัดสิงห์บุรี อ่างทอง และอยุธยา รวมทั้งการขาดเอกภาพในการบริหารจัดการน้ำ แทนที่จะเป็นกระทรวงเกษตรฯ หรือกระทรวงทรัพย์ฯ กลับมอบให้รัฐมนตรีสำนักนายกฯ เป็นผู้รับผิดชอบสั่งการ ซึ่งมีเสียงวิจารณ์ว่าเอาแต่พวก
ส่วนผู้ว่าฯ และอธิบดีที่เกี่ยวกับน้ำเพิ่งมีการโยกย้ายจากการล้างแค้นทางการเมือง ทำให้การบริหารจัดการน้ำขาดประสิทธิภาพ ขณะที่รัฐบาลเน้นนโยบายหาเสียง เน้นแจกเงินเยียวยาแทนที่จะใช้งบฯเพื่อป้องกันน้ำท่วม
ไม่ว่านายปลอดประสพ อดีตรองนายกรัฐมนตรี และอดีตรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย จะพูดเอาดีใส่ตัวเอาชั่วใส่คนอื่นอย่างไร ที่ผ่านมาพรรคเพื่อไทย ก็ละเลงงบเยียวยาน้ำท่วมมุ่งหาเสียงไม่แตกต่างกัน
เช่นเดียวกับพรรคภูมิใจไทย ในวันที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงพื้นที่ติดตามน้ำท่วมจังหวัดอ่างทอง เมื่อ 12 พฤศจิกายน 2568 ผ่านมา รับปากจะเร่งนำงบที่กำกับดูแลเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยเร็วเพื่อจ่ายเงินเยียวยารายเดือนจนกว่าน้ำจะลด โดยที่ผ่านมารัฐบาลช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยรายละ 9,000 บาท
อย่างที่รู้กันดีว่า การควักงบประมาณมาเยียวยาน้ำท่วมในแต่ละปี ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาในระยะยาวอย่างยั่งยืน มาครานี้ นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ หรือ “ดร.เอ้” หัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่ โพสต์เฟซบุ๊กขณะลงพื้นที่ตรวจสถานการณ์น้ำท่วม จ.อยุธยา ตั้งคำถามเช่นกันว่า ทำไมงบประมาณนับ “ล้านล้านบาท” ตลอดสิบกว่าปี ไม่ช่วยอะไรเลย? จะทำบาปกับคนบางบาล คนอยุธยา ไปอีกกี่ปี กี่ชาติ ทั้งที่ปัญหาน้ำท่วมเป็นเรื่องที่แก้ได้
ข้อเสนอจากหัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่ คือ เริ่มโครงการ “สร้างประตูน้ำกันน้ำทะเลหนุน” แบบเนเธอร์แลนด์ อิตาลี หรือ สิงคโปร์ ที่ทำสำเร็จมาแล้ว เพื่อป้องกันน้ำทะเลหนุนเจ้าพระยา รองรับภาวะโลกร้อน และน้ำทะเลที่สูงขึ้น และต้องบูรณาการผังเมือง + ระบบน้ำ” โดยผังเมืองต้องไม่ขวางทางน้ำ ระบายน้ำได้จริง มีการจัดตั้ง “กองทุนจัดการน้ำแห่งชาติ” เพื่อป้องกันก่อนเกิดปัญหา รวมถึงใช้ AI และ Big Data บริหารน้ำทั้งระบบ
ขณะที่ชาวบ้านชาวช่องเดือดร้อนแสนสาหัสจากปัญหาน้ำท่วม “รัฐบาลนายอนุทิน” ก็ฉวยใช้วิกฤตเป็นโอกาส โดยนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้สั่งการในที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ (ครม.เศรษฐกิจ) ศึกษาการสร้างเขื่อน บริเวณแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่าง ส่วนเม็ดเงินลงทุนอาจกู้จากต่างประเทศ ขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษารายละเอียด คาดว่าจะเห็นความชัดเจนภายในปี 2569
การ “หาเสียง” และ การ “หากิน” กับปัญหาน้ำท่วม ฝนแล้ง อยู่คู่กับการเมืองไทย และนักการเมืองไทย ทุกยุคทุกสมัย และทุกพรรคถ้วนหน้า


