คนแคระบนบ่ายักษ์
ไชยันต์ ไชยพร
ช่วงเวลา 54 ปีภายใต้ “ยุคแห่งเสรีภาพ” และ “รัฐธรรมนูญ ค.ศ. 1720 ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่ดีที่สุดในขณะนั้น” การเมืองภายใต้อภิชนนักการเมืองในสภาฐานันดรกลับเต็มไปด้วยความขัดแย้งแก่งแย่งอำนาจและมีการทุจริตรับสินบนจากต่างชาติมาใช้ในการหาเสียงในสภาและกำหนดนโยบายต่างประเทศจนนำไปสู่ทางตันทางการเมือง ซึ่งผู้เขียนจะอธิบายการเมืองการปกครองสวีเดนในยุคแห่งเสรีภาพในรายละเอียดดังต่อไปนี้
รูปแบบการปกครองสวีเดนหรือรัฐธรรมนูญ ค.ศ. 1720
มาตรา 10 ในรัฐธรรมนูญสวีเดน ค.ศ. 1720 กำหนดไว้ว่า “พระมหากษัตริย์ไม่สามารถเสด็จพระราชดำเนินออกนอกราชอาณาจักรหรือข้ามเขตแดนโดยปราศจากความยินยอมและความเห็นชอบจากสภาฐานันดร” ผู้เขียนเห็นว่าน่าสนใจเปรียบเทียบกับมาตรา 5 ในพระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475 ที่กำหนดไว้ว่า “ถ้ากษัตริย์มีเหตุจำเป็นชั่วคราวที่จะทำหน้าที่ไม่ได้ หรือไม่อยู่ในพระนคร ให้คณะกรรมการราษฎรเป็นผู้ใช้สิทธิแทน”
รัฐธรรมนูญสองฉบับนี้ได้ชื่อว่า จำกัดพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์อย่างยิ่ง
ก่อนหน้าที่ประชุมสภาฐานันดรจะลงมติเลือก Frederick of Hesse ให้เป็นพระมหากษัตริย์สวีเดนในพระนาม Frederick I ในวันที่ 3 พฤษภาคม ค.ศ. 1720 ในวันที่ 2 พฤษภาคม ที่ประชุมสภาฐานันดรได้ลงมติประกาศใช้ “รูปแบบการปกครอง” (the Instrument of Government) หรือรัฐธรรมนูญ ค.ศ. 1720 ซึ่งจะเป็นรัฐธรรมนูญที่ใช้ไปตลอดจนถึง ค.ศ. 1772 และสิ้นสุดลงด้วยการทำรัฐประหารเปลี่ยนแปลงการปกครองโดย Gustav III และในส่วนนี้ ผู้วิจัยจะได้นำเสนอสาระสำคัญของรัฐธรรมนูญ ค.ศ. 1720 และความเห็นของนักวิชาการที่มีต่อรัฐธรรมนูญฉบับนี้
เนื้อหาสาระของรัฐธรรมนูญที่ประกาศใช้วันที่ 2 พฤษภาคม ค.ศ. 1720 มีความสัมพันธ์เชื่อมโยงอย่างยิ่งกับ “คำประกาศยินยอมสละพระราชอำนาจสูงสุดหรืออำนาจอธิปไตย” ของสมเด็จพระราชินี อูลริกา เอลิโอนอรา ที่ทรงมีพระราชดำรัสต่อสภาฐานันดรในวันที่ 26 ธันวาคม ค.ศ. 1718 นั่นคือ รัฐธรรมนูญสวีเดน ค.ศ. 1720 ได้ปฏิเสธอำนาจสมบูรณาญาสิทธิ์ทุกรูปแบบและให้อำนาจสูงสุดตกอยู่แก่สภาฐานันดร (the Estates) แต่ไม่ได้อยู่ที่สภาบริหารตามที่สภาบริหารคาดหวังไว้ และจากการสิ้นสุดอำนาจสมบูรณาญาสิทธิ์และอำนาจสูงสุดที่อยู่ที่องค์พระมหากษัตริย์ สวีเดนได้เริ่มเข้าสู่ช่วงที่เป็นที่รู้จักกันในประวัติศาสตร์นิพนธ์สวีเดนในฐานะของ “ยุคแห่งเสรีภาพ” (the Age of Liberty) เป็นช่วงเวลาแห่ง “การปกครองของสภาฐานันดร (estate)” (“estate rule”/standervalde) ที่ดำเนินมาจนถึงจุดจบในปี ค.ศ. 1772
โครงสร้างและสัมพันธภาพทางอำนาจ: พระมหากษัตริย์ สภาบริหาร สภาฐานันดร และประชาชนภายใต้หลัก 5 ประการในรัฐธรรมนูญ ค.ศ. 1720 ในส่วนที่เกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ จะพบว่าหลักการทั่วไปประการแรกในรัฐธรรมนูญ ค.ศ. 1720 กำหนดให้พระมหากษัตริย์เป็นเพียงหนึ่งในตัวแทน (agencies) ของรัฐบาล และในการสืบราชสันตติวงศ์ให้ยกเลิกการสืบราชสันตติวงศ์ผ่านสายโลหิตโดยอัตโนมัติที่ปฏิบัติในยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ไม่ว่าจะมีองค์รัชทายาทสายโลหิตตรงหรือลำดับถัดไปก็ตาม บุคคลที่จะขึ้นครองราชย์จะต้องผ่านการลงมติเห็นชอบจากที่ประชุมสภาฐานันดรเท่านั้น
ดังนั้น ภายใต้รัฐธรรมนูญ ค.ศ. 1720 จึงไม่เหลือร่องรอยของการให้ความชอบธรรมแก่การครองราชย์ของพระมหากษัตริย์ผ่านแนวคิดเทวสิทธิ์อีกต่อไป
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าสถาบันพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับนี้จะถูกลดทอนความศักดิ์สิทธิ์ตามแนวเทวสิทธิ์และความชอบธรรมทางสายโลหิต แต่กระนั้น รัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็ยังคงรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ให้คงอยู่ต่อไป ด้วยสถาบันพระมหากษัตริย์มีรากหยั่งลึกในจารีตประเพณีการปกครองของสวีเดน
พระมหากษัตริย์จะทรงมีพระราชอำนาจในการบริหารราชการแผ่นดิน แต่พระองค์จะต้องทรงใช้พระราชอำนาจนั้นตามคำแนะนำของสภาบริหารเท่านั้น และสภาบริหารจะต้องรับผิดชอบต่อสภาฐานันดร ดังนั้น สัมพันธภาพทางอำนาจระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์ สภาบริหารและสภาฐานันดรในรัฐธรรมนูญ ค.ศ. 1720 คือ พระมหากษัตริย์ทรงใช้พระราชอำนาจตามคำแนะนำของสภาบริหาร และจากการที่สภาบริหารต้องรับผิดชอบต่อสภาฐานันดรก็คือ สภาบริหารจะต้องยอมรับและปฏิบัติตามเจตจำนงของสภาฐานันดร (the Will of the Estates)
ดังนั้น จะเห็นได้ว่า อำนาจที่แท้จริงสูงสุดจะอยู่ที่สภาฐานันดร เพราะสภาบริหารจะต้องปฏิบัติตามเจตจำนงของสภาฐานันดร และพระมหากษัตริย์จะต้องใช้พระราชอำนาจตามคำแนะนำของสภาบริหาร จึงกล่าวได้ว่า อำนาจที่สภาบริหารมีนั้นจึงเป็นเพียง “อำนาจชั่วคราว” (power for the moment) เท่านั้น เพราะสภาบริหารต้องรับผิดชอบต่อสภาฐานันดร
สภาฐานันดรเป็นองค์กรนิติบัญญัติ ประกอบไปด้วยฐานันดรทั้งสี่ที่ลงคะแนนเสียงแยกกันในเรื่องดังต่อไปนี้ คือ การเก็บภาษี นโยบายต่างประเทศ การควบคุมการบริหารราชการแผ่นดินและตุลากร ฐานันดรอภิชนเป็นกลุ่มที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดตลอดศตวรรษที่สิบแปด ประธานสภาฐานันดร (the marshal of the Diet/ lantmarskalk) ทำหน้าที่เป็นประธานสภาฐานันดรอภิชนด้วย มีการประชุมสภาฐานันดรทุกๆสามปี และเป็นเวลาอย่างน้อยสามเดือน แม้ว่าจะมีการประชุมสภาบางครั้งที่ยาวนานถึงเกือบสองปี การออกกฎหมายใหม่จะต้องได้เสียงสามในสี่ของฐานันดรทั้งหมด
สภาฐานันดร (Riksdag) ประกอบด้วยสี่ฐานันดร อภิชน (riddarskap och Adel) พระ (Prastestand) พ่อค้าคนเมือง (the Burghers/Borgarstand) และฐานันดรชาวนา (the Peasants/Bondestand) ที่ประเทศอื่นๆในยุโรปไม่มีฐานันดรชาวนาที่มีอิสระเสรีภาพและสิทธิ์มีเสียงในสภาเหมือนชาวนาในสวีเดน และชาวนาส่วนใหญ่ในยุโรปตกอยู่ภายใต้พันธนาการของระบบบศักดินา ในทั้งสี่ฐานันดรนี้ ฐานันดรอภิชนมีจำนวนมากที่สุด (largest) และมีอิทธิพลมากที่สุด ฐานันดรอภิชนประกอบไปด้วย ผู้นำ (headmen) ของอภิชนแต่ละตระกูลอภิชน หรือไม่ก็จะมีการมอบหมายตัวแทนที่ให้เข้าประชุม รวมแล้วก็ประมาณหนึ่งพันคน แต่ในการประชุมจริงๆจะเข้าร่วมประชุมน้อยกว่ามาก ในศตวรรษที่สิบเจ็ด อภิชนสวีเดนแบ่งออกเป็นสามชนชั้น แต่ละชนชั้นจะมีเสียงหนึ่งเสียงภายในชั้นของตน การแบ่งชนชั้นนี้ได้ถูกยกเลิกไปใน ค.ศ. 1719 โดยยอมให้สมาชิกแต่ละคนมีเสียงลงคะแนนของตัวเอง ก่อนหน้า ค.ศ. 1719 ได้มีการแต่งตั้งเจ้าหน้าที่และข้าราชการจำนวนมากให้ดำรงสถานะอภิชน (mass ennoblement) ทำให้มีอภิชนเกิดขึ้นเป็นจำนวนมากในฐานันดรอภิชน (Riddarhus) ส่งผลให้อภิชนใหม่ (the new noble aristocracy) มีจำนวนมากกว่า “อภิชนาธิปไตยของพวกอภิชนเก่า” หลายเท่ามาก
ส่วนฐานันดรนักบวช ประกอบไปด้วยบิชอบและสมาชิกของแต่ละสังฆมณฑล (diocese) ที่ได้รับเลือกมา ปรกติจะมีตัวแทนจำนวน 51 คนจากสังฆมณฑลทั้งหมด และมีอาร์คบิชอบแห่งอุปซาลา (archbishop of Uppsala) เป็นประธาน พระที่เป็นระดับผู้ช่วย (curates) ที่ไม่มีเขตอาราม (parishes) ของตัวเองได้รับอนุญาตให้เลือกตัวแทนด้วย และมีบ้างที่พระระดับผู้ช่วยได้เข้าไปเป็นตัวแทนในฐานันดรของตน
ขณะที่ฐานันดรพ่อค้าคนเมือง (Burgher) ประกอบไปด้วย ตัวแทนของเมืองจำนวน 101 แห่งในสวีเดนและฟินแลนด์ โดยจากสตอกโฮล์ม 10 คน --- และในสิบคนนี้ จะมีการเลือกประธานสภา (speaker/talman) ของฐานันดรตามประเพณี และจากเมือง Gothenburd 3 คน และ 1 หรือ 2 คนจากแต่ละเมืองที่เหลือ โดยเมืองเล็กๆจะรวมๆกันส่งตัวแทนร่วมกัน ฐานันดรนี้ปกติจะมีจำนวนสมาชิกประมาณ 80/90 คน ในสตอกโฮล์ม ในช่วงทศวรรษ 1760 มีฐานันดรพ่อค้าคิดเป็นร้อยละ 40 ของประชากรทั้งหมดของสวีเดน และการเลือกตั้งตัวแทนในฐานันดรพ่อค้าคนเมืองในสตอกโฮล์มจะใช้การเลือกทางอ้อมภายในกลุ่มอาชีพต่างๆ ที่แยกจากกัน ส่วนในเมืองอื่นๆมักจะเลือกโดยตรง โดยมากจะเลือกพ่อค้าที่ร่ำรวยให้เป็นตัวแทน
สำหรับฐานันดรชาวนา จะเป็นการเลือกโดยตรงโดยชาวนาทุกคนที่มีที่ดินเป็นของตัวเองหรือที่เช่าที่กษัตริย์ ตัวแทนฐานันดรชาวนามีจำนวนประมาณ 150 คน และแม้ว่าจะมีการเลือกประธานสภา (speaker) ของตัวเอง แต่เลขาธิการสภาฐานันดรชาวนา ซึ่งเป็นตำแหน่งที่มีอิทธิพลสำคัญจะถูกแต่งตั้งจากที่ประชุมสภาสี่ฐานันดรร่วมกัน และสมาชิกฐานันดรชาวนาไม่ได้มีที่นั่งในคณะกรรมาธิการลับ (Secret Committee) หรือมีส่วนร่วมในการคัดสรรสมาชิกสภาบริหาร เพราะมีการให้เหตุผลว่า ชาวนาขาดวิจารณญาณและประสบการณ์ที่จำเป็นในการพิจารณาเรื่องราวดังกล่าวของรัฐ
(โปรดติดตามตอนต่อไป)
ไชยันต์ ไชยพร
ช่วงเวลา 54 ปีภายใต้ “ยุคแห่งเสรีภาพ” และ “รัฐธรรมนูญ ค.ศ. 1720 ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่ดีที่สุดในขณะนั้น” การเมืองภายใต้อภิชนนักการเมืองในสภาฐานันดรกลับเต็มไปด้วยความขัดแย้งแก่งแย่งอำนาจและมีการทุจริตรับสินบนจากต่างชาติมาใช้ในการหาเสียงในสภาและกำหนดนโยบายต่างประเทศจนนำไปสู่ทางตันทางการเมือง ซึ่งผู้เขียนจะอธิบายการเมืองการปกครองสวีเดนในยุคแห่งเสรีภาพในรายละเอียดดังต่อไปนี้
รูปแบบการปกครองสวีเดนหรือรัฐธรรมนูญ ค.ศ. 1720
มาตรา 10 ในรัฐธรรมนูญสวีเดน ค.ศ. 1720 กำหนดไว้ว่า “พระมหากษัตริย์ไม่สามารถเสด็จพระราชดำเนินออกนอกราชอาณาจักรหรือข้ามเขตแดนโดยปราศจากความยินยอมและความเห็นชอบจากสภาฐานันดร” ผู้เขียนเห็นว่าน่าสนใจเปรียบเทียบกับมาตรา 5 ในพระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475 ที่กำหนดไว้ว่า “ถ้ากษัตริย์มีเหตุจำเป็นชั่วคราวที่จะทำหน้าที่ไม่ได้ หรือไม่อยู่ในพระนคร ให้คณะกรรมการราษฎรเป็นผู้ใช้สิทธิแทน”
รัฐธรรมนูญสองฉบับนี้ได้ชื่อว่า จำกัดพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์อย่างยิ่ง
ก่อนหน้าที่ประชุมสภาฐานันดรจะลงมติเลือก Frederick of Hesse ให้เป็นพระมหากษัตริย์สวีเดนในพระนาม Frederick I ในวันที่ 3 พฤษภาคม ค.ศ. 1720 ในวันที่ 2 พฤษภาคม ที่ประชุมสภาฐานันดรได้ลงมติประกาศใช้ “รูปแบบการปกครอง” (the Instrument of Government) หรือรัฐธรรมนูญ ค.ศ. 1720 ซึ่งจะเป็นรัฐธรรมนูญที่ใช้ไปตลอดจนถึง ค.ศ. 1772 และสิ้นสุดลงด้วยการทำรัฐประหารเปลี่ยนแปลงการปกครองโดย Gustav III และในส่วนนี้ ผู้วิจัยจะได้นำเสนอสาระสำคัญของรัฐธรรมนูญ ค.ศ. 1720 และความเห็นของนักวิชาการที่มีต่อรัฐธรรมนูญฉบับนี้
เนื้อหาสาระของรัฐธรรมนูญที่ประกาศใช้วันที่ 2 พฤษภาคม ค.ศ. 1720 มีความสัมพันธ์เชื่อมโยงอย่างยิ่งกับ “คำประกาศยินยอมสละพระราชอำนาจสูงสุดหรืออำนาจอธิปไตย” ของสมเด็จพระราชินี อูลริกา เอลิโอนอรา ที่ทรงมีพระราชดำรัสต่อสภาฐานันดรในวันที่ 26 ธันวาคม ค.ศ. 1718 นั่นคือ รัฐธรรมนูญสวีเดน ค.ศ. 1720 ได้ปฏิเสธอำนาจสมบูรณาญาสิทธิ์ทุกรูปแบบและให้อำนาจสูงสุดตกอยู่แก่สภาฐานันดร (the Estates) แต่ไม่ได้อยู่ที่สภาบริหารตามที่สภาบริหารคาดหวังไว้ และจากการสิ้นสุดอำนาจสมบูรณาญาสิทธิ์และอำนาจสูงสุดที่อยู่ที่องค์พระมหากษัตริย์ สวีเดนได้เริ่มเข้าสู่ช่วงที่เป็นที่รู้จักกันในประวัติศาสตร์นิพนธ์สวีเดนในฐานะของ “ยุคแห่งเสรีภาพ” (the Age of Liberty) เป็นช่วงเวลาแห่ง “การปกครองของสภาฐานันดร (estate)” (“estate rule”/standervalde) ที่ดำเนินมาจนถึงจุดจบในปี ค.ศ. 1772
โครงสร้างและสัมพันธภาพทางอำนาจ: พระมหากษัตริย์ สภาบริหาร สภาฐานันดร และประชาชนภายใต้หลัก 5 ประการในรัฐธรรมนูญ ค.ศ. 1720 ในส่วนที่เกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ จะพบว่าหลักการทั่วไปประการแรกในรัฐธรรมนูญ ค.ศ. 1720 กำหนดให้พระมหากษัตริย์เป็นเพียงหนึ่งในตัวแทน (agencies) ของรัฐบาล และในการสืบราชสันตติวงศ์ให้ยกเลิกการสืบราชสันตติวงศ์ผ่านสายโลหิตโดยอัตโนมัติที่ปฏิบัติในยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ไม่ว่าจะมีองค์รัชทายาทสายโลหิตตรงหรือลำดับถัดไปก็ตาม บุคคลที่จะขึ้นครองราชย์จะต้องผ่านการลงมติเห็นชอบจากที่ประชุมสภาฐานันดรเท่านั้น
ดังนั้น ภายใต้รัฐธรรมนูญ ค.ศ. 1720 จึงไม่เหลือร่องรอยของการให้ความชอบธรรมแก่การครองราชย์ของพระมหากษัตริย์ผ่านแนวคิดเทวสิทธิ์อีกต่อไป
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าสถาบันพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับนี้จะถูกลดทอนความศักดิ์สิทธิ์ตามแนวเทวสิทธิ์และความชอบธรรมทางสายโลหิต แต่กระนั้น รัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็ยังคงรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ให้คงอยู่ต่อไป ด้วยสถาบันพระมหากษัตริย์มีรากหยั่งลึกในจารีตประเพณีการปกครองของสวีเดน
พระมหากษัตริย์จะทรงมีพระราชอำนาจในการบริหารราชการแผ่นดิน แต่พระองค์จะต้องทรงใช้พระราชอำนาจนั้นตามคำแนะนำของสภาบริหารเท่านั้น และสภาบริหารจะต้องรับผิดชอบต่อสภาฐานันดร ดังนั้น สัมพันธภาพทางอำนาจระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์ สภาบริหารและสภาฐานันดรในรัฐธรรมนูญ ค.ศ. 1720 คือ พระมหากษัตริย์ทรงใช้พระราชอำนาจตามคำแนะนำของสภาบริหาร และจากการที่สภาบริหารต้องรับผิดชอบต่อสภาฐานันดรก็คือ สภาบริหารจะต้องยอมรับและปฏิบัติตามเจตจำนงของสภาฐานันดร (the Will of the Estates)
ดังนั้น จะเห็นได้ว่า อำนาจที่แท้จริงสูงสุดจะอยู่ที่สภาฐานันดร เพราะสภาบริหารจะต้องปฏิบัติตามเจตจำนงของสภาฐานันดร และพระมหากษัตริย์จะต้องใช้พระราชอำนาจตามคำแนะนำของสภาบริหาร จึงกล่าวได้ว่า อำนาจที่สภาบริหารมีนั้นจึงเป็นเพียง “อำนาจชั่วคราว” (power for the moment) เท่านั้น เพราะสภาบริหารต้องรับผิดชอบต่อสภาฐานันดร
สภาฐานันดรเป็นองค์กรนิติบัญญัติ ประกอบไปด้วยฐานันดรทั้งสี่ที่ลงคะแนนเสียงแยกกันในเรื่องดังต่อไปนี้ คือ การเก็บภาษี นโยบายต่างประเทศ การควบคุมการบริหารราชการแผ่นดินและตุลากร ฐานันดรอภิชนเป็นกลุ่มที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดตลอดศตวรรษที่สิบแปด ประธานสภาฐานันดร (the marshal of the Diet/ lantmarskalk) ทำหน้าที่เป็นประธานสภาฐานันดรอภิชนด้วย มีการประชุมสภาฐานันดรทุกๆสามปี และเป็นเวลาอย่างน้อยสามเดือน แม้ว่าจะมีการประชุมสภาบางครั้งที่ยาวนานถึงเกือบสองปี การออกกฎหมายใหม่จะต้องได้เสียงสามในสี่ของฐานันดรทั้งหมด
สภาฐานันดร (Riksdag) ประกอบด้วยสี่ฐานันดร อภิชน (riddarskap och Adel) พระ (Prastestand) พ่อค้าคนเมือง (the Burghers/Borgarstand) และฐานันดรชาวนา (the Peasants/Bondestand) ที่ประเทศอื่นๆในยุโรปไม่มีฐานันดรชาวนาที่มีอิสระเสรีภาพและสิทธิ์มีเสียงในสภาเหมือนชาวนาในสวีเดน และชาวนาส่วนใหญ่ในยุโรปตกอยู่ภายใต้พันธนาการของระบบบศักดินา ในทั้งสี่ฐานันดรนี้ ฐานันดรอภิชนมีจำนวนมากที่สุด (largest) และมีอิทธิพลมากที่สุด ฐานันดรอภิชนประกอบไปด้วย ผู้นำ (headmen) ของอภิชนแต่ละตระกูลอภิชน หรือไม่ก็จะมีการมอบหมายตัวแทนที่ให้เข้าประชุม รวมแล้วก็ประมาณหนึ่งพันคน แต่ในการประชุมจริงๆจะเข้าร่วมประชุมน้อยกว่ามาก ในศตวรรษที่สิบเจ็ด อภิชนสวีเดนแบ่งออกเป็นสามชนชั้น แต่ละชนชั้นจะมีเสียงหนึ่งเสียงภายในชั้นของตน การแบ่งชนชั้นนี้ได้ถูกยกเลิกไปใน ค.ศ. 1719 โดยยอมให้สมาชิกแต่ละคนมีเสียงลงคะแนนของตัวเอง ก่อนหน้า ค.ศ. 1719 ได้มีการแต่งตั้งเจ้าหน้าที่และข้าราชการจำนวนมากให้ดำรงสถานะอภิชน (mass ennoblement) ทำให้มีอภิชนเกิดขึ้นเป็นจำนวนมากในฐานันดรอภิชน (Riddarhus) ส่งผลให้อภิชนใหม่ (the new noble aristocracy) มีจำนวนมากกว่า “อภิชนาธิปไตยของพวกอภิชนเก่า” หลายเท่ามาก
ส่วนฐานันดรนักบวช ประกอบไปด้วยบิชอบและสมาชิกของแต่ละสังฆมณฑล (diocese) ที่ได้รับเลือกมา ปรกติจะมีตัวแทนจำนวน 51 คนจากสังฆมณฑลทั้งหมด และมีอาร์คบิชอบแห่งอุปซาลา (archbishop of Uppsala) เป็นประธาน พระที่เป็นระดับผู้ช่วย (curates) ที่ไม่มีเขตอาราม (parishes) ของตัวเองได้รับอนุญาตให้เลือกตัวแทนด้วย และมีบ้างที่พระระดับผู้ช่วยได้เข้าไปเป็นตัวแทนในฐานันดรของตน
ขณะที่ฐานันดรพ่อค้าคนเมือง (Burgher) ประกอบไปด้วย ตัวแทนของเมืองจำนวน 101 แห่งในสวีเดนและฟินแลนด์ โดยจากสตอกโฮล์ม 10 คน --- และในสิบคนนี้ จะมีการเลือกประธานสภา (speaker/talman) ของฐานันดรตามประเพณี และจากเมือง Gothenburd 3 คน และ 1 หรือ 2 คนจากแต่ละเมืองที่เหลือ โดยเมืองเล็กๆจะรวมๆกันส่งตัวแทนร่วมกัน ฐานันดรนี้ปกติจะมีจำนวนสมาชิกประมาณ 80/90 คน ในสตอกโฮล์ม ในช่วงทศวรรษ 1760 มีฐานันดรพ่อค้าคิดเป็นร้อยละ 40 ของประชากรทั้งหมดของสวีเดน และการเลือกตั้งตัวแทนในฐานันดรพ่อค้าคนเมืองในสตอกโฮล์มจะใช้การเลือกทางอ้อมภายในกลุ่มอาชีพต่างๆ ที่แยกจากกัน ส่วนในเมืองอื่นๆมักจะเลือกโดยตรง โดยมากจะเลือกพ่อค้าที่ร่ำรวยให้เป็นตัวแทน
สำหรับฐานันดรชาวนา จะเป็นการเลือกโดยตรงโดยชาวนาทุกคนที่มีที่ดินเป็นของตัวเองหรือที่เช่าที่กษัตริย์ ตัวแทนฐานันดรชาวนามีจำนวนประมาณ 150 คน และแม้ว่าจะมีการเลือกประธานสภา (speaker) ของตัวเอง แต่เลขาธิการสภาฐานันดรชาวนา ซึ่งเป็นตำแหน่งที่มีอิทธิพลสำคัญจะถูกแต่งตั้งจากที่ประชุมสภาสี่ฐานันดรร่วมกัน และสมาชิกฐานันดรชาวนาไม่ได้มีที่นั่งในคณะกรรมาธิการลับ (Secret Committee) หรือมีส่วนร่วมในการคัดสรรสมาชิกสภาบริหาร เพราะมีการให้เหตุผลว่า ชาวนาขาดวิจารณญาณและประสบการณ์ที่จำเป็นในการพิจารณาเรื่องราวดังกล่าวของรัฐ
(โปรดติดตามตอนต่อไป)


