xs
xsm
sm
md
lg

ผู้จัดการสุดสัปดาห์

x

HILUK รถกระบะมหาชนในตำนาน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



 “TOYOTA HILUX” ถือเป็น “รถกระบะมหาชนในตำนาน” ที่คนไทยคุ้นเคยกันเป็นอย่างดีด้วยโลดแล่นอยู่ในตลาดมาเป็นระยะเวลายาวนานพอสมควร ซึ่งจาก “อดีตถึงปัจจุบัน” HILUX” ได้รับการพัฒนาทั้งทางด้านรูปร่างหน้าตาและสมรรถนะไปเป็นอย่างมาก 

ชื่อ Hilux มาจากคำว่า High + Luxury จุดที่ความแกร่งและความหรูหรามาบรรจบกัน ในประเทศไทย ยุคเริ่มต้นของไฮลักซ์ คือ ยุคของการพัฒนาอุตสาหกรรมและโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ รัฐบาลมุ่งเน้นการสร้างสิ่งจำเป็น เช่น ถนน ไฟฟ้า ประปา และเริ่มส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรม แต่เศรษฐกิจไทยยังคงมีฐานรากมาจากภาคเกษตรเป็นหลัก และประชากรส่วนใหญ่ยังอยู่ในชนบท ผู้ใช้รถกระบะ ยังเป็นกลุ่มเฉพาะทาง ส่วนใหญ่คือหน่วยงานราชการ ผู้รับเหมาก่อสร้าง คนมีฐานะในต่างจังหวัด รถกระบะเป็นเครื่องมือเพื่อการทำงานมากกว่ารถยนต์ส่วนบุคคล




ทั้งนี้ ก้าวสำคัญที่โตโยต้าและคนไทยได้ร่วมกันสร้างขึ้นคือ  โครงการ IMV (Innovative International Multi-purpose Vehicle)  เมื่อปีพ.ศ. 2547 โดย IMV คือโครงการผลิตรถกระบะขนาด 1 ตัน ภายใต้ชื่อรถกระบะ ไฮลักซ์ (รุ่นที่ 7) รถยนต์อเนกประสงค์ ฟอร์จูนเนอร์ (และรถมินิแวน อินโนวาในต่างประเทศ) รวมถึงเครื่องยนต์ และชิ้นส่วนอะไหล่ เพื่อจำหน่ายภายในประเทศและส่งออก ด้วยมูลค่าการลงทุน ณ ขณะนั้น 30,000 ล้านบาท ภายใต้วัตถุประสงค์ที่จะผลิตรถยนต์ที่มีคุณภาพสูง สามารถตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของผู้บริโภค

โครงการ IMV ได้ทำให้ โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย เปลี่ยนบทบาทจากฐานการผลิตที่เน้นตลาดภายในประเทศ สู่การเป็นศูนย์กลางการผลิตและส่งออกรถกระบะ

ในปัจจุบัน HILUX ที่ผลิตในไทยได้ถูกส่งออกไปยัง 133 ประเทศทั่วโลก มียอดส่งออกสะสมกว่า 4.6 ล้านคัน มีการใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศด้วยสัดส่วนสูงสุดถึง 95% ก่อให้เกิดการสร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ ให้กับคนไทย ผ่านการจ้างงานกว่า 275,000 คน ทั้งพนักงานในเครือ พนักงานของผู้แทนจำหน่ายฯ 153 แห่ง และผู้ผลิตชิ้นส่วนกว่า 290 แห่งทั่วประเทศ ส่งผลให้ HILUX มีส่วนสำคัญในการเสริมสร้างอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย คิดเป็นกว่า 30% ของอุตสาหกรรมยานยนต์ทั้งหมด และมีส่วนช่วยสร้าง GDP ให้ประเทศไทยมากถึง 3% ต่อปี สะท้อนถึงมูลค่าทางเศรษฐกิจอันมหาศาลตลอดห่วงโซ่อุปทานที่เกิดขึ้น

วิวัฒนาการของ HILUX ดำเนินมาอย่างไร ไปติดตามกัน

 Hilux Generation 1 | RN10 : พ.ศ. 2512 – 2515 

ไฮลักซ์ อาร์เอ็น 10 คือ รถกระบะฐานล้อสั้น รุ่นแรก ของโตโยต้า ถูกนำเข้าทั้งคัน จากญี่ปุ่นสู่ไทย มาพร้อมเครื่องยนต์เบนซินขนาดเล็กแต่ให้กำลังดี ขนาด 1.5 ลิตร 77 แรงม้า ความเร็วสูงสุดทำได้ถึง 130 กิโลเมตร/ชั่วโมง รองรับการใช้งานทั้ง การขนส่งสินค้าและผลผลิตทางการเกษตรจนกลายเป็นภาพคุ้นตาคนของยุคนั้น ด้วยโครงสร้างที่แข็งแรง และความนุ่มนวลในการขับขี่ ทำให้ชื่อ Toyota Hilux เริ่มเป็นที่รู้จักในเมืองไทย

**Hilux Generation 2 | RN20 : พ.ศ. 2515 – 2522 

ไฮลักซ์ในรุ่นที่ 2 ยังคงอยู่ในยุคที่ประเทศไทยมุ่งลดความยากจนในชนบท ส่งเสริมการเกษตรหลากหลาย และการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจอุตสาหกรรม ไฮลักซ์ ได้รับความนิยมจาก ผู้ค้าขาย เกษตรกร และผู้ขนส่งพืชผลทางการเกษตร และได้ก้าวเข้ามาเป็น “Partner” เป็นเพื่อนคู่ใจ ที่เชื่อถือได้

ช่วงปี 2515 เกิดกระแสต่อต้านสินค้าญี่ปุ่นในไทย เนื่องจากปัญหาขาดดุลการค้า ตามมาด้วยวิกฤตน้ำมันโลก 2516 ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นกว่า 4 เท่าภายในระยะเวลาไม่กี่เดือน ทำให้ เครื่องยนต์ดีเซลเริ่มเป็นที่นิยม เนื่องจากประสิทธิภาพการประหยัดน้ำมัน

ในปี 2518 รัฐบาลไทยต้องการลดการพึ่งพาการนำเข้า สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (The Board of Investment: BOI) เน้นนโยบายส่งเสริมการผลิตในประเทศมากยิ่งขึ้น

นอกเหนือจากรถยนต์รุ่นอื่นๆ ที่เริ่มการประกอบในประเทศไปก่อนแล้ว โตโยต้าขานรับโดย เริ่มการประกอบ Hilux ในประเทศ ดึงผู้ผลิตชิ้นส่วนจากญี่ปุ่น มาตั้งฐานการผลิตในไทย และ ใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศกว่า 25%

 Hilux Generation 3 | RN30 :พ.ศ. 2522 – 2526 

คนไทยรู้จักในชื่อ ไฮลักซ์  “ซูเปอร์สตาร์ - ม้ากระโดด”  นอกจากการปรับดีไซน์ ภาพลักษณ์ให้มีความแข็งแกร่งยิ่งขึ้นแล้ว เพื่อตอบรับกระแสความนิยม เครื่องยนต์ดีเซล

ปลายปี 2522 โตโยต้าได้แนะนำ เครื่องยนต์ดีเซล เป็นครั้งแรกในไฮลักซ์ โดยเป็นเครื่องยนต์ตระกูล L มีขนาดความจุ 2.2 ลิตร ให้กำลังประมาณ 72 แรงม้า แรงบิด 142 นิวตันเมตร และยังเพิ่มทางเลือกของระบบขับเคลื่อนโดยแนะนำรุ่น ขับเคลื่อน 4 ล้อ เป็นครั้งแรก

ในส่วนของกระบวนการผลิต โตโยต้าได้นำเทคโนโลยี การชุบสีเคลือบป้องกันสนิม ด้วยประจุไฟฟ้า เสริมความทนสนิมของตัวถัง Cation E.D.P. (Electro Deposit Painting) เข้ามาใช้ ช่วยเพิ่มความทนทานของตัวถังรถโตโยต้าทุกรุ่น

ด้วยสมรรถนะการขับขี่ การบรรทุก ความประหยัดน้ำมัน รวมถึง ความทนทานที่เพิ่มขึ้น ทำให้ไฮลักซ์ได้รับความนิยมสูงขึ้น กลายเป็นรถกระบะคู่ใจ ของผู้ใช้งานในทุกอุตสาหกรรม












 Hilux Generation 4 | Hilux HERO : พ.ศ. 2526 – 2533

ในช่วงทศวรรษที่ 1980 ประเทศไทยเริ่มมีโครงสร้างพื้นฐานและถนนหนทางที่สมบูรณ์ขึ้น เศรษฐกิจเริ่มเติบโตชัดเจน จากนโยบายส่งเสริมการลงทุน ในภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ รัฐบาลส่งเสริมการผลิตเครื่องยนต์ภายในประเทศ โตโยต้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น ร่วมทุนกับปูนซีเมนต์ไทย ก่อตั้งบริษัท สยามโตโยต้า อุตสาหกรรม เพื่อผลิตเครื่องยนต์ภายในประเทศและส่งออก

รถกระบะได้รับความนิยมสูงขึ้น ผู้คนใช้รถกระบะในการเดินทาง หรือทำธุรกิจขนาดเล็ก และใช้งานส่วนตัว รถกระบะไม่ใช่เพียงรถบรรทุกอีกต่อไปแต่กลายเป็น “รถครอบครัวและธุรกิจ” และเริ่มสะท้อนภาพความสำเร็จและตัวตนผู้ใช้งานมากขึ้น

เพื่อรองรับความต้องการของตลาดที่เริ่มเปลี่ยนไป โตโยต้า ประเทศไทยได้แนะนำไฮลักซ์ แบบ Extra Cab ครั้งแรก ในช่วงปลายเจเนอเรชั่นนี้

 Hilux Generation 5 | Hilux MIGHTY-X: พ.ศ. 2533 – 2541 

ในช่วงทศวรรษ 2530 เศรษฐกิจไทยเจริญเติบโตอย่างก้าวกระโดด เกิดความพยายามมุ่งสู่การเป็น “เสือตัวที่ 5 แห่งเอเชีย” รถกระบะมีความสำคัญต่อธุรกิจขนาดเล็ก การค้าขาย และการขนส่ง

คนไทยจำนวนมากเริ่มมีรถส่วนตัว และไฮลักซ์ ได้กลายมาเป็นรถคันแรกของหลาย ๆ ครอบครัว ด้วยความทันสมัย แข็งแกร่ง รองรับการใช้งานหลายรูปแบบ ตัวถังแบบ Extra Cab ได้รับความนิยมเป็นอย่างสูง ด้วยความคุ้มค่าและอเนกประสงค์ ประกอบกับรูปลักษณ์ที่ทันสมัย สมรรถนะและความทนทาน ของเครื่องยนต์และระบบขับเคลื่อน ทำให้ไฮลักซ์ ไมตี้-เอ็กซ์ ได้รับความนิยมจากผู้ใช้ทั่วประเทศ ทั้งผู้ใช้งานในเมือง ต่างจังหวัด และในท้องที่ห่างไกล ที่ต้องใช้เส้นทางแบบออฟโรด

และด้วยคุณภาพการผลิตของคนไทย ที่ได้รับการยอมรับ ในปี 2535 โตโยต้าได้เริ่มส่งออก ไฮลักซ์ ไมตี้-เอ็กซ์ ครั้งแรก เริ่มจากตลาดอาเซียน (ลาว ฟิลิปปินส์ กัมพูชา) โรงงานโตโยต้าในไทยเริ่มกลายเป็นศูนย์กลางการผลิตรถกระบะ มีการใช้ชิ้นส่วนและอะไหล่ในประเทศเพิ่มสูงถึง 72

 Hilux Generation 6 | Hilux TIGER : พ.ศ. 2541 – 2547

จากวิกฤตการณ์ ต้มยำกุ้ง ในปี 2540 โตโยต้า ยังคงยืนหยัด ผูกพัน และได้รับความเชื่อมั่นในประเทศไทย โดยโตโยต้า ยังคงการจ้างงาน การผลิต และการลงทุนในธุรกิจอย่างต่อเนื่อง โดยมีปรับผลิตภัณฑ์ครั้งใหญ่นั่นก็คือ ไฮลักซ์ ไทเกอร์ ในปี 2541 โดยมีการออกแบบ ตัวถังขนาดใหญ่ขึ้น เน้นความหรูหรา และทันสมัย รองรับการใช้งานแบบส่วนบุคคล ได้ดียิ่งขึ้น และยังใช้โครงสร้างนิรภัย GOA ที่ออกแบบให้แข็งแกร่งพร้อมดูดซับแรงกระแทกได้ดี เพิ่มความปลอดภัยของห้องโดยสาร และเป็นมาตรฐานใหม่ของรถกระบะในไทย รวมทั้งส่งออกไปจำหน่ายยังประเทศออสเตรเลียในปีเดียวกันอีกด้วย

นอกจากนี้ ยังมีการเปิดตัวรุ่น Prerunner (ขับเคลื่อน 2 ล้อ ยกสูง) ที่เหมาะกับเทรนด์รถกระบะแนวไลฟ์สไตล์ ถือเป็นก้าวสำคัญที่เปลี่ยนรถกระบะจาก “รถใช้งาน” ไปเป็น “รถที่ใช้ได้ในทุกโอกาส”

และเป็นครั้งแรกในไทยกับ เครื่องยนต์ดีเซล คอมมอนเรล ไฮลักซ์ ไทเกอร์ แนะนำเครื่องยนต์ “D-4D” ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและลดมลพิษ ทรงพลัง ประหยัด และยกระดับสมรรถนะรถกระบะครั้งสำคัญ

 Hilux Generation 7 | Hilux VIGO : พ.ศ. 2547 – 2558

ไฮลักซ์ วีโก้ เกิดขึ้นภายใต้โครงการ IMV Project ซึ่งริเริ่มโดย อากิโอะ โตโยดะ (Chairman of Toyota Motor Corporation) IMV เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของ โตโยต้าในประเทศไทย โดยได้รับเลือกให้เป็นฐานการผลิตและการส่งออกหลักของไฮลักซ์ มีการใช้ชิ้นส่วนในประเทศมากกว่า 90% สร้างการจ้างงานจำนวนมากและ ทำให้ไทยกลายเป็นหนึ่งในฐานการผลิตหลักของโตโยต้าทั่วโลก

ทั้งนี้ วีโก้ได้รับความนิยมอย่างสูงเป็นประวัติการณ์ ทำลายสถิติการขายในประเทศ ยอดขายเฉลี่ยมากกว่า 15,000 คันต่อเดือน ใน 4 เดือนแรกที่เปิดตัว (ก.ย.– ธ.ค. 2547) จากนั้นในปี 2550 โตโยต้า ได้ก่อตั้งโรงงานบ้านโพธิ์ เพื่อรองรับการขยายกำลังการผลิต ของไฮลักซ์ และ IMV มียอดการส่งออกรวมสูงถึง 1 ล้านคันในปี 2553 และ 2.4 ล้านคัน ในปี 2555

ที่ต้องบันทึกไว้ก็คือ มีการผลิตHilux CNG (2555) ที่ได้รับการพัฒนา และติดตั้งระบบ รองรับเชื้อเพลิง แบบ Bi-Fuel (เบนซิน และ CNG) จากโรงงานโดยตรง

กล่าวได้ว่า ไฮลักซ์ วีโก้ เป็น ไฮลักซ์ รุ่นที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดรุ่นหนึ่งในประวัติศาสตร์ของบริษัท โดยมียอดจำหน่ายรวมในประเทศถึง 1.65 ล้านคัน

 Hilux Generation 8 | Hilux REVO : พ.ศ.2558 – ปัจจุบัน 


ไฮลักซ์ รีโว่ ถูกพัฒนาให้ผสมผสานความแกร่งกับความสบาย การใช้งาน เน้นการตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าที่ต้องการรถกระบะพรีเมียม มีเทคโนโลยีสูง ความปลอดภัยครบครัน และการขับขี่ที่นุ่มนวล ใกล้เคียงรถยนต์นั่ง

โดยในปี 2560 โครงการ IMV มียอดส่งออกรวม 3 ล้านคัน และเป็นครั้งแรกที่ Hilux ที่ผลิตในไทย เริ่มส่งออกกลับไปจำหน่ายที่ญี่ปุ่น และในปี 2565 ยอดรวมการส่งออก สูงถึง 4 ล้านคัน

นอกจากนี้ รีโว่ยังมีรุ่นย่อยอีกหลายรุ่น ROCCO รุ่น Z-Edition และต่อมาได้เปิดตัว “GR Sport” ครั้งแรกในตระกูล ไฮลักซ์ ด้วยสมรรถนะและดีไซน์สปอร์ตยิ่งขึ้น ตามต่อด้วย Flagship Model ใหม่อย่าง Hilux Revo GR Sport “Wide Tread” อีกด้วย