ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - นับเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่น่าสนใจยิ่งสำหรับข่าวขบวนการทุจริตใบตรวจสุขภาพแรงงานต่างด้าว ด้วยมีการเปิดเผยออกมาว่า งานนี้มี “อดีตข้าราชการ” เข้ามามีส่วนเกี่ยวกับการออก “ใบรับรองแพทย์” และเรียกเก็บหัวคิวต่างด้าว 500 บาทต่อคน ซึ่งถือเป็นพฤติการณ์ทำลายระบบการคัดกรองโรคต้องห้าม เป็นภัยต่อประชากรในประเทศ ที่สำคัญคือสะเทือนไปถีงความมั่นคงระบบสาธารณสุขอย่างร้ายแรง
หลังจากที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว (คบต.) ครั้งที่ 4/2568 มีมติเห็นชอบให้ขยายเวลาผ่อนผันแรงงานเมียนมา จำนวน 1.8 ล้านคน ที่อยู่ในระหว่างรอการรับรองจากรัฐบาลเมียนมา ให้อยู่และทำงานต่อในประเทศไทยได้อีก 6 เดือน โดยเงื่อนไขประการหนึ่ง “แรงงานต้องตรวจสุขภาพ-ทำประกันสุขภาพ” โดยแรงงานข้ามชาติทุกคนต้องตรวจสุขภาพกับสถานพยาบาลที่ได้รับอนุญาต และต้องทำประกันสุขภาพตลอดช่วงที่ทำงาน ไม่ว่าจะอยู่ในระบบประกันสังคมหรือไม่นั้น ได้เกิดประเด็นร้อนที่ต้องจับตาเพราะได้กลายเป็นการเปิดช่องให้เกิดขบวนการทุจริตใบตรวจสุขภาพแรงงานต่างด้าว โดยข้อมูลวงในเผยมีอดีตราชการใหญ่ร่วมขบวนการเก็บค่าหัวคิว 500 บาทต่อคน เพื่อปลอมใบรับรองแพทย์แรงงานต่างด้าว
ทั้งนี้ จากการตรวจสอบข้อมูลพบว่า ตั้งแต่ต้นปี 2568 มีข่าวต่อเนื่องเกี่ยวกับกรณีการนำใบรับรองแพทย์ปลอมมาใช้ในการขอต่อใบอนุญาตทำงานของแรงงานต่างด้าว 4 สัญชาติประกอบด้วย กัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม ขณะที่กรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน ได้ตั้ง “ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์เกี่ยวกับสถานพยาบาลและใบรับรองแพทย์ปลอม” เพื่อรับเรื่องราวร้องทุกข์เกี่ยวกับสถานพยาบาลและใบรับรองแพทย์ปลอม สืบเบาะแสการกระทำความผิด ป้องกันการทำความผิดเกี่ยวกับการใช้ใบรับรองแพทย์ปลอมที่จะนำมาขอรับใบอนุญาตทำงานของแรงงานต่างชาติ ซึ่งก็ปรากฏว่า พบเบาะแสการขายใบตรวจสุขภาพให้กับแรงงานต่างด้าวโดยไม่ได้มีการตรวจสุขภาพจริง
นายชัยชนะ เดชเดโช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เปิดเผยหลังลงพื้นที่ตรวจสอบโรงพยาบาลเอกชนตรวจสุขภาพให้กับแรงงานต่างด้าวที่ไม่เป็นไปตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง มาตรฐานการให้บริการตรวจสุขภาพคนต่างด้าว2567 ที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2567 ว่า สธ. ลงพื้นที่ตรวจสอบโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง ย่านรังสิต พบสถานพยาบาลได้รับใบอนุญาตตามพระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ.2541 จริง แต่ยังอยู่ในระหว่างการขอใบอนุญาตตามประกาศมาตรฐานให้บริการตรวจสุขภาพคนต่างด้าว ตามประกาศของกระทรวงสาธารณสุข
ทั้งนี้ ทางโรงพยาบาลได้ทำการตรวจสุขภาพให้กับคนต่างด้าวไปแล้ว 13,121 ราย ฉะนั้น การกระทำเช่นนี้เข้าข่ายความผิดตาม ตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) สถานพยาบาล พ.ศ.2541 ตามมาตรา 35 (4) มีโทษจำคุก 1 ปี ปรับ 20,000 บาท พร้อมกันนี้ มีคำสั่งให้ รพ.ดับเบิ้ลยูเมดิคอล หยุดให้บริการตรวจสุขภาพคนต่างด้าวจนกว่าจะทำใบอนุญาตให้ถูกต้อง และขอให้สถานพยาบาลอื่นที่เข้าข่ายกระทำความผิดหยุดให้บริการในลักษณะเดียวกันนี้ด้วย
นอกจากนี้ ใบตรวจสุขภาพแรงงานต่างด้าวทั้ง 13,121 ใบ ที่ตรวจไปจาก รพ. แห่งนี้ ถือว่าผิดกฎหมายไม่ถูกต้อง ไม่เป็นไปตามประกาศของกระทรวงสาธารณสุขในการตรวจสุขภาพแรงงานต่างด้าว ซึ่งบริษัทจัดหางานหรือนายจ้างของแรงงานทั้ง 13,121 ราย จะต้องส่งรายชื่อมายังกระทรวงสาธารณสุข เพื่อที่จะมีการนำไปตรวจสอบ
ขณะที่ กระทรวงฯ จะประสานไปยังกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน เพื่อให้ตรวจสอบว่า มีผู้มีส่วนเกี่ยวข้องรู้เห็นในการกระทำนี้หรือไม่ ซึ่งมีข้อมูลเบื้องลึกเผยความเกี่ยวข้อง อดีตข้าราชการระดับ 10 ของกรมการจัดหางา ร่วมขบวการดังกล่าว โดยไม่สนใจว่าหากแรงงานต่างด้าวที่ไม่ได้ตรวจสุขภาพจริง หรือตรวจจากสถานพยาบาลที่ไม่ถูกต้อง อาจนำโรคระบาดมาแพร่ในประเทศไทยได้
อย่างไรก็ดี ได้รับคำยืนยันจากเจ้าของโรงพยาบาลดังกล่าวว่ามีการตรวจให้จริง โดยเก็บค่าตรวจรายละ 500 บาท เพียงแต่ขณะนี้อยู่ในระหว่างการขออนุญาตเพิ่มเติมในการเป็นสถานพยาบาลที่ตรวจสุขภาพคนต่างด้าว โดยได้สร้างห้องแล็บและห้องเอกซเรย์เสร็จเรียบร้อยแล้ว อยู่ในระหว่างประเมินมาตรฐานกับกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ถึงจะมาขึ้นทะเบียนขอเป็นสถานพยาบาลตรวจสุขภาพให้กับคนต่างด้าวกับ สบส. ได้
ทว่า แม้สถานพยาบาลแห่งนี้เป็น 1 ใน 75 สถานพยาบาลที่ผ่านการรับรองจากกรมการจัดหางานว่าสามารถตรวจสุขภาพแรงงานต่างด้าวเพื่อไปขอใบอนุญาตทำงานในประเทศไทยได้แต่กลับไม่สามารถใช้ใบตรวจสุขภาพได้ เนื่องจากยังไม่ได้ขออนุญาตเป็นสถานพยาบาลตามประกาศของกระทรวงสาธารณสุข ตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) สถานพยาบาล พ.ศ.2541
นอกจากนั้น เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2568 กรมสนับสนุนบริการสุขภาพได้ประสาน นพ.สสจ.สมุทรสาคร มอบหมาย พนักงานเจ้าหน้าที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสมุทรสาคร ลงพื้นที่ตรวจสอบโรงพยาบาลทั่วไปขนาดเล็ก จ.ตั้งอยู่ตำบลมหาชัย อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร กรณีมีการให้บริการตรวจสุขภาพแรงงานต่างด้าว โดยพบความผิดปกติที่ “โรงพยาบาล จ.” ซึ่งขึ้นทะเบียนเป็นสถานพยาบาลที่มีรายชื่อตามหลักเกณฑ์ของสถานพยาบาลเอกชนที่จะตรวจสุขภาพคนต่างด้าว ตามประกาศกรมการจัดหางาน แต่ยังมิได้ดำเนินการยื่นแบบ ส.พ.16 ขอบริการเพิ่มเติมตรวจสุขภาพคนต่างด้าว กับ สสจ.สมุทรสาคร เนื่องจากอยู่ระหว่างรวบรวมหลักฐาน ซึ่งยังไม่ครบถ้วนคือ ขาดหลักฐานการรับรองห้องปฏิบัติการของสถานพยาบาลตรวจสุขภาพคนต่างด้าวจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ด้วยเหตุอยู่ระหว่างการรอรับตรวจรับรองมาตรฐาน โดยทาง รพ. คาดว่ากำลังจะได้รับใบอนุญาตห้องปฏิบัติการในวันที่ 4 กันยายน 2568 แต่กลับให้บริการตรวจสุขภาพแรงงานต่างด้าว เข้าข่ายฝ่าฝืน ม.35(4) ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตามมาตรา 65 แห่งพรบ.สถานพยาบาล พ.ศ.2541 ดังนั้น จึงได้มีการดำเนินคดีตามกฎหมาย พร้อมทั้งให้ระงับการให้บริการตรวจสุขภาพคนต่างด้าว จนกว่าจะได้รับอนุญาต
ทพ.อาคม ประดิษฐสุวรรณ รองอธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) เปิดเผยว่า สถานพยาบาลเอกชนที่จะดำเนินการตรวจสุขภาพแรงงานต่างด้าวได้นั้น ต้องมาขึ้นทะเบียนกับกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) อีกครั้ง แม้ว่าโรงพยาบาลเอกชนแห่งนั้นจะมีการขึ้นทะเบียนเป็นสถานพยาบาลมาก่อนหน้านี้แล้วก็ตามที ซึ่งเป็นไปตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขที่ออกตาม พ.ร.บ.สถานพยาบาล ส่วนการออกใบอนุญาติของคลินิกย้ำชัดทำไม่ได้เด็ดขาด กฎหมายระบุดชัดอนุญาตให้เฉพาะโรงพยาบาลเท่านั้น
ทั้งนี้ สถานพยาบาลที่จะตรวจสุขภาพของคนต่างด้าวได้ จะมีการเพิ่มเรื่องการยืนยันอัตลักษณ์บุคคล มีการสแกนม่านตาตามแนวทางที่สภากาชาดกำหนดไว้ ต้องมีห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์ที่ได้มาตรฐาน ด้วยการตรวจสุขภาพของแรงงานต่างด้าวมีความแตกต่างจากการตรวจคนไทยปกติ เพราะต้องมีการตรวจโรคที่เป็นอันตราย โรคติดต่อต่างๆ เช่น โรคเรื้อน โรคเท่าช้าง ซิฟิลิส วัณโรค ฯลฯ ซึ่งต้องใช้ห้องแล็บที่ได้รับการรับรองจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ และต้องใช้ห้องเอ็กซเรย์ที่ได้มาตรฐาน เนื่องจากมีความกังวลเรื่องโรคติดต่อที่พบในประเทศนั้นๆ ที่อาจข้ามมายังประเทศไทย
นายสมชาย มรกตศรีวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า การตรวจสุขภาพแรงงานต่างด้าวเพื่อขอใบอนุญาตทำงานในประเทศไทยนั้น กระทรวงแรงงานได้ออกกฎกระทรวงกำหนดว่าจะต้องตรวจสุขภาพใน 6 โรคได้แก่ โรคเรื้อน, วัณโรคระยะอันตราย, โรคยาเสพติดให้โทษ, โรคพิษสุราเรื้อรัง, โรคเท้าช้าง, และ โรคซิฟิลิส (ระยะที่ 3)ขณะเดียวกันสถานพยาบาลที่จะตรวจสุขภาพเพื่อนำผลมายื่นขอใบอนุญาตทำงาน โดยหลักแล้วจะมีอยู่ 2 มาตรฐานที่กำหนดไว้ คือ 1. เป็นสถานพยาบาลที่ได้รับใบอนุญาตถูกต้องตามกฎหมายของกระทรวงสาธารณสุข และ 2. สถานพยาบาลนั้นจะต้องมีห้องแล็บสำหรับการตรวจเชื้อ โดยมาตรฐานทางการแพทย์จะต้องเป็นไปตามที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนดทั้งหมด โดยกรมการจัดหางานได้เพิ่มระบบตรวจสอบการตรวจสุขภาพแรงงานต่างด้าวผ่านระบบ API โดยสถานพยาบาลสามารถส่งข้อมูลทั้งหมดเข้ามาที่กรมฯ โดยตรง ที่ผ่านมามีการอนุญาตให้คลินิกทั่วไปตรวจสุขภาพแรงงานต่างด้าวได้ แต่พบว่ามีปัญหาเรื่องการปลอมแปลงเอกสาร จึงมีการกำหนดเงื่อนใหม่เพื่ออุดช่องโหว่
นี่นับเป็นอีกหนึ่งปัญหาที่หน่วยงานภาครัฐต้องดำเนินการอย่างเด็ดขาด พร้อมทั้งจัดการกับบุคคลใดก็ตามที่เกี่ยวข้องกับการปล่อยปละละเลย และสมรู้ร่วมคิดในขบวนการดังกล่าวโดยเร็ว เพื่อไม่ได้เกิดปัญหาที่อาจลุกลามมาสู่ความมั่นคงของระบบสาธารณสุขไทยได้