xs
xsm
sm
md
lg

ผู้จัดการสุดสัปดาห์

x

ศึกสายเลือดเดือดพล่าน “ชนินทธ์-สินี-สุนงค์” แตกหัก เดิมพันยึด “อาณาจักรดุสิตธานี”

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - ศึกสายเลือดทายาทท่านผู้หญิงชนัตถ์ ปิยะอุย ที่ช่วงชิงอาณาจักรดุสิตธานี เดือดพล่านขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ “ฝั่งน้องสาว” ซึ่งเตรียมการขับไล่ไสส่งพี่ชายคนโต “ชนินทธ์ โทณวณิก” ให้พ้นวงโคจรอำนาจบริหารอย่างสิ้นเชิง เจอการสู้กลับแบบตาต่อตา ฟันต่อฟัน กันเลยทีเดียว 

ปฏิบัติการขับไสนายชนินทธ์ โทณวณิก รอบนี้ ฉายภาพผ่านการทำหนังสือแจ้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ของนางสาวมัณฑนี สุรกาญจน์กุล เลขานุการ บริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) ที่แจ้ง ตลท. เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2568 โดยอ้างถึงหนังสือของบริษัทชนัตถ์และลูก จำกัด ส่งถึงคณะกรรมการ บมจ. ดุสิตธานี เรื่องขอให้เรียกประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นตามกฎหมายฯ ซึ่งที่ประชุมคณะกรรมการฯ เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2568 มีมติอนุมัติการจัดประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ในวันที่ 26 กันยายน 2568 ผ่านสื่ออิเลกทรอนิกส์

สำหรับวาระสำคัญเพื่อพิจารณาในการประชุมวันที่ 26 กันยายน 2568 นั้น คือ วาระที่ 3 ขอให้พิจารณาอนุมัติถอดถอนนายชนินทธ์ โทณวณิก ออกจากตำแหน่งกรรมการบริษัท

อย่างไรก็ดี แม้คณะกรรมการฯ จะบรรจุวาระนี้ในการประชุมตามคำขอของบริษัท ชนัตถ์และลูก แต่คณะกรรมการ ซึ่งไม่รวมกรรมการที่มีส่วนได้เสีย (ได้แก่ นายชนินทธ์ โทณวณิก และนางสินี เธียรประสิทธิ์) มีความเห็นเพิ่มเติมว่า ผู้ถือหุ้นควรใช้วิจารณญาณในการพิจารณาในวาระถอดถอนนายชนินทธ์ โทณวณิก เนื่องจากคุณสมบัติของกรรมการบริษัทควรสอดคล้องกับธุรกิจหลักของดุสิต คือ ด้านโรงแรมและอาหาร ซึ่งจำเป็นที่จะต้องมีผู้นำที่มีความเข้าใจในธุรกิจและการปฏิบัติการอย่างลึกซึ้ง รวมถึงมีความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้าที่จะดำเนินธุรกิจที่ตนสร้างขึ้นมาอย่างไม่มีวันสิ้นสุด

คณะกรรมการ มีความเห็นว่า นายชนินทธ์ โทณวณิก เป็นบุคคลที่มีประสบการณ์ด้านธุรกิจโรงแรมและอาหารมาอย่างยาวนาน และเป็นทายาทคนโตของผู้ก่อตั้งโรงแรมดุสิตธานี เป็นผู้ที่ทราบและเข้าใจความเป็นมาของโรงแรมเป็นอย่างดี เป็นบุคคลสัญลักษณ์ของดุสิตธานี และสืบต่อเจตจำนงของท่านผู้หญิงชนัตถ์ ปิยะอุย ในการรักษาเอกลักษณ์ความเป็นไทยของโรงแรมดุสิตธานี มาจนถึงทุกวันนี้

อีกทั้งมีเครือข่ายในวงการ hospitality อย่างแข็งแกร่ง และมีวิสัยทัศน์กว้างไกล รวมถึงการริเริ่มโครงการดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค ซึ่งนายชนินทธ์ โทณวณิก เป็นผู้ริเริ่มและเป็นผู้นำในการดำเนินการ รวมถึงแนวคิดและกลยุทธ์ต่าง ๆ ซึ่งโครงการดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค เป็นหนึ่งในโครงการของบริษัทที่คาดว่าจะสร้างรายได้ให้แก่บริษัท และเป็นโครงการที่ตั้งใจสร้างขึ้นเพื่อให้ดุสิตมีความทันสมัย แต่ยังคงเอกลักษณ์ความเป็นไทยเพื่อให้เป็นมรดกตกทอดไปถึงรุ่นลูกหลานของไทย ดังนั้นการถอดถอนนายชนินทธ์ โทณวณิก จะส่งผลกระทบต่อบริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) รวมถึงโครงการดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค และความเชื่อมั่นของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกส่วนที่มีต่อบริษัท

ฟังน้ำเสียงของคณะกรรมการ บมจ. ดุสิตธานี ก็รู้ว่าไม่เห็นด้วยที่จะมีการถอดถอนนายชนินทธ์ ให้พ้นจากการเป็นกรรมการบริษัท อย่างชัดเจน


 นอกจากนี้ ยังมีวาระที่ 4 เพื่อพิจารณาอนุมัติเพิ่มจำนวนกรรมการ แต่งตั้งกรรมการเข้าใหม่ และเปลี่ยนแปลงอำนาจกรรมการ ซึ่งสำคัญไม่น้อยเช่นกัน

ในส่วนการพิจารณาอนุมัติเปลี่ยนแปลงอำนาจกรรมการ โดยกำหนดอำนาจกรรมการที่จะกระทำการแทนบริษัทใหม่ จากเดิม “ชื่อและจำนวนกรรมการ ซึ่งมีอำนาจลงลายมือชื่อแทนบริษัท คือ นายชนินทธ์ โทณวณิก, นางสินี เธียรประสิทธิ์, นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ กรรมการ 2 ใน 3 คนนี้ลงลายมือชื่อร่วมกันและประทับตราสำคัญของบริษัท” เปลี่ยนเป็น “ชื่อและจำนวนกรรมการ ซึ่งมีอำนาจลงลายมือชื่อแทนบริษัท คือ นางสินี เธียรประสิทธิ์, ดร.กฤษดา กวีญาณ, นายศุภศักดิ์ จิรเสวีนุประพันธ์ กรรมการ 2 ใน 3 คนนี้ ลงลายมือชื่อร่วมกันและประทับตราสำคัญของบริษัท”

สำหรับการพิจารณาอนุมัติเลือกตั้งกรรมการแทนกรรมการที่พ้นตำแหน่งตามวาระ จำนวน 4 คน ที่เสนอเป็นกรรมการอิสระ ประกอบด้วย ดร. ปานปรีย์ พหิทธานุกร, นายกุลิศ สมบัติศิริ, นายทวีลาภ ฤทธาภิรมย์ และ นางสาวอัจฉรินทร์ พัฒนพันธ์ชัย

ส่วนการพิจารณาอนุมัติเพิ่มจำนวนกรรมการและกรรมการอิสระ จากปัจจุบันที่มีจำนวนกรรมการ 12 คน เพิ่มขึ้นเป็น 18 คน กรรมการใหม่ที่เสนอ ประกอบด้วย ดร. กฤษดา กวีญาณ, นายเสข วรรณเมธี, นายปัณฑิต มงคลกุล, นายภูม โอสถานนท์, นายศุภศักดิ์ จิรเสวีนุประพันธ์ และนายพิชัย ดุษฎีกุลชัย เป็นกรรมการอิสระ

การขอให้ถอดนายชนินทธ์ ออกจากตำแหน่งกรรมการบริษัท และถอดนายชนินทธ์ และ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ออกจากกรรมการผู้มีอำนาจลงนามแทนบริษัท รวมทั้งการแต่งตั้งกรรมการใหม่เข้ามา และการเพิ่มจำนวนกรรมการ ส่อนัยให้เห็นถึงความต้องการล้างบางอำนาจในสายนายชนินทธ์ ชนิดถอนรากถอนโคนกันเลยทีเดียว

แต่ก่อนจะถึงวันที่ 26 กันยายน 2568 ซึ่งเป็นวันนัดประชุมชี้เป็นชี้ตาย นายชนินทธ์ ก็เปิดเกมรุกกลับ พร้อมแฉให้เห็นเบื้องลึกเบื้องหลังและการดึง “คนนอก” เข้ามาฮุบอาณาจักรดุสิตธานี ที่ตนเองและผู้เป็นมารดา คือ ท่านผู้หญิงชนัตถ์ ปิยะอุย ร่วมกันปลุกปั้นจนเติบใหญ่

การแถลงข่าวและออกแถลงการณ์อันยาวเหยียดของนายชนินทธ์ เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2568 ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่เขาออกมา “พูดตรง ๆ ต่อสาธารณะ เพื่อให้ทุกคนได้รับฟังข้อเท็จจริงจากปากของผมเอง” เป็นการตอบโต้ทุกเม็ด หลังจากเกิดความขัดแย้งกับน้อง ๆ ที่จ้องไล่ตะเพิดให้เขาพ้นจากดุสิตธานี ซึ่งเป็นข่าวครึกโครมตั้งแต่ต้นปี 2568 จนถึงบัดนี้

นายชนินทธ์ โทณวณิก ขณะแถลงข่าวตอบโต้และเปิดผลเบื้องหน้าเบื้องหลังของเรื่องราวทั้งหมด
จุดเริ่มต้นของปัญหา
ผลกระทบที่ลุกลามมาถึงดุสิตธานี

ทายาทคนโตของท่านผู้หญิง ชนัตถ์ เปิดหัวว่า เรื่องนี้ไม่ได้เริ่มจากความวุ่นวายของการประชุมสามัญประจำปีผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 32/2568 ที่ผ่านมาทั้งสองครั้ง และการไม่อนุมัติงบการเงินประจำปี 2567 ของ บมจ. ดุสิตธานี แต่จุดเริ่มต้นของปัญหาต่าง ๆ เกิดขึ้นหลังจากที่ท่านผู้หญิง ชนัตถ์ ปิยะอุย สิ้น เนื่องจากได้มอบหมายให้ตนเองเป็นเสาหลักในการดูแลกิจการของบริษัท ชนัตถ์และลูก จำกัด ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ใน บมจ. ดุสิตธานี และธุรกิจอื่นของครอบครัวเป็นเวลากว่า 30 ปี ซึ่งในอดีตที่ผ่านมา อำนาจกรรมการของบริษัทภายใต้การดูแลของท่านผู้หญิงฯ คือ ท่านผู้หญิงฯ ลงนามร่วมกับตนเอง หรือท่านผู้หญิงฯ ลงนามร่วมกับสินี เธียรประสิทธิ์ โดยเมื่อท่านผู้หญิงฯ ไม่อยู่แล้ว ตนคือผู้ลงนามหลัก ที่ต้องลงนามร่วมกับสินี หรือตนเองลงนามร่วมกับน้องคนเล็ก

 “ต่อมา น้องทั้งสองคนของผม (สินี เธียรประสิทธิ์ – สุนงค์ สาลีรัฐวิภาค) ได้ร่วมกันใช้เสียงโหวตเปลี่ยนแปลงอำนาจกรรมการเดิมที่คุณแม่กำหนดไว้ เพื่อแก้ไขอำนาจกรรมการ โดยไม่ฟังเสียงของผม จากที่ผมมีอำนาจหลักในการลงนามร่วมกับใครคนใดคนหนึ่ง เปลี่ยนให้เป็นกรรมการสองในสามลงนามร่วมกัน และหลังจากนั้น น้อง ๆ ก็ร่วมกันปลดผมออกจากการเป็นกรรมการของบริษัท ชนัตถ์และลูก จำกัด รวมถึงการปลดผมออกจากการเป็นกรรมการทุกบริษัทในกองมรดก ทั้งที่ผมเองก็เป็นหนึ่งในผู้จัดการมรดก ซึ่งการกระทำเช่นนี้ไม่ถูกต้องและไม่เป็นธรรม ผมจึงจำเป็นต้องใช้สิทธิตามกฎหมายและขอบารมีศาลเป็นที่พึ่ง”

“ต่อมาในช่วงโควิด เราทั้งสามคนตกลงที่จะแบ่งกองมรดกออกเป็น 3 ส่วน คือ บริษัท ชนัตถ์และลูก จำกัด (ถือหุ้นใหญ่ใน บมจ.ดุสิตธานี) บริษัท ปิยะศิริ จำกัด (ถือหุ้นใหญ่ในโรงพยาบาลสุขุมวิท) และ บริษัท ธนจิรัง จำกัด (เป็นบริษัทที่ดำเนินการเกี่ยวกับการพัฒนาและให้เช่าอสังหาริมทรัพย์) โดยทุกฝ่ายตกลงให้ผมได้หุ้นทั้งหมดในบริษัท ชนัตถ์และลูก จำกัด ในขณะที่น้องแต่ละคนได้หุ้นในอีกสองบริษัทดังกล่าว และให้นำทรัพย์สินอื่น ๆ มาชดเชยกันให้เป็นธรรมและเท่าเทียมกันสำหรับทุกฝ่าย แต่ในภายหลัง ทั้งสองคนเปลี่ยนใจไม่ยอมรับข้อตกลงนั้น ซึ่งผมเข้าใจว่าเป็นผลมาจากโครงการดุสิต เรสซิเดนเซส เกิดขายดีกว่าที่คิด หลังจากโควิดจบลง” 

นายชนินทธ์กล่าวด้วยว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมา ผมไม่เคยออกมาพูดเรื่องนี้ เพราะมองว่าเป็นเรื่องภายในครอบครัว และยังหวังว่าการฟ้องร้องต่าง ๆ ของผมที่เป็นการใช้สิทธิตามกฎหมายจะนำไปสู่การไกล่เกลี่ย และประนีประนอม แต่วันนี้ผมจำเป็นต้องออกมาพูด เพราะการกระทำแบบเดียวกันได้ขยายมาถึงบมจ. ดุสิตธานี

ก่อนหน้านี้ พวกเขาใช้อำนาจผ่านบริษัท ชนัตถ์และลูก ไม่อนุมัติงบการเงิน ทั้งที่งบการเงินไม่ได้มีปัญหา และล่าสุดยังพยายามถอดถอนตนเองออกจากตำแหน่งกรรมการในดุสิตธานี เพื่อแต่งตั้งบุคคลที่มีความเชื่อมโยงกับคนนอกครอบครัวเข้ามาควบคุมอำนาจบริหาร ซึ่งไม่เพียงแต่สร้างความเสียหายต่อ บมจ. ดุสิตธานี แต่ยังเป็นการเปิดทางให้คนนอกครอบครัวเข้ามายึดกิจการที่ครอบครัวสร้างมาอีกด้วย นอกจากนี้ คนเองเห็นว่าผู้ที่จะต้องเสียหายไปด้วยก็คือ ผู้ถือหุ้นรายย่อยที่อยู่ในฐานะที่ไม่สามารถตอบโต้ หรือทำอะไรได้เลย

 การเปลี่ยนแปลงคณะกรรมการและเกม Take Over 

นายชนินทธ์เปิดเผยต่อไปว่า สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือ การเปลี่ยนแปลงคณะกรรมการครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องปกติ เพราะมีการเสนอกรรมการใหม่บางคนที่มีความเชื่อมโยงโดยตรงกับกลุ่มเซ็นทรัล และการเปลี่ยนกรรมการที่มีอำนาจจากคนในครอบครัวไปสู่คนนอก โดย 2 ใน 3 สามารถลงนามแทนบริษัท เป็นการเปิดทางให้คนนอกเข้าควบคุมกิจการที่ครอบครัวสร้างมาได้ทันที โดยไม่จำเป็นต้องมีกรรมการเดิมลงนามเลยก็สามารถผูกพันดุสิตธานีได้

ที่ผ่านมา ยังมีความพยายามผลักดันให้แบ่งหุ้นบริษัท ชนัตถ์และลูก ที่เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ใน บมจ. ดุสิตธานี ออกเป็นสามส่วน เพื่อขายต่อให้คนนอก ทั้ง ๆ ที่ข้อบังคับของบริษัท ชนัตถ์และลูก ระบุไว้ว่า ไม่ให้ขายหุ้นของชนัตถ์และลูก ให้แก่คนนอกครอบครัว ซึ่งการกระทำเช่นนี้ เท่ากับเปิดประตูให้คนนอกเข้ามาครอบครองกิจการที่เคยเป็นของครอบครัวสร้างมาด้วยวิธีการที่ไม่ถูกต้อง

กลุ่มเซ็นทรัล เคยพยายามเข้ามาเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของ บมจ.ดุสิตธานีหลายครั้ง ครั้งหนึ่งเคยซื้อหุ้นดุสิตธานี จนถึง 22.5% โดยไม่แจ้งให้เราทราบ ทั้งที่เป็นพันธมิตรและคู่สัญญาในโครงการดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค จนผมต้องไปเจรจาเพื่อขอให้เขาขายหุ้นออกครึ่งหนึ่ง และขอไม่ให้กลุ่มเซ็นทรัลส่งคนมานั่งเป็นกรรมการ เพราะธุรกิจเรามีความทับซ้อนกัน เช่น ธุรกิจสายโรงแรมก็มีการแข่งขันกันโดยตรง และยังมีธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และธุรกิจอาหารเหมือนกัน ด้วยเกรงว่าจะเกิดปัญหาเรื่องความขัดแย้งทางผลประโยชน์

“และต่อมาผมได้ทราบมาจากหลายช่องทางและเข้าใจว่า ทางกลุ่มเซ็นทรัลและบริษัท ชนัตถ์และลูก ภายใต้การบริหารของน้องสาวทั้งสองของผม ได้หารือกันหลายครั้ง เพื่อหาทางซื้อหุ้นเพิ่ม และอาจมีวัตถุประสงค์เพื่อที่จะเข้าควบคุมอำนาจบริหารกิจการดุสิตธานี ซึ่งการกระทำเช่นนี้ไม่ถูกต้อง และจะส่งผลกระทบรุนแรงต่อความต่อเนื่องในการดำเนินธุรกิจและโครงการดุสิต เรสซิเดนเซส และยังอาจมีประเด็นเรื่องความขัดแย้งทางผลประโยชน์ เนื่องจากความทับซ้อนของธุรกิจ

“และที่สำคัญ ณ ปัจจุบัน โครงการนี้ สามารถขายไปได้แล้วกว่า 92% แต่ความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้น อาจกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้ซื้อ และอาจจะส่งผลกระทบต่อการโอนห้องชุด ที่จะเริ่มในไม่กี่เดือนข้างหน้า และกระทบต่อความเชื่อมั่นในโครงการทั้งหมด”

 เรื่องผลประกอบการ – ความจริงที่ต้องเข้าใจ 

สำหรับข้อกล่าวหาว่า บริษัทขาดทุนต่อเนื่องและมีหนี้สินสูงนั้น นายชนินทธ์กล่าวว่าไม่ได้สะท้อนความจริงทั้งหมด การขาดทุนส่วนใหญ่เกิดจากภาระดอกเบี้ยของโครงการใหญ่  “ดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค”  มูลค่า 46,000 ล้านบาท การลงทุนในโครงการต่าง ๆ ก่อนที่จะเกิดโควิด และความพยายามในการประคับประคองกิจการในช่วงโควิด โดยไม่เคยเพิ่มทุน และไม่เคยผลักภาระไปยังผู้ถือหุ้น ดังนั้น นี่ไม่ใช่การล้มเหลวทางธุรกิจ แต่เป็นรากฐานในการสร้างธุรกิจให้เติบโตต่อไป

ถึงตอนนี้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าโครงการทั้งหมดกำลังไปได้ดี โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพ แห่งใหม่ เปิดมาไม่ถึงปีได้รับการต้อนรับดีเยี่ยมจากลูกค้า โครงการดุสิต เรสซิเดนเซส ซึ่งเป็นอาคารห้องชุด ขายไปแล้วกว่า 92% ซึ่งช่วยให้มีรายได้เติบโตมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ และช่วยปลดภาระหนี้ที่ค้างอยู่ เป็นเครื่องพิสูจน์ว่า ดุสิตธานีกำลังจะก้าวผ่านช่วงที่ยากที่สุด และมุ่งสู่การเติบโตอย่างยิ่งใหญ่อีกครั้ง

นายชนินทธ์ ยังเน้นย้ำว่า กรณีจะมีการเปลี่ยนแปลงกรรมการ ด้วยการเสนอชื่อกรรมการเข้ามาใหม่ ทำให้จำนวนกรรมการเพิ่มขึ้นจากเดิม 12 คน เป็น 18 คน สามารถทำให้อำนาจการควบคุมกิจการเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง และคาดว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงฝ่ายบริหาร ซึ่งไม่ยุติธรรมสำหรับทุกคนที่ร่วมทุ่มเทเกือบสิบปีเพื่อทำให้ดุสิตธานีเติบโตมาจนถึงจุดนี้ และยังเป็นการไม่ยุติธรรมต่อผู้ถือหุ้นรายย่อย

อีกทั้งยังอาจสร้างผลกระทบในทางลบกับบริษัท ดุสิตธานี อย่างมาก ความไม่แน่นอนต่ออนาคตของดุสิตธานี จะสร้างผลกระทบต่อเจ้าของโรงแรมที่ไว้วางใจให้ดุสิตธานีบริหารให้เกือบ 300 แห่งทั่วโลก หุ้นส่วนที่เข้ามาลงทุนกับบริษัทในเครือ ลูกค้าที่มาใช้บริการโรงแรม ลูกค้าในโครงการดุสิต เรสซิเดนเซส กว่า 400 คนที่มาซื้อห้องชุด ด้วยความเชื่อถือและมั่นใจในคณะกรรมการ และผู้บริหารชุดปัจจุบัน

“ผมขอสัญญาว่า... ผมจะไม่ยอมทิ้งดุสิตธานีไปไหน รวมทั้งจะใช้สรรพกำลังทั้งหมดที่มีอย่างเต็มที่ เพื่อปกป้องดุสิตธานี ไม่ให้ถูกยึดครองโดยไม่ชอบธรรม ...ใครก็ตาม หากเข้ามาทำให้ดุสิตธานีเสียหาย ผมจะใช้สิทธิที่ตนเองมีในการดำเนินการทางกฎหมายอย่างถึงที่สุด” นายชนินทธ์ ให้คำมั่นอย่างหนักแน่น

 เซ็นทรัลพัฒนา ยันไม่ยุ่งเกี่ยว 

หลังจากถูกพาดพิงถึงการเข้าฮุบดุสิตธานี ทางเซ็นทรัลพัฒนา ได้ขอปฏิเสธและชี้แจงว่า บริษัท ได้ร่วมลงทุนเป็นพันธมิตรทางธุรกิจกับดุสิตธานี ในพัฒนาโครงการดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค มาตั้งแต่ปี 2560 มูลค่าการลงทุนรวมกว่า 2 หมื่นล้าน ซึ่งดำเนินการพัฒนาด้วยดีมาตลอด ในส่วนโรงแรมและอาคารสำนักงานเปิดบริการแล้ว และศูนย์การค้าเซ็นทรัล พาร์ค จะเปิดให้บริการในวันที่ 4 กันยายน 2568 ปัจจุบันเซ็นทรัลพัฒนา ถือหุ้นในดุสิตธานี 145,238,320 หุ้น คิดเป็นร้อยละ 17.09 ของจำนวนหุ้นทั้งหมดของดุสิตธานีตั้งแต่ปี 2561

เซ็นทรัลพัฒนา ยืนยันการเสนอชื่อกรรมการตามสัดส่วนการถือหุ้น ซึ่งถือเป็นแนวปฏิบัติตามปกติ ในการดูแลเงินลงทุน โดยไม่มีอำนาจในการควบคุมในดุสิตแต่อย่างใด และเซ็นทรัลพัฒนา ให้ความสำคัญกับการกำกับดูแลเรื่องการจัดการความขัดแย้งทางผลประโยชน์ ซึ่งดุสิตธานี บริหารงานโดยกลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่ คือบริษัท ชนัตถ์และลูก จำกัด เซ็นทรัลพัฒนา ขอยืนยันว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ ในการตัดสินใจดำเนินการของบริษัท ชนัตถ์และลูก จำกัด

 “สินี – สุนงค์” แตกหัก ลุยแฉกลับ 

ทางด้าน  นางสินี เธียรประสิทธิ์ และ นางสุนงค์ สาลีรัฐวิภาค กรรมการผู้มีอำนาจ บริษัท ชนัตถ์และลูก จำกัด ได้ออกเอกสารคำชี้แจง บริษัท ชนัตถ์และลูก จำกัด ตอบโต้นายชนินทธ์ ว่า การบริหารจัดการบริษัท ชนัตถ์และลูกฯ และ บมจ.ดุสิตธานี เป็นคนละเรื่องการจัดการทรัพย์มรดกของท่านผู้หญิงชนัตถ์ ปิยะอุย

ประเด็นที่นายชนินทธ์ ระบุว่า การเสนอกรรมการใหม่เข้ามา จะเปิดประตูให้คนนอกเข้ามาควบคุมกิจการที่ครอบครัวสร้างมานั้น ความจริงแล้วนายชนินทธ์ ทราบดีว่าไม่สามารถทำได้เนื่องจาก มีข้อบังคับของบริษัทฯ ห้ามมิให้โอนหุ้นให้คนนอกอยู่แล้ว ส่วนการขอเปิดประชุมวิสามัญ เป็นการใช้สิทธิตามกฎหมาย เพราะดุสิตธานีไม่ได้จ่ายปันผลมา 5 ปีแล้ว และมียอดขาดทุนสะสมกว่า 1,254 ล้านบาท จึงไม่อาจนิ่งเฉยได้ จำเป็นต้องให้มีการเปลี่ยนแปลงการบริหารดุสิตธานี โดยเพิ่มกรรมการ 10 คน เข้ามาช่วยบริหารเพื่อให้ดุสิตธานีกลับมามีกำไร และเห็นสมควรเชิญเซ็นทรัลพัฒนา ส่งตัวแทนเข้ามามีส่วนร่วมตามสัดส่วนการถือหุ้น ซึ่งเซ็นทรัลพัฒนา เสนอเข้ามา 2 คน ซึ่งด้วยความเป็นมืออาชีพ มีหลักธรรมาภิบาล เซ็นทรัลพัฒนา ย่อมไม่มีความคิดจะเข้ามาเทกโอเวอร์กิจการของดุสิตธานีตามที่ถูกกล่าวอ้าง

สินี เธียรประสิทธิ์ และสุนงค์ สาลีรัฐวิภาค

ท่านผู้หญิงชนัตถ์ ปิยะอุย ผู้ก่อตั้งโรงแรมดุสิตธานี
ขณะเดียวกัน นางสินี ถือเป็นผู้เหมาะสมที่จะเข้าบริหารกิจการของดุสิตธานี อีกทั้ง ดร.กฤษดา กวีญาณ และนายศุภศักดิ์ จิรเสวีบุประพันธ์ ซึ่งจะเข้ามาร่วมเป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อร่วมกับนางสินีฯ นั้น ก็ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ กับเซ็นทรัลพัฒนา

ส่วนการจัดการทรัพย์มรดกของท่านผู้หญิงชนัตถ์ฯ เป็นเรื่องระหว่างทายาท กรณีที่นายชนินทธ์ กล่าวอ้างว่า ทายาททั้งสามของท่านผู้หญิงชนัตถ์ ได้ตกลงแบ่งทรัพย์มรดกเป็นที่เรียบร้อยแล้วนั้น ไม่เป็นความจริง เพราะทายาทยังตกลงกันไม่ได้ ที่สำคัญคือ คำตัดสินของศาลในคดีที่นายชนินทธ์ ยื่นฟ้องนางสุนี และนางสุนงค์ เพื่อขอให้ศาลบังคับให้โอนหุ้นบริษัทฯ แก่นายชนินทธ์ แต่เพียงผู้เดียวนั้น เมื่อปี 2567 ศาลได้มีคำพิพากษายกฟ้อง โดยวินิจฉัยว่า การประชุมผู้จัดการมรดกระหว่างโจทก์และจำเลยดำเนินมาถึงเพียงขั้นตอนกำหนดแนวทางและวิธีแบ่งทรัพย์มรดก แต่เกิดความขัดแย้งเสียก่อน ทำให้ไม่สามารถดำเนินการต่อไปได้ ข้อตกลงที่โจทก์อ้างตามฟ้องยังไม่เกิดขึ้น แต่นายชนินทธ์ ก็ยังคงกล่าวอ้างมาตลอดว่ามีข้อตกลงนั้นอยู่

ดังนั้น ทั้งการกล่าวอ้างว่าจะเป็นการเปิดทางให้คนนอกเข้ามาควบคุมกิจการดุสิตธานี ทั้งการที่บอกว่านางสุนีและนางสุนงค์ เปลี่ยนใจไม่ยอมรับข้อตกลงน่าจะเป็นผลจากโครงการดุสิต เรสซิเดนเซส ขายดีหลังโควิดจบลง จึงเป็นการกล่าวหาที่ไม่มีมูลความจริง ทำให้นางสุนี และนางสุนงค์ ได้รับความเสียหาย

 ศึกสายเลือดชิงอาณาจักรดุสิตธานี หากลากยาวต่อไป ย่อมไม่เป็นผลดีไม่ว่าจะมองด้วยมิติไหน โดยเฉพาะกลุ่มผู้ถือหุ้นรายย่อยที่จะได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น 


กำลังโหลดความคิดเห็น