ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - หัวใจของคนไทยเจ็บปวดจนไม่สามารถบรรยายออกมาเป็นคำพูดได้เมื่อเห็น “เขมร” รวมตัวกันมาเพื่อพังรั้วลวดหนามที่วางไว้บริเวณ “บ้านหนองจาน” จังหวัดสระแก้ว จนวันรุ่งขึ้นคนไทยที่ “รับไม่ได้” ต้องรวมตัวกันไปบุกที่บ้านหนองจานชนิดที่พร้อมจะเปิดวอร์เข้าใส่เลยทีเดียวด้วยเห็นว่ามาตรการที่กองทัพภาคที่ 1 ดำเนินการนั้น “หน่อมแหน้ม” เกินไป
ขณะที่ “กองทัพภาคที่ 1” ได้แต่ออกเอกสารชี้แจงว่า “กองกำลังบูรพาได้ดำเนินการวางแนวลวดหนามเพื่อความปลอดภัยชั่วคราว ให้กับคณะจังหวัดสระแก้วในการตรวจพื้นที่ของประชาชน ในการเข้าทำการประเมินรายละเอียดที่ดินของประชาชน ในพื้นที่บ้านหนองจาน ตำบลโนนหมากมุ่น อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว เพื่อเป็นมาตรการรักษาความปลอดภัยชั่วคราว และจำกัดขอบเขตพื้นที่ชายแดน การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามกรอบการปฏิบัติด้านความมั่นคง โดยมิได้มุ่งก่อให้เกิดความวุ่นวายหรือกระทบกระทั่งกับฝ่ายใด ปัจจุบัน กองกำลังบูรพา ได้จัดกำลังพลเข้าพูดคุยชี้แจงในการดำเนินการการวางแนวลวดหนามดังกล่าว เพื่อความปลอดภัยชั่วคราว และเพื่อมิให้ฝ่ายกัมพูชาเข้าใจผิด หลังจากมีการตรวจพื้นที่ของ คณะจังหวัดสระแก้วในการตรวจพื้นที่ของประชาชนเรียบร้อยแล้ว หน่วยจะได้ดำเนินการปรับให้ดำรงสภาพเหมือนเดิม กองทัพภาคที่ 1 ขอยืนยันว่า เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นความเข้าใจผิดของฝ่ายกัมพูชา และฝ่ายไทยได้พูดคุยชี้แจงการปฏิบัติด้วยความระมัดระวัง อยู่ภายใต้กรอบกฎหมายและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เพื่อป้องกันมิให้สถานการณ์บานปลาย และรักษาความสงบเรียบร้อยของประเทศ”
ทว่า ก็ไม่ได้ทำให้อะไรๆ ดีขึ้น เพราะมีเสียงสะท้อนกลับจากประชาชนที่เข้าไปแสดงความคิดเห็นใจเพจของกองทัพภาคที่ 1 ด้วยความไม่พอใจ แต่เชื่อว่า น่าจะโดนใจใครหลายคนว่า “กองทัพภาคที่ 1 ทำได้แค่นี้หรือ?” และจำนวนไม่น้อยถึงกับเสนอให้ “เปลี่ยนตัวแม่ทัพภาคที่ 1” กันเลยทีเดียว
ส่วนการที่ “บิ๊กเล็ก-พลเอก ณัฐพล นาคพาณิชย์” รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ในฐานะผู้บังคับบัญชาตามตำแหน่ง และเป็น “สายตรงลุง” เช่นเดียวกัน ให้สัมภาษณ์ด้วยความแข็งกร้าวว่า ได้สั่งให้กองทัพแจ้งความเอาผิดชาวกัมพูชาที่ทำร้ายร่างกายเจ้าหน้าที่ของไทยและรื้อรั้วลวดหนามที่วางไว้ ถือเป็นอีกหนึ่งเรื่องตลก เพราะยังมองไม่เห็นเลยว่า เป็นการแก้ปัญหาที่ถูกวิธี และมีประโยชน์ที่ตรงไหน
ไม่ต่างอะไรกับการที่พลเอก ณัฐพลมอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศทำหนังสือประท้วงไปยังฝ่ายกัมพูชา ซึ่งแม้จะเป็นวิธีที่นานาอารยประเทศใช้กันตามปกติ แต่สำหรับกัมพูชา ที่ผ่านมาก็เห็นกันอยู่ว่า เป็นวิธีไม่ได้ผล และกัมพูชาก็มิได้นำพาแต่ประการใด แถมหลายคนยังอดเปรียบเปรยไม่ได้ว่า สมมติว่า มีคนถือไม้บุกเข้ามาที่บ้านพักตนเอง พลเอก ณัฐพลจะทำหนังสือประท้วงไหม หรือว่าจะใช้กำลังขับไล่ออกไปให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้
อย่างไรก็ดี ต้องบอกว่า ปัญหาที่ “บ้านหนองจาน” นั้น จะโทษกัมพูชาแต่เพียงฝ่ายเดียวก็คงไม่ได้ หากแต่ต้องโทษฝ่ายไทยที่ปล่อยให้ชาวกัมพูชาเข้ามาตั้งบ้านเรือนในดินแดนของราชอาณาจักรไทยมาเป็นเวลานานโดยที่มิได้ดำเนินการผลักดันออกไป จะอ้างว่า “เพื่อมนุษยธรรม” ก็เป็นคำตอบที่ตื้นเขินและดูถูกสติปัญญาของคนไทยมากเกินไป เพราะสงครามในกัมพูชาเองก็จบสิ้นลงไปหลายสิบปีแล้ว ที่สำคัญคือ เป็นที่รับรู้กันดีกว่า บริเวณดังกล่าวคือ แหล่งผลประโยชน์ใหญ่นับเนื่องมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการค้าไม้เถื่อน การขนของเถื่อนเพื่อหนีภาษี รวมถึงเป็นช่องทางลำเลียงรถที่ถูกขโมยจากฝั่งไทยเพื่อไปขายในประเทศกัมพูชา ฯลฯ ดังที่ “วีระ สมความคิด” เลขาธิการเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชัน ให้ข้อมูลเอาไว้ก่อนหน้านี้”
ดังนั้น จึงเกิดคำถามที่ต้องการคำตอบว่า จงใจให้กัมพูชาเข้ามาสร้างบ้านเรือนหรือไม่ อย่างไร เพราะไม่สามารถหาเหตุผลอื่นใดที่เหมาะสมมาอธิบายได้
นอกจากนี้ อีกหนึ่งข้อมูลอันน่าตระหนกตกใจก็คือ การที่ “นางสาวดารา เรียน” หญิงชาวกัมพูชาที่แต่งงานกับสามีคนไทยและมีรีสอร์ท อยู่ที่อำเภอตาพระยา จังหวัดสระแก้ว ได้ให้สัมภาษณ์ขณะเดินทางเข้ามาร่วมชุมนุมให้กำลังใจกับทหารไทยที่บ้านหนองจานว่า มีขบวนการกว้านซื้อที่ดินในพื้นที่บ้านหนองจานเพื่อขายต่อให้กับ “กำนันลี” ชาวกัมพูชา ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามบ้านหนองจาน เพื่อใช้รวบรวมพื้นที่ไปสร้างกาสิโน
ขณะเดียวกัน เธอยังบอกด้วยว่า ชาวกัมพูชาที่เข้ามาสร้างสถานการณ์ที่บ้านหนองจานนั้น ถูกจ้าง และเป็นคนนอกพื้นที่ ไม่ใช่ชาวบ้านในพื้นที่ พร้อมทั้งยังเรียกร้องไปยังผู้นำกัมพูชา ให้ยอมรับ และให้ชาวกัมพูชาในพื้นที่ออกไป เพราะเป็นการบุกรุกล้ำอธิปไตยของประเทศไทยมายาวนาน และพร้อมจะยืนเคียงคู่กับคนไทย โดยไม่กลัวอิทธิพลหรือคำข่มขู่ของผู้นำชาวกัมพูชา เพราะความเป็นจริงแล้ว พื้นที่บ้านหนองจาน ก็เป็นเขตแดนไทย ที่ชาวกัมพูชาเข้ามาจากการอพยพในช่วงสงคราม แต่กลับยึดถือครอบครองและไม่กลับไป
แน่นอน ไม่เพียงแต่ “ฝ่ายทหาร” เท่านั้น แต่ “กระทรวงมหาดไทย” ก็ไม่อาจปฏิเสธความรับผิดชอบได้ เพราะย่อมมีข้อมูลในมือว่า ที่ดินบ้านหนองจานคือดินแดนของประเทศไทยอย่างชัดแจ้ง กระทั่งต้องออกมาประกาศขอโทษในภายหลัง
ดังนั้น จึงไม่แปลกใจอีกเช่นกันว่า ทำไม “วีระ สมความคิด” และ นายธิติพัฒน์ เสมาทอง อดีตนายกเทศมนตรีตำบลบ้านใหม่หนองไทร อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว ได้เดินทางไปยัง สภ.โคกสูง อ.โคกสูง เพื่อแจ้งความดำเนินคดีกับ “พลโท อมฤต บุญสุยา” แม่ทัพภาคที่ 1 และ “นายปริญญา โพธิสัตย์” ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว ที่รัฐบาลพรรคเพื่อไทยเพิ่งต่ออายุให้นั่งเก้าอี้ตัวเดิมอีก 1 ปีทั้งๆ ที่มองไม่เห็นเหตุผลว่า มีความจำเป็นอื่นใด หรือมีความสามารถเหนือกว่าคนอื่นที่ตรงไหน ตลอดรวมไปถึงเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสระแก้ว สาขาอรัญประเทศ และเจ้าหน้าที่ป่าไม้จังหวัดสระแก้ว ในข้อหาละเว้นการปฏิบัติในความผิดตามมาตรา 157
นายวีระขยายความถึงเหตุที่ต้องแจ้งความก็เพราะนายปริญญา มีพฤติกรรมในการกระทำความผิดโดยได้พูดบนเวทีชี้แจงให้ผู้ช่วยทูตทหารประจำอาเซียน 8 ประเทศ (IOT) ที่ มทบ.19 ว่าที่ดินบริเวณดังกล่าวไม่มีเอกสารสิทธิ ทำให้ชาวบ้านในหมู่บ้านหนองจาน ที่มีเอกสารที่ดินเป็น นส.3 และ สค.1 ต่างเกิดความไม่พอใจ อีกทั้งคำพูดดังกล่าวยังทำให้สื่อฝ่ายกัมพูชานำไปขยายความว่า ผู้ว่าฯ สระแก้ว บอกว่าที่ดินบริเวณชายแดนบ้านหนองจาน ไม่มีคนไทยมีเอกสารสิทธิ ทำให้สื่อกัมพูชาโมเมว่าที่ดินตรงนั้นเป็นของกัมพูชา ถึงแม้ผู้ว่าฯ สระแก้ว จะออกมาขอโทษจากคำพูดนั้นแล้วก็ตาม ถือว่าได้เกิดความเสียหายไปแล้ว ถือว่าความผิดสำเร็จแล้ว
ขณะที่การแจ้งความพลโท อมฤต บุญสุยา แม่ทัพภาคที่ 1 นั้น เนื่องจากดูแลรับผิดชอบพื้นที่ชายแดนด้าน จ.สระแก้ว ที่ปล่อยปละละเลยทำให้ชาวเขมรบุกรุกเข้ามาสร้างบ้านเรือนในแผ่นดินไทย
ที่น่าเศร้าไปกว่านั้นก็คือ มีความเห็นออกมาจากสมองของ “นายปลอดประสพ สุรัสวดี” อดีตรองนายกรัฐมนตรี เสนอให้ “จ่ายเงินชดเชย” เพื่อให้ครอบครัวชาวกัมพูชาที่เข้ามาอยู่กว่า 40 ปี ย้ายออกไป พร้อมอธิบายว่า ควรมองเป็น “ค่าโง่” เพื่อเอาแผ่นดินกลับคืน แถมยังเสนอให้ใช้ “กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อบต. อปพร.” หรือแม้แต่การใช้วิธี “ม็อบชนม็อบ” เข้ามาเจรจาและกดดันแทนทหาร ฟังเผิน ๆ เหมือนลดความรุนแรง แต่จริง ๆ แล้วคือการผลักภาระให้ประชาชนต้องเสี่ยงปะทะกันเอง
แต่ที่เศร้าเสียยิ่งกว่าก็คือ “นายภูมิธรรม เวชยชัย” รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะรักษาการนายกรัฐมนตรี บอกว่า “ยินดีรับทุกข้อเสนอไว้พิจารณา”
“ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์” คณบดีวิทยาลัยการแพทย์แผนตะวันออก มหาวิทยาลัยรังสิต และประธานมูลนิธี่สยามเฝ้าแผ่นดิน ให้ความเห็นเอาไว้อย่างน่าสนใจว่า ในความจริง รัฐจะต้องจ่ายค่าชดเชยค่าเสียโอกาสให้ชาวบ้านหนองจานที่ถูกเขมรยึดที่ดินมากว่า 40 ปี เพราะเจ้าหน้าที่รัฐละเว้นปฏิบัติหน้าที่ หลังจากนั้นก็ให้ไล่เบี้ยฟ้องเจ้าหน้าที่รัฐย้อนหลังทั้งหมด ส่วนการผลักดันชุมชนกัมพูชาออกจากแผ่นดินไทยกรณีบ้านหนองจาน ทำได้ 3 วิธี อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือผสมผสานกันคือ 1.ผลักดันด้วยกำลังทหารไทย กวาดล้างสิ่งปลูกสร้างทั้งหมด เพื่อปกป้องอธิปไตย2.ผลักดันด้วยการจับกุม และดำเนินคดีโดยศาลของไทย ตลอดจนบังคับคดีด้วยเจ้าหน้าที่รัฐของไทย และเมื่อได้ดินแดนที่ปราศจากชาวกัมพูชาแล้วต้องทำรั้วถาวรตามหลักเขตที่เสร็จสิ้นไปตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 และคืนที่ดินทำกันให้คนไทยตามเอกสารสิทธิ์ที่ดินทำกิน
คำถามคือ ภาครัฐจะทำหรือไม่
และถ้าทำ จะทำเมื่อไหร่
ใครรู้บ้าง...ช่วยตอบที.