xs
xsm
sm
md
lg

ผู้จัดการสุดสัปดาห์

x

คนดีชอบแก้ไข คน _ไรชอบ MOU

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ผู้จัดการสุดสัปดาห์ -“เราไม่สามารถหนีความมีอยู่จริงของแผนที่ 1 ต่อ 200,000 ได้”

นี่คือถ้อยคำอันน่าตื่นตระหนกยิ่งสำหรับอธิปไตยของราชอาณาจักรไทย ด้วยออกมาจากปากของ “นายเบญจมินทร์ สุกาญจนัจที” อธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ เนื่องในโอกาสที่เปิดแถลงข่าวเพื่อทำความเข้าใจต่อ “บันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลกัมพูชาว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบกปี 2543” หรือ MOU2543 เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา

เหตุที่น่าตื่นตระหนักก็เพราะ ในขณะที่ “ทหารเสียสละเลือดเนื้อและชีวิต” เพื่อ “เส้นปฏิบัติการ 1 ต่อ 50,000” แต่ “กระทรวงการต่างประเทศ” กลับยังคงกอด MOU 2543 ที่ยอมรับแผนที่มาตราส่วน 1 ต่อ 200,000 ราวกับคัมภีร์วิเศษเหมือนเดิมอย่างไม่มีเปลี่ยนแปลง จะเรียกว่าเป็นการ “หงายการ์ด” ยอมจำนนที่มาพร้อมกับคำถามสำคัญว่า ได้ “สู้เต็มที่” แล้วหรือไม่กับความพยายามที่จะยกเลิก MOU 2543 ที่ทำให้ไทยเสียเปรียบและเสียดินแดน ทั้งๆ ที่สามารถ “ทำได้”

ในวันนั้น “อธิบดีเบญจมินทร์” ได้แถลงข่าวพร้อมกับ “นายนิกรเดช พลางกูร” อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ โดยเป็นการชี้แจงที่ทำในนามกระทรวงการต่างประเทศ “อย่างเป็นทางการ” ซึ่งความจริงก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร เพราะใครที่ติดตามเรื่องนี้มาอย่างต่อเนื่องคงทราบดีว่า กระทรวงการต่างประเทศมีจุดยืนที่เห็นดีเห็นงามกับ MOU 2543 มาอย่างต่อเนื่อง เพียงแต่ในช่วงเวลาที่ผ่านมาพยายามสงบปากสงบคำ แต่กลับมาเปิดหน้าท้าชนในช่วงที่สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชากำลังอ่อนไหวและเสียงเรียกร้องให้ยกเลิก MOU 2543 ดังกระหึ่มทั้งแผ่นดิน

คำถามก็คือ ทำไมกระทรวงการต่างประเทศถึงกล้าแสดงจุดยืนสนับสนุน MOU 2543 ในห้วงเวลานี้ทั้งๆ ที่ผ่านมาไม่เคยสำแดงตนมาก่อน

“อธิบดีเบญจมินทร์” กล่าวบนเวทีด้วยความมั่นใจว่า มั่นใจว่า ประเทศไทยได้เปรียบจาก MOU 2543 เนื่องจากเป็นการกำหนดกรอบความตกลง และกลไกการปักปันเขตแดน เพื่อร่วมกันสำรวจ-จัดทำหลักเขตแดน เพื่อให้ได้แผนที่ที่นำมาใช้ได้จริง โดยใช้หนังสือสัญญาสยาม-ฝรั่งเศส ค.ศ.1904 และ 1907 เป็นเอกสารประกอบ เนื่องจากหนังสือสัญญาดังกล่าวได้พูดถึงคณะกรรมการปักปันเขตแดน เพื่อให้ไปทำแผนที่ตามหลักสันปันน้ำ แม่น้ำ และแนวเส้นตรง รวมถึงยังมีเอกสารอื่น ๆ เช่น แผนที่ที่จัดทำขึ้นตามผลงานของคณะกรรมการปักปันเขตแดน และเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการบังคับใช้อนุสัญญาฉบับปี ค.ศ.1904 และ 1907 ระหว่างสยาม-ฝรั่งเศส จึงเป็นที่มาของ MOU 2543 และคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม หรือ JBC ไทย-กัมพูชา

อธิบดีกรมสนธิสัญญาฯ ย้ำด้วยว่า ใน MOU43 กำหนดให้ทั้งไทยและกัมพูชา จะต้องงดเว้นการดำเนินการใด ๆ ที่มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมของพื้นที่ชายแดน เพื่อไม่ให้มีผลกระทบต่อการสำรวจเขตแดน เช่น การไม่ขุดคูเลท หรือการไม่ควรมีทหาร เป็นต้น และหากเกิดปัญหาการตีความการบังคับใช้ MOU ต่อพื้นที่ ทั้ง 2 ฝ่ายก็จะต้องมาเจรจากันตามที่ MOU กำหนดไว้ โดยไม่ได้มีการระบุให้บุคคลที่ 3 หน่วยงานที่ 3 หรือหลีกเลี่ยงไปหากลไกอื่นมาร่วมแก้ปัญหา เพราะตาม MOU43 กำหนดว่า เรื่องปัญหาพื้นที่ ให้เป็นเรื่องระหว่าง 2 ประเทศไทย-กัมพูชา

นายเบญจมินทร์ สุกาญจนัจที” อธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย ขณะแถลงข่าวพร้อมกับนายนิกรเดช พลางกูร อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ถึงข้อดีและประโยชน์ของ “บันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลกัมพูชาว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบกปี 2543” อย่างเป็นทางการ

ทักษิณ ชินวัตร
และที่สำคัญ MOU2543 ยังกำหนดให้ทั้งไทย-กัมพูชา จะต้องร่วมกันในการกู้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคลในพื้นที่ เพื่อให้อนุกรรมาธิการ JTSC สามารถลงพื้นที่สำรวจเขตแดนในการจัดทำแผนที่ใหม่ได้อย่างปลอดภัยด้วย

ทั้งนี้ ประโยคเด็ดอยู่ตรงที่อธิบดีกรมสนธิสัญญาฯ ประกาศชัดเจนว่า ถ้าจะยกเลิก MOU 2543 ก็ไม่สามารถหนีข้อเท็จจริงตามสนธิสัญญาสยาม-ฝรั่งเศส ค.ศ.1904 และ 1907 ได้ เพราะถือเป็นแม่บทกำหนดรายละเอียดไว้ และไม่สามารถหนีแผนที่ 1 : 200,000 ได้ และถ้าจะยกเลิกไป ก็ต้องกลับไปใช้เอกสารทั้งหมด ซึ่งถูกรวบรวมไว้ใน MOU 2543 หรือเป็นการกลับมาเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ตามกลไกที่มีอยู่ รวมถึง MOU2543 ยังเป็นตัวกำหนดกฎเกณฑ์การไม่เปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อม ซึ่งเป็นกฎสำคัญให้ทั้ง 2 ฝ่ายปฏิบัติตาม เพราะปัจจุบัน ก็เห็นชัดเจนว่า ฝ่ายใดเป็นผู้ผิดกฎเกณฑ์ และการสำรวจจัดทำเขตแดน ชุดสำรวจจะต้องได้รับการยืนยันความปลอดภัยจากทุ่นระเบิดสังหารบุคคล จึงเป็นหน้าทั้ง 2 ฝ่ายในการเก็บกู้ และมีการตกลงร่วมใจกันแล้วในการใช้กลไก MOU43 ร่วมกัน โดยไม่อ้างถึงบุคคลที่ 3

นี่เป็นหนึ่งในประจักษ์พยานที่สำแดงให้เห็นว่า ทำให้ MOU 2543 ยังคงยืนเด่นอยู่ท้าทายจนถึงทุกวันนี้ เพราะกระทรวงต่างประเทศยังคงยึดมั่นถือมั่นโดยไม่เปลี่ยนแปลง

ความจริงต้องบอกว่า ไม่เพียงแต่กระทรวงการต่างประเทศเท่านั้น หากแต่ในวันเดียวกัน “นายภูมิธรรม เวชยชัย” รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะรักษาการนายกรัฐมนตรี ก็ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่มีการเรียกร้องให้รัฐบาลทบทวน MOU 2543 และ MOU 2544 เกี่ยวกับ MOU 2543 ไปในทิศทางเดียวกับกระทรวงต่างประเทศ ซึ่งก็ไม่ใช่เป็นเรื่องที่น่าแปลกใจอะไร เพราะก่อนหน้านี้ “รัฐบาลพรรคเพื่อไทย” ของ “ตระกูลชินวัตร” มีความชัดเจนว่า “ไม่เลิก” และ “เห็นว่า MOU 2543 มีประโยชน์” ไล่เรื่อยมาตั้งแต่ตัว “แพทองธาร ชินวัตร” นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม “นายมาริษ เสงี่ยมพงศ์” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ รวมกระทั่งถึง “สายตรงลุงตู่” คือ “พลเอก ณัฐพล นาคพาณิชย์” รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ในฐานะรักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม

ขณะที่ “เพจพรรคเพื่อไทย” เองก็เผยแพร่คลิปให้สัมภาษณ์ของ “นายนพดล ปัทมะ” สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งยืนยันว่าหลักการและเจตนารมณ์ของ MOU ทั้งสองฉบับ ยืนยันไม่ได้ทำไทยเสียดินแดนและไม่ได้รับรองแผนที่ 1:200,000 ของกัมพูชา และยังมีกลไกสำคัญในการผูกมัดคู่กรณี ให้กลับมาอยู่บนโต๊ะเจรจาและแก้ปัญหาร่วมกันโดยสันติ

ส่วนที่ลืมเสียไม่ได้ก็คือ ในฝั่งกัมพูชาอย่าง “ฮุน เซน” และ “ฮุน มาเนต” ก็มิได้เคยแสดงความรังเกียจเดียดฉันท์ใน MOU 2543เช่นเดียวกัน

ด้วยเหตุดังกล่าว เป็นเรื่องที่น่าคิดไม่น้อยว่า ทำไมคนเหล่านี้จึงรัก MOU เหมือนกัน?

อย่างไรก็ดี หากถอดความจากสิ่งที่อธิบดีเบญจมินทร์ให้สัมภาษณ์จะเห็นว่า ประเด็นสำคัญอยู่ตรงที่ “สนธิสัญญาสยาม-ฝรั่งเศส ค.ศ.1904 และ 1907” เพราะเขาอ้างว่า แม้จะยกเลิก MOU 2543 แต่ไทยก็ไม่สามารถหนีความมีอยู่จริงของแผนที่ 1 ต่อ 200,000 ได้ แต่ก็ไม่ได้อธิบายขยายความว่า ทำไมถึงหนีไม่ได้

พลเอก ณัฐพล นาคพาณิชย์

ภูมิธรรม เวชยชัย
ทั้งนี้ ความจริงที่เพียงหนึ่งเดียวก็คือ แผนที่ 1 ต่อ 200,000 มิได้มีปรากฏในสนธิสัญญาสยาม-ฝรั่งเศสทั้ง 2 ฉบับ หากแต่ปรากฏในปี ค.ศ.1908 ที่ฝรั่งเศสทำแต่เพียงฝ่ายเดียว โดยออกมาหลังจากที่คณะกรรมการปักปันเขตแดนสยาม-ฝรั่งเศสสิ้นสภาพไปแล้วตั้งแต่ปลายปี ค.ศ.1907 ซึ่งไทยประกาศชัดเจนตั้งแต่แรกว่า ไม่ยอมรับ “เอกสารเถื่อน” หรือ “แผนที่กงเต๊ก” ฉบับนี้ แต่กลับพลาดท่าในสมัยรัฐบาลชวน หลีกภัยที่ไปเซ็นลงนามยอมรับ MOU 2543 ที่มีแผนที่ระวางดงรัก มาตราส่วน 1 ต่อ 200,000 สอดแทรกเข้ามา กระทั่งทำให้ไทยเสียเปรียบกัมพูชาเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน

เป็นความจริงที่อธิบดีกรมสนธิสัญญาฯ ไม่ได้เอ่ยถึงให้ชัดแจ้ง

นอกจากนี้ อีกหนึ่งความจริงที่กระทรวงการต่างประเทศไม่เคยกล่าวถึงก็คือ การปักปันเขตแดนระหว่างไทยกับกัมพูชาควรจบสิ้นไปแล้วตั้งแต่ร้อยปีก่อนเมื่อสยามในสมัยรัชกาลที่ 5 ลงนามสนธิสัญญากับฝรั่งเศสในฐานะเจ้าอาณานิคมของกัมพูชาผ่านอนุสัญญาค.ศ. 1904 และสนธิสัญญาค.ศ. 1907 ที่กำหนดเส้นเขตแดนอย่างชัดเจนและมีการปักหลักหมุดจริงจำนวน 73 หลักจากศรีสะเกษถึงตราด โดยวิธีสากลที่ทั่วโลกยอมรับคือใช้สันปันน้ำตามแนวเทือกเขาดงรักในพื้นที่สูงใช้เส้นแม่น้ำเป็นเส้นเขตในบางช่วง และใช้เส้นตรงเชื่อมหลักต่อหลักในพื้นที่ราบปักหมุดไว้เป็นสัญลักษณ์ที่ยืนยันแนวแดนชัดเจน

“แผนที่มาตราส่วน 1 ต่อ 200,000 ไม่สอดคล้องกับภูมิประเทศจริง รายละเอียดน้อย แต่ในขณะเดียวกันก็สามารถครอบคลุมพื้นที่ได้กว้างขวาง และไม่เคยได้รับการรับรองจากฝ่ายไทย แต่กลับถูกนำมาใช้อ้างสิทธิจนก่อให้เกิดข้อพิพาทต่อเนื่อง ถ้า MOU 2543 ยังค้างอยู่ เราจะทะเลาะกับเขาไม่มีวันจบ และการจะจบกับเขาได้ เราต้องยอมรับแผนที่ 1 ต่อ 200,000 ซึ่งเราก็จะเสียดินแดนแน่นอน ที่สำคัญที่สุดก็คือ MOU 2543 มิได้ผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภาไทย” ดร.ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี ผู้เชี่ยวชาญด้านการเมืองระหว่างประเทศ แจกแจง พร้อมให้รายละเอียดเอาไว้อย่างน่าสนใจด้วยว่า ในช่วงปี 2537 2538 จนถึง 2543 มีความทะแม่งๆ อย่างไรบอกไม่ถูกในจุดยืนของกระทรวงการต่างประเทศ เหมือนกับว่า ไทยเดินตกหลุมกัมพูชาอย่างง่ายดาย

ฮุน มาเนต

 ฮุน เซน
ลายแทงของ ดร.มล.กรกสิวัฒน์ ทำให้มีการตั้งข้อสังเกตว่า หรือท่าทีของกระทรวงการต่างประเทศจะเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญหลังจากที่ประเทศไทยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจาก “ตระกูลชิน” หรือไม่ อย่างไร

ขณะที่ “ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์” คณบดีวิทยาลัยการแพทย์แผนตะวันออก มหาวิทยาลัยรังสิต และประธานมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน ตั้งคำถามเอาไว้อย่างน่าสนใจถึงท่าทีของกระทรวงการต่างประเทศว่า เป็นเรื่องที่น่าผิดหวังเป็นอย่างมากเพราะเป็นท่าทีที่เข้าทางและเป็นประโยชน์กับฝ่ายกัมพูชาสถานเดียว เนื่องจากตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา กัมพูชายึดแผนที่มาตรา 1 ต่อ 200,000 มาตลอด เพราะฉะนั้นจึงประกาศชัดว่า ไม่ได้รุกล้ำดินแดนไทย เพราะมาตรา 1 ต่อ 200,000 นั้นเกินกว่าขอบหน้าผา เกินกว่าแนวสันปันน้ำเข้ามา และไทยเองก็ไปยอมรับการมีอยู่ของแผนที่มาตราส่วนนี้ใน MOU 2543

เช่นเดียวกับ “เทพมนตรี ลิมปพยอม” นักวิชาการอิสระด้านประวัติศาสตร์ ที่โพสต์เรียกร้องรัฐบาลยกเลิก MOU43 โดยระบุว่า ข้ออ้างของ MOU 2543 ไม่ได้ทำให้ไทยกับกัมพูชาลดความขัดแย้งลงไปได้ แต่เป็นระเบิดเวลาของความอยุติธรรมเพราะก่อให้เกิดการอ้างสิทธิ์ ก่อให้เกิดเส้นเขตแดน 2 เส้นพร้อมกัน การอ้างแผนที่แต่ละฝ่ายทำให้เกิดการรุกล้ำอธิปไตยดินแดนของอีกฝ่ายหนึ่งได้ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเป็นฝ่ายที่กัมพูชาเข้ามายึดครองเสมอ ไม่มีทางจบลงด้วยข้อยุติที่ถาวร แต่มันเป็นเชื้อปะทุให้เกิดปัญหาอย่างต่อเนื่อง

ที่สำคัญนับแต่การลงนามใน MOU2543 ตั้งแต่ ปี 2543 มาถึงปัจจุบัน ฝ่ายกัมพูชาละเมิดข้อตกลงกว่า 600 ครั้ง และไม่มีผลภาคบังคับในทางปฏิบัติแต่อย่างใด รวมทั้งเป็นข้ออ้างทำให้เกิดอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ สังคม การเมืองระหว่างประเทศ เจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยเองก็ละเลยนิ่งเฉยและก่อให้เกิดกลุ่มผลประโยชน์และปัญหาชายแดนในหลายพื้นที่

…ถึงตรงนี้ คงต้องกล่าวว่า ข้ออ้างของกระทรวงการต่างประเทศที่ว่า “แม้ยกเลิกMOU 2543 ก็หนีแผนที่ 1:200,000 ไม่พ้น” เป็นตรรกะที่กลับตาลปัตรเพราะความจริงคือการคงอยู่ของ MOU 2543 ต่างหากคือสิ่งที่ทำให้ไทยหนีไม่พ้นเงาของแผนที่ 1:200,000



กำลังโหลดความคิดเห็น