xs
xsm
sm
md
lg

ผู้จัดการสุดสัปดาห์

x

วิวัฒนาการระบอบพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญของสวีเดน (50): “สมบูรณาญาสิทธิราชย์ ค.ศ. 1680” การสถาปนาอำนาจนำของราชาธิปไตย (the Primacy of Monarchy)

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



คนแคระบนบ่ายักษ์
ไชยันต์ ไชยพร


ตอนที่แล้วได้กล่าวถึงการปรับปรุงกลไกและระบบราชการที่บริหารปกครองราชอาณาจักรสวีเดน ในตอนนี้จะได้กล่าวถึงด้านการทหาร
ในปี ค.ศ.1690 สวีเดนมีกองกำลังทหารประจำการ 60,000 คน โดย 37,000 คนเป็นชาวสวีดิชหรือฟินนิช และ 24,000 คนเป็นทหารรับจ้างที่ประจำป้อมปราการและเป็นทหารรักษาการณ์ โดยกองกำลังหลักเป็นทหารที่เป็นชาวสวีเดนโดยกำเนิด มีเครื่องแบบและยุทโธปกรณ์ที่ผลิตภายในสวีเดนอย่างเป็นมาตรฐาน ได้รับการฝึกฝนและมีคู่มือคำสั่งเป็นมาตรฐานเดียวกัน และถือเป็นกองกำลังที่เชี่ยวชาญและอาจเรียกได้ว่าเก่งกาจที่สุดในยุโรปขณะนั้น ภารกิจหนึ่งที่ยังไม่สำเร็จในทศวรรษ 1690s ได้แก่ การปฏิรูป indelningsverk ทำให้ต้องปรับแก้และหาแหล่งทรัพยากรใหม่เพิ่มเติม ในเวลาเดียวกัน พระเจ้าชาร์ลสที่สิบเอ็ดทรงมีนโยบายทางการทหารสำคัญดังต่อไปนี้
1) การจัดตั้งงบประมาณฉุกเฉินทั้งในกองกำลังทหารม้าและกองกำลังทหารราบ ซึ่งสามารถสะสมได้ถึง 526,627 และ 367,627 เหรียญ (dsm) ตามลำดับ มีการกล่าวกันว่าพระองค์ตรวจสอบสถานะบัญชีของกองกำลังม้าทุกหน่วยด้วยพระองค์เอง

2) การร่างแผนระดมทรัพยากรในยามเคลื่อนกำลังพลโดยการเก็บภาษีจากทั่วราชอาณาจักร ทำให้กองกำลังทางทหารไม่เป็นภาระกับชุมชนในแบบเดิมที่เมื่อกองกำลังผ่านชุมชุนใด ชุมชนจะต้องรับผิดชอบดูแล แผนดังกล่าวยังทำให้พระองค์สามารถคาดการณ์ตำแหน่งของกำลังพลของพระองค์ได้แม่นยำอีกด้วย

3) การเพิ่มรายได้นายทหารระดับล่างและการพัฒนาสวัสดิภาพของนายทหารด้วยสถานะทางการคลังที่มั่นคงยิ่งขึ้น

และ 4) การลงทุนสร้างบำรุงป้อมปราการตามชายแดนต่าง ๆ โดยไล่เรียงลำดับความสำคัญคือ ชายแดนเดนมาร์ก-นอร์เวย์ ชายแดนเยอรมัน และชายแดนรัสเซีย

ในส่วนกองทัพเรือ ที่การปฏิรูปนำโดย Hans Wachtmeister มีการสร้างเมืองท่า Karlskrona ได้สำเร็จ แต่ก็ต้องเผชิญความท้าทายในการจัดหาแรงงานที่จำเป็นสำหรับเมืองใหม่นี้ แม้ว่า พระเจ้าชาร์ลสที่สิบเอ็ดจะยึดมั่นในระบบเก่าในการเกณฑ์แรงงานต่อเนื่องมาจนถึงปี ค.ศ.1691 แต่ Wachtmeister ก็สามารถผลักดันแผนนโยบายของเขาได้สำเร็จ นั่นคือ ใช้วิธีเก็บภาษีเป็นเม็ดเงินจากพื้นที่ที่เคยถูกเกณฑ์แรงงาน และออกนโยบายเชิญชวนให้นักเดินเรือย้ายครอบครัวมาตั้งถิ่นฐานในจังหวัด Blekinge เมื่อถึงปลายรัชสมัย มีชาวเรือจำนวน 1,350 ครอบครัวย้ายถิ่นฐานเข้ามาลดทอนสัดส่วนประชากรเดนิชในพื้นที่ เมื่อถึงปี ค.ศ.1700 กองทัพเรือก็ได้รับการปฏิรูปทำให้เป็นกองกำลังที่มีความเชี่ยวชาญได้อย่างสำเร็จ

ทางด้านเศรษฐกิจ สวีเดนมีการจัดการระบบเศรษฐกิจเช่นเดียวกับประเทศยุโรปประเทศอื่นในช่วงสมัยใหม่ตอนต้นที่มักเรียกกันว่า “พาณิชยนิยม” (mercantilism)

แนวนโยบายทางด้านการค้าขายของสวีเดนเด่นชัดในรายงานต่อที่ประชุมสภาฐานันดรปี ค.ศ.1697 ว่ามุ่งสนับสนุนการค้าและอุตสาหกรรมในภูมิภาคของสวีเดนต่าง ๆ เพื่อความเป็นดีอยู่ดีโดยทั่วไปของราชอาณาจักร โดยให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจภายในประเทศเป็นหลัก มีการตั้งกำแพงภาษีเพื่อปกป้องอุตสาหกรรมภายใน และสนับสนุนอุตสาหกรรมภายในทดแทนการนำเข้าจากต่างชาติ อันเป็นความเห็นร่วมในกลุ่มอภิชนของสวีเดน

รายงานในปี ค.ศ.1697 ยังระบุถึงการส่งเสริมการเดินเรือ การต่อเรือ และการสร้างท่าเรือใหม่ในกรุงสต๊อกโฮล์มอีกด้วย สินค้าที่ส่งออกที่สำคัญคือน้ำมันดิน สิ่งทอ ใบยาสูบและเกลือ ทั้งนี้ นโยบายทางด้านเศรษฐกิจที่เน้นพึ่งพาตนเองดังกล่าวได้สร้างแรงตึงเครียดกับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจในหลากหลายกรณีซึ่งให้ผลแตกต่างกันไป เช่น การสร้างท่าเรื่องในกรุงสต๊อกโฮล์มโดยใช้เงินของเทศบาลดำเนินไปได้ด้วยดี

ในปี ค.ศ.1687 พระเจ้าชาร์ลสทิ่สิบเอ็ดทรงโปรดให้มีการผลิตปืนคาบศิลาขึ้นในกรุงสต๊อคโฮล์ม แม้ว่าทางเทศบาลจะไม่เห็นด้วยแต่ก็ต้องยินยอมในที่สุด และทรงมีนโยบายผลิตสิ่งทอผ้าไหมภายในประเทศ โดยให้เทศบาลกรุงสต๊อกโฮล์มซื้อผ้าไหมดิบจำนวน 40,000 เหรียญ (dsm) เพื่อผลิตสิ่งทอภายในประเทศ พร้อมไปกับการตั้งกำแพงภาษีนำเข้าผ้าไหม แม้ว่าทางเทศบาลจะไม่เห็นด้วย แต่ก็ยอมดำเนินนโยบายตามพระราชประสงค์ แต่ท้ายที่สุดสินค้าเหล่านั้นไม่สามารถขายในท้องตลอดได้และทำให้เทศบาลขาดทุนเป็นจำนวนมาก

ในมิติด้านการพัฒนาเศรษฐกิจในประเทศนั้น ได้มีการจัดตั้งคณะกรรมาธิการพิจารณาหนทางและวิธีการพัฒนาสภาพเศรษฐกิจภายในประเทศตั้งแต่การประชุมสภาฐานันดรในปี ค.ศ.1686 ส่งผลให้เกิดเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในช่วงทศวรรษ 1690 เศรษฐกิจมีความหลากหลายเพิ่มยิ่งขึ้นและประชากรก็มีสภาพความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ทั้งนี้ มีปัจจัยส่งเสริมหลักคือการเดินเรือและการค้าทางทะเล การเป็นกลางในความขัดแย้งระหว่างประเทศในขณะนั้นทำให้สวีเดนสามารถขยายบทบาทของตนในการค้าขายในระดับยุโรป

พัฒนาการของสวีเดนที่น่าสนใจในรัชสมัยของพระเจ้าชาร์ลสที่สิบเอ็ด คือการจัดการปัญหาทุพภิกขภัย แม้ว่าการเพาะปลูกที่ล้มเหลวอันเป็นผลมาจากสภาพอากาศหรือโรคภัยเป็นเรื่องปกติและประเทศยุโรปทุกประเทศต่างมองปรากฎการณ์ดังกล่าวว่าเป็นการลงโทษจากพระผู้เป็นเจ้า แต่ในกรณีของสวีเดน พระเจ้าชาร์ลสที่สิบเอ็ดทรงให้มีการจัดเก็บเสบียงเมล็ดพันธุ์ธัญพืชนับตั้งแต่การประชุมฐานันดรในปี ค.ศ.1689 โดยหากเกิดความจำเป็นก็จะนำเมล็ดพันธุ์ดังกล่าวมาขายให้กับชาวนาทั้งเพื่อประทังชีวิตและเพื่อการเพาะปลูกในปีถัดไป ทั้งนี้ มองได้ว่าพระองค์ทรงคิดนโยบายดังกล่าวมาเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการทิ้งร้างไร่นาอันจะยิ่งสร้างความเสียหายให้กับรายได้ของราชอาณาจักร เมื่อสวีเดนต้องเผชิญกับทุพภิกขภัยภัยรุนแรงต่อเนื่องในปี ค.ศ.1695-1697 สวีเดนก็ผ่านเหตุการณ์ดังกล่าวมาได้ แม้ว่าผลของนโยบายเสบียงที่มีนั้นถูกจำกัดลงด้วยความยากลำบากในการขนส่งและกระจายเสบียงดังกล่าวไปตามพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วราชอาณาจักรก็ตาม

และจากนโยบายการเวนคืน พระเจ้าชาร์ลสที่สิบเอ็ดได้ทรงใช้ทรัพย์สินที่ได้มาไปในการพระราชทานความช่วยเหลือต่อชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนจำนวนมาก รวมทั้งใช้ไปในกิจการอื่นๆที่เหมาะสม อย่างเช่นในปี ค.ศ. 1693 ในฟินแลนด์ 178 ใน 199 เขตศาสนา (parishes) อยู่ในความดูแลของพระองค์ และในปีเดียวกันนี้ มีการออกกฎระเบียบใหม่สำหรับโรงเรียน เพื่อส่งเสริมความจงรักภักดีเช่นเดียวกันกับความเคร่งครัดในศาสนา อีกทั้งผู้ที่เผยแพร่ศาสนาจะต้องศึกษาการสอนในแบบถามตอบตามสำนวนใหม่ และมีบทลงโทษสำหรับนักเรียนที่ขาดเรียน โดยลงโทษต่อผู้ปกครอง

และในขณะที่ในอดีต การควบคุมตรวจสอบกิจการของนักบวชกระทำโดยให้เพียงระดับเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นติดตามบิชอบไปเพื่อตรวจสอบตามอารามต่างๆ แต่ภายใต้ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์นี้ พระมหากษัตริย์ได้ทรงสั่งการให้ผู้ว่าการเขตหรือจังหวัดติดตามดูแลอย่างใกล้ชิดว่าจะต้อง “ไม่มีการเผยแพร่ลัทธินอกรีตที่ทำให้เข้าใจผู้คนเข้าใจผิด ไม่ว่าจะโดยเปิดเผยหรือแอบทำลับๆ ในหมู่ผู้คนของเรา” โดยให้ผู้ว่าราชการใช้มาตรการที่ละมุนละม่อม และจะต้องมีการเทศน์ตามคำสอนใหม่ที่กำหนดขึ้นในปี ค.ศ. 1695 ที่มีอิทธิพลต่อศาสนาและวัฒนธรรมของผู้คนทั่วไปเป็นเวลาต่อเนื่องมากกว่าศตวรรษ โดยกำหนดให้นักบวชมีส่วนสำคัญในสวีเดน นั่นคือ ให้มีการใช้บทสวดตามแนวลูเธอรันแทนแนวดั้งเดิม
(โปรดติดตามตอนต่อไป)

สำหรับท่านที่สนใจต้องการสั่งจองหรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมติดต่อได้ที่
Facebook Inbox: Artmulet
OfficialLine ID: @artmulet
เว็บไซต์:www.artmulet.com
และที่วัดขุนอินทประมูล จ.อ่างทอง T.0925577511


กำลังโหลดความคิดเห็น