xs
xsm
sm
md
lg

วิกฤตศรัทธาการเมืองไทย: เมื่อประชาชนเชื่อมั่นทหารแต่สิ้นหวังนักการเมือง (2) / Phichai Ratnatilaka Na Bhuket

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



"ปัญญาพลวัตร"
"ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต"

จากแนวโน้มที่ประชาชนส่วนใหญ่สิ้นหวังกับนักการเมืองและพรรคการเมือง หากไม่ต้องการให้สังคมไทยติดอยู่ในวังวน “เชื่อมั่นทหารแต่สิ้นหวังนักการเมือง” ทางออกจำเป็นต้องมุ่งไปที่การฟื้นฟูศรัทธาของประชาชนต่อการเมืองพลเรือนอย่างจริงจัง ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วนและการดำเนินการในหลายมิติพร้อมกัน ด้วยสี่กลยุทธ์ อันได้แก่ การปฏิรูปพรรคการเมืองให้เป็นองค์กรที่น่าเชื่อถือ การปรับรื้อวาทกรรมความมั่นคงนิยมและสร้างสมดุลอำนาจเชิงความเชื่อ การสร้างความหวังผ่านผลลัพธ์เป็นรูปธรรม การปฏิวัติประชาธิปไตยระดับชุมชน ดังต่อไปนี้

 กลยุทธ์ที่หนึ่ง การปฏิรูปพรรคการเมืองให้เป็นองค์กรที่น่าเชื่อถือ


พรรคการเมืองไทยเกือบทั้งหมดในปัจจุบัน ไม่ใช่องค์กรทางการเมือง หากเป็นกิจการเชิงธุรกิจที่ห่อหุ้มด้วยอุดมการณ์เทียม สมาชิกพรรคส่วนใหญ่เข้ามาเพื่อ “ขายตัว” ไม่ใช่ “ขายความคิด” ผู้นำพรรคใช้เงินซื้อตำแหน่ง ไม่ใช่ใช้วิสัยทัศน์ซื้อใจประชาชน

ความจริงที่น่าตกใจ แต่ถูกมองเป็นเรื่องธรรมดาคือ พรรคการเมืองไทยส่วนใหญ่มีสถานะทางการเงินที่ไม่โปร่งใส เงินทุนมาจากแหล่งที่ไม่ชัดเจน นโยบายถูกเขียนโดยที่ปรึกษาภายนอก ไม่ใช่จากการศึกษาค้นคว้าของสมาชิกพรรค และสำคัญที่สุด พรรคไม่มีความต่อเนื่องในนโยบาย เมื่อผู้นำเปลี่ยนทิศทางก็เปลี่ยนตาม

การปฏิรูปพรรคการเมืองให้เป็นองค์กรที่น่าเชื่อถือเริ่มด้วยการสร้างความโปร่งใสและความรับผิดชอบ พรรคการเมืองต้องยอมรับว่าการสร้างความไว้วางใจเป็นงานหนักที่ต้องทำอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นในชั่วข้ามคืน การสร้างความโปร่งใสดำเนินการโดยการเปิดเผยข้อมูลทางการเงิน แหล่งที่มาของเงินทุน กระบวนการตัดสินใจภายในพรรค และผลการดำเนินงานตามนโยบายที่ประกาศ จะเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการสร้างความไว้วางใจ

การจัดตั้งคณะกรรมการตรวจสอบภายในที่มีความเป็นอิสระ การเชิญผู้เชี่ยวชาญจากภายนอกเข้ามาให้คำปรึกษา และการเปิดให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลการดำเนินงานของพรรคอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยสร้างภาพลักษณ์ใหม่ที่น่าเชื่อถือ

ขณะเดียวกันก็ต้อง พัฒนาศักยภาพและจิตสำนึกของสมาชิกและผู้นำพรรค แต่ปัญหาของนักการเมืองไทยไม่ใช่แค่เพียง “ขาดความรู้” เท่านั้น สิ่งสำคัญยิ่งกว่าคือ “ขาดจิตสำนึกการรับใช้ประชาชน” การอบรมแบบเดิมเป็นเพียงการ “ทาสีอย่างผิวเผิน” เท่านั้น สิ่งที่สังคมไทยต้องการอย่างแท้จริงคือ การปฏิรูปจิตสำนึกและการสร้างวัฒนธรรมการทำงานใหม่

พรรคการเมืองจึงต้องลงทุนพัฒนาโปรแกรม “การเป็นนักการเมืองแบบมืออาชีพ” ที่เน้นการเข้าใจปัญหาเชิงลึก การวิเคราะห์นโยบาย การสื่อสารที่ซื่อสัตย์ และจริยธรรมทางการเมือง รวมทั้งการสร้างระบบพี่เลี้ยงสำหรับนักการเมืองรุ่นใหม่ การแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับพรรคการเมืองในต่างประเทศที่ประสบความสำเร็จ และการจัดตั้งสถาบันการศึกษาทางการเมืองที่มีมาตรฐาน จะช่วยให้พรรคการเมืองไทยมีความพร้อมมากขึ้นในการรับผิดชอบต่อการบริหารประเทศ

อีกอย่างที่สำคัญคือ การเปิดพื้นที่การมีส่วนร่วมของประชาชน พรรคการเมืองต้องเปลี่ยนจากการเป็นองค์กรแบบปิดมาเป็นองค์กรแบบเปิดที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง การจัดตั้งคณะกรรมการนโยบายที่มีตัวแทนประชาชน การจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นอย่างสม่ำเสมอ และการสร้างช่องทางการติดต่อสื่อสารที่ประชาชนสามารถเข้าถึงได้ง่าย จะช่วยลดความห่างเหินระหว่างพรรคการเมืองกับประชาชน

การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการสร้างการมีส่วนร่วม เช่น แพลตฟอร์มออนไลน์สำหรับการรับฟังความคิดเห็น การลงคะแนนเสียงเกี่ยวกับนโยบายสำคัญ และการรายงานผลการดำเนินงานแบบเรียลไทม์ จะช่วยให้ประชาชนรู้สึกว่าพวกเขามีส่วนในการกำหนดทิศทางการเมืองของประเทศ

กลยุทธ์ที่สอง การปรับรื้อวาทกรรมความมั่นคงนิยมและสร้างสมดุลอำนาจเชิงความเชื่อ

วาทกรรมความมั่นคงนิยมในไทยไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เป็นผลมาจากการสร้างกรอบความคิดแบบเจตนา ที่นำเสนอภาพของสังคมที่ “อันตราย” “แตกแยก” และต้องการ “ผู้กู้ภัย” จากภายนอกระบบการเมือง กลยุทธ์นี้ใช้เวลากว่า 70 ปีในการหยั่งรากลึก ทำให้จิตสำนึกร่วมของผู้คนในสังคมมีลักษณะ ความกลัวความไม่แน่นอน ที่ทำให้ยอมรับการควบคุมแลกกับความปลอดภัยแบบหลอกตัวเอง มีความเชื่อว่า “ประชาชนไม่พร้อม” สำหรับการปกครองตนเองเต็มรูปแบบ และเชื่อว่า “ความสงบ” สำคัญกว่า “ความยุติธรรม” จึงต้องใช้ความอดทนและความต่อเนื่องในการรื้อถอน

ความมั่นคงที่แท้จริงในศตวรรษที่ 21 ไม่ได้มาจากการมีกองทัพที่แข็งแกร่ง แต่มาจากการมี “ประชาชนที่เข้มแข็ง” ด้วยการศึกษา เศรษฐกิจ และการมีส่วนร่วมทางสังคม ประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างเยอรมนี ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ล้วนผ่านช่วงเวลาที่กองทัพเข้ายึดอำนาจ แต่ความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจและสังคม เกิดขึ้นจริงเมื่อกองทัพถอยออกจากการเมือง ไม่ใช่ในช่วงที่ควบคุมอำนาจ

การสร้างวาทกรรมใหม่ที่เน้นย้ำว่าความมั่นคงที่แท้จริงมาจากสังคมที่มีความยุติธรรม เศรษฐกิจที่เข้มแข็ง และระบบการเมืองที่มีความชอบธรรม ไม่ใช่การพึ่งพาอำนาจทางทหาร จะช่วยเปลี่ยนการรับรู้ของประชาชนเกี่ยวกับความมั่นคง

สำหรับการสร้างสมดุลอำนาจเชิงความเชื่อ สิ่งที่จำเป็นคือการส่งเสริมสื่อมวลชนและการศึกษาที่เป็นอิสระ เพราะเป็นกลไกสำคัญในการสร้างวัฒนธรรมประชาธิปไตย แต่สื่อมวลชนไทยส่วนใหญ่ยังคิดแบบ “ผู้รายงาน” มากกว่า “ผู้วิเคราะห์” การขาดการวิเคราะห์เชิงลึกและการตั้งคำถามที่คมคาย ทำให้ประชาชนไม่ได้รับข้อมูลที่เพียงพอในการตัดสินใจ

การส่งเสริมให้สื่อมวลชนมีความเป็นอิสระในการนำเสนอข้อมูลข่าวสารที่หลากหลาย การวิเคราะห์เชิงวิพากษ์ และการตรวจสอบการใช้อำนาจของทุกฝ่าย จะช่วยให้ประชาชนมีข้อมูลที่ครบถ้วนในการตัดสินใจทางการเมือง

ด้านระบบการศึกษาไทยยังคงเน้น “การเชื่อฟัง” มากกว่า “การตั้งคำถาม” การเปลี่ยนแปลงต้องเริ่มตั้งแต่การออกแบบหลักสูตรที่ส่งเสริมการคิดเชิงวิพากษ์ การอภิปราย และการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ การปฏิรูปการศึกษาเชิงรุกจึงเป็นเรื่องเร่งด่วน เช่น การให้โรงเรียนทุกแห่งมี “สภานักเรียน” ที่มีอำนาจจริง ในการตัดสินใจเรื่องกฎระเบียบและกิจกรรมบางส่วน การสร้างหลักสูตร "การเมืองเชิงปฏิบัติ" ที่ให้นักเรียนจำลองการเป็นนักการเมือง การเขียนกฎหมาย และการประเมินผลนโยบาย และการยกเลิกการท่องคำปฏิญาณที่ว่างเปล่า เป็นคำประกาศเจตนารมณ์และคำมั่นสัญญาที่เน้นความรับผิดชอบต่อสังคมและการคิดเป็นของตนเอง

 กลยุทธ์ที่สาม การสร้างความหวังผ่านผลลัพธ์เป็นรูปธรรม

ปัญหาที่เจ็บปวดของประชาชนเกิดขึ้นเสมอเมื่อการเมืองกลายเป็น “เกมคำ” ไม่ใช่ "เกมผลลัพธ์"นักการเมืองไทยเก่งในการ “ให้สัญญา” แต่ล้มเหลวในการ “ทำให้เกิดขึ้นจริง” ประชาชนจึงรู้สึกว่าการเลือกตั้งเป็นเพียง “การแต่งตั้งคนมาหลอก” มากกว่า “การเลือกคนมาทำงาน”

ข้อเท็จจริงที่โหดร้าย ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา โครงการหลักที่พรรคการเมืองสัญญาจำนวนมากถูก ยกเลิก เปลี่ยนแปลง หรือดำเนินการไม่เสร็จสิ้น เมื่อมีการเปลี่ยนรัฐบาล นี่คือหลักฐานชัดเจนของการขาด "ความต่อเนื่องทางการเมือง" และการใช้นโยบายเป็นเครื่องมือหาเสียง ไม่ใช่การแก้ปัญหาจริงจัง

 พรรคการเมืองต้องไม่เพียงพูดถึงปัญหาเฉพาะหน้า แต่ต้องสร้างวิสัยทัศน์แบบ "โปรเจกต์ประเทศ" ที่เป็นรูปธรรม มีกำหนดเวลา วัดผลได้ และทำการเมืองแบบ “การจัดการโครงการ” (Project Management)

แทนที่จะเสนอนโยบายใหญ่ ๆ ที่ไม่ชัดเจน พรรคการเมืองต้องเสนอ “โครงการประเทศ” ที่มี
• เป้าหมายเชิงปริมาณที่วัดได้ (เช่น ลดความยากจนลง 30% ใน 4 ปี)
• กำหนดเวลาที่ชัดเจน และการรายงานผลทุก 3 เดือน
• แผนการเงินที่โปร่งใส และแหล่งที่มาของงบประมาณ
• กลไกการรับผิดชอบ เมื่อโครงการล้มเหลว

ตัวอย่างโครงการเร่งด่วน เช่น
1. “โครงการลดค่าครองชีพฉุกเฉิน” ลดราคาสินค้าจำเป็น 20% ภายใน 1 ปี โดยการปฏิรูปโครงสร้างการกระจายสินค้า การลดผูกขาดทางเศรษฐกิจ และการสนับสนุนผู้ผลิตรายย่อย
2. “โครงการรัฐบาลดิจิทัลเต็มรูปแบบ” ทำให้ประชาชนติดต่อราชการได้ 24 ชั่วโมง โดยไม่ต้องไปที่สำนักงาน 90% ของบริการ ภายในเวลา 2 ปี
3. “โครงการขจัดคอร์รัปชันด้วย AI” ใช้ปัญญาประดิษฐ์ตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐและเปิดเผยผลแบบเรียลไทม์

 กลยุทธ์ที่สี่ การปฏิวัติประชาธิปไตยระดับชุมชน

ประชาธิปไตยไทยเป็น “ประชาธิปไตยแบบล่องลอย” ที่มีอยู่เฉพาะในกรุงเทพฯ และหยุดทำงานหลังจากการเลือกตั้ง ประชาชนในชนบทไม่ได้สัมผัสกับประชาธิปไตยในชีวิตประจำวัน ทำให้พวกเขารู้สึกว่าระบบนี้ “ไม่เกี่ยวกับเรา”

ประชาธิปไตยที่แท้จริงไม่อาจหยั่งรากได้หากยังคงผูกติดอยู่กับอำนาจส่วนกลาง การสร้างพลังให้กับประชาชนจึงต้องเริ่มต้นจากการกระจายอำนาจอย่างจริงจังลงสู่ท้องถิ่น เมื่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้รับอำนาจในการตัดสินใจและจัดการปัญหาของตนเอง พร้อมทั้งงบประมาณที่โอนมาจากส่วนกลางอย่างน้อยครึ่งหนึ่งของงบพัฒนา ประเทศก็จะก้าวสู่ระบบที่พลเมืองรู้สึกว่า “เสียงของตนมีค่า” อย่างแท้จริง

กลไกใหม่ต้องถูกสร้างขึ้นเพื่อให้ประชาชนสามารถเสนอกฎหมายท้องถิ่น หรือลงมติในประเด็นสำคัญด้วยตนเอง ขณะเดียวกันระบบการเงินการคลังของท้องถิ่นก็จำเป็นต้องโปร่งใส เปิดให้ประชาชนติดตามการใช้จ่ายได้แบบเรียลไทม์ เพื่อปลูกฝังวัฒนธรรมแห่งความรับผิดชอบร่วมกัน

อย่างไรก็ตาม ประชาธิปไตยท้องถิ่นจะเติบโตไม่ได้ หากยังคงผูกพันอยู่กับผู้นำที่ยึดติดกับวิธีคิดแบบ “อุปถัมภ์” มากกว่าการ “เสริมสร้าง” ความแข็งแรงของชุมชน การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคใหม่จึงต้องอาศัยผู้นำชุมชนรุ่นใหม่ที่มีความเป็นอิสระ และสามารถปลุกพลังการพึ่งพาตนเองของชุมชนได้ โปรแกรมการพัฒนาผู้นำรูปแบบใหม่จึงควรครอบคลุมทั้งการเรียนรู้ด้านการบริหารจัดการชุมชนอย่างยั่งยืน การสร้างรายได้ การจัดการทรัพยากร และการแก้ปัญหาด้วยตนเอง อีกทั้งควรส่งเสริมการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างชุมชน เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ร่วมกันที่ต่อเนื่อง พร้อมทั้งจัดตั้งกองทุนสนับสนุนโครงการชุมชน โดยมีเกณฑ์การประเมินที่โปร่งใส เพื่อสร้างความมั่นใจว่าทรัพยากรถูกใช้เพื่อประโยชน์สาธารณะอย่างแท้จริง

เมื่อโครงสร้างและผู้นำได้รับการปรับเปลี่ยนแล้ว ขั้นต่อไปคือการสร้าง “ประสบการณ์ประชาธิปไตย” ให้กับประชาชนทุกคน แนวคิดปฏิวัติที่เรียกว่า “ประชาธิปไตยแบบหมุนเวียน” แทนที่จะมีผู้นำเพียงคนเดียวครองตำแหน่งยาวนาน จึงเป็นเรื่องเร่งด่วนที่จะต้องสร้างขึ้นมา โดยการสร้างระบบที่เปิดโอกาสให้ประชาชนทุกคนได้มีโอกาสเป็น “นักการเมืองชั่วคราว” ในระดับชุมชน ไม่ว่าจะผ่านระบบ “พลเมืองผู้แทน” ที่สุ่มเลือกคนในชุมชนมาทำหน้าที่เป็นคณะกรรมการในช่วงเวลาจำกัด หรือโครงการ “หนึ่งคน หนึ่งนโยบาย” ที่กระตุ้นให้ประชาชนแต่ละคนต้องเสนอแนวทางแก้ปัญหาอย่างน้อยปีละครั้ง รวมไปถึงการจัด “วันประชาธิปไตยท้องถิ่น” ที่ทุกคนมารวมตัวเพื่อลงคะแนนในประเด็นสำคัญของชุมชน

ทั้งหมดนี้ไม่เพียงแต่ทำให้ประชาชนรู้สึกว่าตนเป็นส่วนหนึ่งของการเมือง หากแต่ยังทำให้ประชาธิปไตยหยั่งรากลึกลงไปถึงระดับบ้านและชุมชน และเมื่อการเมืองเล็ก ๆ ที่อยู่รอบตัวเรากลายเป็นเวทีแห่งการเรียนรู้ ประชาธิปไตยในระดับชาติย่อมเข้มแข็งขึ้นตามไปด้วย


 บทสรุป: ความหวังที่ต้องแย่งชิงกลับมาด้วยการปฏิบัติ

ผลการสำรวจของนิด้าโพลไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขทางสถิติ แต่คือคำเตือนอันหนักแน่นว่า การเมืองไทยกำลังอยู่ในภาวะวิกฤตศรัทธาเชิงสถาบันที่ร้ายแรง ประชาชนเชื่อมั่นในทหารมากกว่าพรรคการเมือง ไม่ใช่เพราะทหารมีความดีเด่นเหนือใครหรือปราศจากข้อบกพร่อง แต่เพราะนักการเมืองและพรรคการเมืองล้มเหลวในการสร้างศรัทธาและความไว้วางใจจากประชาชนอย่างต่อเนื่องมาเป็นเวลายาวนาน

คำถามสำคัญที่สังคมไทยต้องตอบคือ เราจะปล่อยให้อนาคตของประชาธิปไตยไทยถูกแขวนอยู่บนความหวังที่ฝากไว้กับกองทัพต่อไปหรือไม่? หรือเราจะกล้าหาญพอที่จะสร้างการเมืองใหม่ที่ทำให้ประชาชนรู้สึกว่า “การเลือกตั้งมีความหมาย” “นักการเมืองคือผู้แทนความหวัง” และ “การมีส่วนร่วมทางการเมืองนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่เป็นรูปธรรม”

การฟื้นฟูศรัทธาในระบอบประชาธิปไตยไม่ใช่งานที่จะเสร็จสิ้นได้ในชั่วข้ามคืน แต่เป็นกระบวนการที่ต้องอาศัยความอดทน ความมุ่งมั่น และการร่วมมือจากทุกภาคส่วนในสังคม ทั้งพรรคการเมือง นักการเมือง ข้าราชการ นักวิชาการ สื่อมวลชน องค์กรสังคมพลเรือน และประชาชนทุกคน

ประชาธิปไตยไทยจะมีอนาคตหรือไม่ จึงขึ้นอยู่กับว่า พรรคการเมืองและชนชั้นนำจะสามารถฟื้นฟูศรัทธานี้กลับมาได้หรือไม่ ผ่านการปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม การสร้างผลงานที่จับต้องได้ และการเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง หากไม่ ความหมดหวังของประชาชนจะไม่เพียงเป็นตัวเลขในผลสำรวจ แต่จะกลายเป็นพันธนาการที่ขังอนาคตของสังคมไทยไว้ในกรงแห่งความไม่เชื่อมั่นและความหมดหวังตลอดไป

 เวลาที่เหลืออยู่ในการทำให้ประชาธิปไตยไทยกลับมามีความหมายและให้ความหวังแก่ประชาชนนั้น กำลังจะหมดลงทุกวันที่ผ่านไป การลังเลหรือการมองข้ามปัญหานี้ต่อไป จะเป็นการเสี่ยงต่อการสูญเสียโอกาสในการสร้างสังคมประชาธิปไตยที่เข้มแข็งและยั่งยืนสำหรับคนรุ่นหลัง


กำลังโหลดความคิดเห็น