xs
xsm
sm
md
lg

ผู้จัดการสุดสัปดาห์

x

ดีลแห่งศตวรรษ ‘ลีกาชิง’ ขายทิ้งท่าเรือ “BlackRock” ผงาดคุมการเดินเรือโลก ศึกใหญ่ 2 มหาอำนาจ “จีน-สหรัฐฯ”

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - “ลี กาชิง” มหาเศรษฐี ซึ่งมีอิทธิพลทางธุรกิจมากที่สุดคนหนึ่งของฮ่องกง เป็นที่กล่าวขานจากทั่วโลกอีกครั้ง เมื่อกลุ่มบริษัทของเขาที่ชื่อ CK Hutchison Holdings ตัดสินใจขายกิจการท่าเรือ 22.8 แห่งทั่วโลก กับกลุ่มทุนสหรัฐฯ ที่นำโดยบริษัท BlackRock ซึ่งถือเป็นธุรกรรมท่าเรือครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์เลย 


การบรรลุ   “ข้อตกลงแห่งศตวรรษ” ทำสถิติใหม่ในด้านการซื้อขายและการควบรวมกิจการท่าเรือโลก เพราะเมื่อดีลเสร็จสิ้นสมบูรณ์ ฮัทชิสันจะมีรายได้ทรัพย์เป็นเงินสดๆ มากกว่า 19,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

แต่ที่สำคัญไปกว่านั้นก็คือ ผลที่เกิดขึ้นจะพลิกโฉมโครงสร้างอำนาจควบคุมท่าเรือโลกเลยก็ว่าได้

ข้อตกลงการซื้อขายสินทรัพย์ท่าเรือของ CK Hutchison ครั้งนี้ ประกอบด้วยสองส่วนหลัก คือ

1)CK Hutchison จะขายหุ้นทั้งหมด 80 เปอร์เซ็นต์ ที่ถือครองอยู่ใน Hutchison Port Holdings (HPHS) และ Hutchison Port Group Holdings Limited (HPGHL) ให้กลุ่มทุนที่นำโดย BlackRock

ทั้งนี้ กิจการท่าเรือของฮัทชิสันที่ CK Hutchison จะขายทิ้งหุ้นทั้งหมด ประกอบด้วยสินทรัพย์ ได้แก่ ท่าเรือ 43 แห่ง ใน 23 ประเทศในเอเชีย ยุโรป และอเมริกา รวมทั้งท่าเทียบเรือ 199 แห่ง พร้อมระบบจัดการท่าเรืออัจฉริยะ เครือข่ายโลจิสติกส์ระหว่างประเทศ และทรัพยากรหลักอื่นๆ

2)CK Hutchison จะขายหุ้น 90 เปอร์เซ็นต์ที่ Hutchison Port Group ถือยู่ใน Panama Port Company (PPC) ให้กลุ่มทุนที่นำโดย BlackRock, PPC เป็นเจ้าของและดำเนินการท่าเรือในคลองปานามาสองแห่งคือ Balboa และ Cristobal

ในการประกาศข้อตกลง เน้นย้ำว่า ข้อตกลงขายทิ้งหุ้นกิจการท่าเรืองของฮัทชิสัน ไม่รวม Hutchison Ports Trust ซึ่งควบคุมท่าเรือในจีนแผ่นดินใหญ่ และฮ่องกง รวมทั้งเหยียนเถียน อินเตอร์เนชันนัล คอนเทนเนอร์ เทอมินัลส์ (Yantian International Contianer Terminals) ฮ่องกง อินเตอร์เนชันนัล เทอมินัลส์ (Hongkong International Terminals) และสินทรัพย์ทางยุทธศาสตร์อื่นๆ

ในประกาศฯระบุว่า มูลค่าสินทรัพย์ที่ Hutchison Port Holdings จะขายเท่ากับ 22,800 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยจะมีการทำข้อตกลงขั้นสุดท้ายภายในวันที่ 2 เม.ย.นี้ คาดว่าหลังจากที่ขั้นตอนการซื้อขายเสร็จสิ้นสมบูรณ์ CK Hutchison จะมีรายได้เงินสดเข้ากระเป๋า 19,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

ลี กาชิง

แลร์รี่ ฟลิงค์
 รายงานข่าวทั่วไปเผยว่า การที่ “ลี กาชิง” ขายทิ้งหุ้นกิจการท่าเรือนี้ มีเหตุมาจากแรงกดดันของ  “ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ” ซึ่งหลังจากชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ทรัมป์กล่าวหลายครั้งว่าทำเนียบขาวต้องการทวงคืนอำนาจควบคุมคลองปานามา และชี้ว่าการที่ฮัทชิสันถือหุ้นใหญ่ของบริษัทท่าเรือในปานามา ทำให้จีนได้ประโยชน์อีกทั้งยังเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงและผลประโยชน์การค้าของสหรัฐฯ

หลังจากที่ทรัมป์แสดงความวิตกเรื่องภัยคุกคามและผลประโยชน์จีนจากการควบคุมท่าเรือในต่างแดนของฮัทชิสัน รัฐบาลปานามาก็ขานรับโดยดำเนินการตรวจสอบ Panama Ports Company  ซึ่งเป็นเจ้าของและดำเนินการท่าเรือสองแห่งในประเทศปานามามาตั้งแต่ปี 1997 และ Panama Ports Company ยังถูกฟ้องร้องเกี่ยวกับสัญญาท่าเรืออีกด้วย

ทั้งนี้ คลองปานามาถูกสร้างขึ้นในช่วงต้นคริสต์ทศวรรษที่ 1900 โดยเชื่อมระหว่างมหาสมุทรแปซิฟิกและมหาสมุทรแอตแลนติก ถือเป็น   “เส้นทางน้ำสายทองคำ” ของภาคการขนส่งทางเรือ มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งยวดในการพัฒนาเศรษฐกิจและการค้าโลก โดยร้อยละ 6 ของการค้าทางทะเลของโลกพึ่งพิงเส้นทางเดินเรือนี้

ในช่วงแรกสหรัฐอเมริกาเป็นผู้ควบคุมคลองดังกล่าวจนถึงปี 1977 ก่อนที่จะมีการลงนามปฏิญญาในการยกคลองปานามาให้กับประเทศปานามา จนประเทศปานามาได้เข้ามาควบคุมคลองปานามาแต่เพียงผู้เดียวในปี 1999 คลองปานามามีความยาว 82 กิโลเมตร ได้ตัดผ่านภูมิภาคอเมริกากลางและเป็นเส้นทางเดินเรือที่สำคัญที่เชื่อมระหว่างมหาสมุทรแอตแลนติกและแปซิฟิก โดยมีเรือสัญจรผ่านคลองปานามามากถึง 14,000 ลำต่อปี

ส่วน  “BlackRock”  ผู้ซื้อนั้นคือ บริษัทบริหารจัดการสินทรัพย์สัญชาติอเมริกัน เป็นยักษ์ใหญ่แห่งโลกการเงินที่ไม่ได้ชำนาญแค่เรื่องของการบริหารสินทรัพย์ แต่ยังสร้างปรากฏการณ์ใหม่ในวงการด้วยโมเดลธุรกิจที่ครอบคลุมตั้งแต่การลงทุนไปจนถึงเรื่องของเทคโนโลยี จนได้ชื่อว่าเป็น “บริษัทบริหารจัดการสินทรัพย์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก” ด้วยมูลค่าสินทรัพย์ภายใต้การบริหารกว่า 10 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ

หากเทียบกับ GDP โลกที่รายงานออกมาโดย World Bank มีมูลค่าอยู่ที่กว่า 100 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2023 ซึ่งเท่ากับว่าสินทรัพย์ภายใต้การบริหารจัดการของ BlackRock คิดเป็น 10% ของ GDP โลกเลยทีเดียว อีกทั้งยังมีมูลค่าสูงกว่า GDP ของทุกประเทศทั่วโลกด้วยเช่นกัน (ยกเว้น GDP ของสหรัฐอเมริกาที่มีมูลค่าประมาณ 26.9 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และจีนที่มีมูลค่าประมาณ 19.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ)

ปัจจุบัน ณ เดือนธันวาคม 2024 BlackRock มีมูลค่าตามราคาตลาด (Market Cap) อยู่ที่ 161,810 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งทำให้ BlackRock เป็นบริษัทที่มีมูลค่าสูงสุดอันดับที่ 93 ของโลก

ทุกวันนี้ BlackRock เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของ Apple, Microsoft, Amazon, Facebook, Google และ Tesla เป็นต้น

 ที่ต้องขีดเส้นใต้สองเส้นก็คือ ผู้ก่อตั้ง BlackRock นำโดย แลร์รี่ ฟลิงค์ (Larry Fink) ซึ่งมาจากครอบครัวอเมริกันเชื้อสายยิว ในขณะที่ทีมงานคนอื่นๆ ที่ร่วมกันก่อตั้งก็เป็นชาวยิวเกือบทั้งหมด โดยคนเหล่านี้จะมารวมตัวกันที่โต๊ะทำงานของฟลิงค์ จนทำให้พื้นที่ตรงนั้นเรียกว่าLittle Israel 

หลังการประกาศดีลฯ ดังกล่าว ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ออกโรงแสดงความยินดีปรีดากับการบรรลุข้อตกลงนี้

แหล่งข่าววงในเผยว่าฮัทชิสันจัดแผนการขายท่าเรือไม่กี่วันที่ทรัมป์สาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีและยังย้ำอีกว่าจะทวงคืนคลองปานามา โดยฮัทชิสันมองว่าการขายกิจการท่าเรือเป็นโอกาสที่จะดึงเงินสดมาไว้ในมือในสถานการณ์ตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์โลก และกำแพงการค้าจะทำให้อนาคตธุรกิจท่าเรือไม่สดใสราบรื่น

“ด้วยประเด็นภูมิรัฐศาสตร์ที่รุนแรง การสู้คดีข้อพิพาทในศาลสหรัฐฯ อาจหลีกเลี่ยงไม่ได้ในอนาคต และผลลัพธ์น่าจะออกมาไม่ดี” คนวงในกล่าวโดยอ้างถึงกรณีที่สหรัฐฯ เคลื่อนไหวซื้อหุ้นเพื่อยึดอำนาจควบคุมคลองปานามา

ผู้เชี่ยวชาญด้านโลจิสติกส์และการเดินเรือ ชี้ว่าการเปลี่ยนแปลงด้านภูมิรัฐศาสตร์ “กระตุก” ให้ฮัทชิสันประเมินทรัพย์สินของตน และตัดสินใจอย่างรวดเร็วในการขายกิจการท่าเรือในต่างแดน

“การรักษากรรมสิทธิ์เจ้าของกิจการท่าเรือ จะทำให้ฮัทชิสันถูกตรวจสอบอย่างหนัก จนอาจโดนคว่ำบาตรและการดำเนินการของบริษัทจะชะงักงัน โดยเฉพาะในยุคที่ทรัมป์กุมอำนาจอยู่เช่นนี้ ข่าวด้านลบที่ออกมาจะทำให้หุ้นของบริษัทโดนแขวน (overhang)”

“นับเป็นดีลที่ยอดเยี่ยม ทั้งในมุมของการเงินและมุมของภูมิรัฐศาสตร์” David Blennerhassett นักวิเคราะห์ประจำบริษัทวิจัยด้านการเงิน Quiddity Advisors ผู้ตีพิมพ์หนังสือ Smartkarma กล่าวและว่า “ลีกาชิง เป็นยอดนักธุรกิจที่ฉลาดหลักแหลม”

กระนั้นก็ดี ดีลดังกล่าวสร้างความไม่พอใจกับรัฐบาลจีนเป็นอย่างมาก โดยแหล่งข่าวระบุว่า คณะผู้นำระดับสูงของจีนสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงสำนักงานบริหารการกำกับดูแลตลาดแห่งชาติจีน (SAMR) เข้าตรวจสอบดีลดังกล่าวว่าอาจกระทบต่อความมั่นคงหรือละเมิดกฎหมายต่อต้านการผูกขาดหรือไม่

ทั้งนี้ ยังไม่ชัดเจนว่าจีนจะสามารถเข้าแทรกแซงดีลนี้ได้มากน้อยแค่ไหน เนื่องจากท่าเรือทั้งหมดที่บริษัทของลี กาชิง ขายนั้นตั้งอยู่นอกจีนและฮ่องกง โดยซีเค ฮัทชิสัน จะได้เงินถึง 1.9 หมื่นล้านดอลลาร์ จากการขายท่าเรือ 43 แห่งให้กลุ่มทุนนำโดยแบล็คร็อค ซึ่งประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศว่าเป็นการที่สหรัฐฯ ได้คลองปานามากลับคืนมา

ท่าทีไม่พอใจของจีนอาจส่งผลกระทบต่อการทำธุรกรรม โดยสำนักงานกิจการฮ่องกงและมาเก๊าได้แชร์บทความจากหนังสือพิมพ์ต้ากงเป่า (Ta Kung Pao) สื่อที่สนับสนุนรัฐบาลจีน วิจารณ์เครือบริษัทของลี กาชิง ว่า  “ยอมก้มหัวอย่างขี้ขลาด”  ต่อแรงกดดันจากสหรัฐฯ

 เหลียง เจิ้นอิง  อดีตผู้บริหารสูงสุดฮ่องกง (2555-2560) และปัจจุบันดำรงตำแหน่งรองประธานที่ปรึกษาการเมืองระดับสูงของจีน โพสต์เฟซบุ๊กเมื่อวันที่ 17 มีนาคมที่ผ่านมาว่า ผู้นำธุรกิจที่ไม่ได้รับการสนับสนุนจากแผ่นดินแม่จะเหมือนเด็กกำพร้าที่ถูกรังแก พร้อมวิจารณ์ “นักธุรกิจฮ่องกงบางราย” ที่เห็นแก่ผลประโยชน์ทางธุรกิจมากกว่าประเทศ

ขณะเดียวกัน  จอห์น ลี  ผู้บริหารสูงสุดฮ่องกงคนปัจจุบัน ระบุว่า การถกเถียงอย่างกว้างขวางสะท้อนความกังวลของสังคม และประเด็นนี้สมควรได้รับความสนใจอย่างจริงจัง

สำนักงานกิจการฮ่องกงและมาเก๊าของรัฐบาลจีนได้แชร์บทความวิพากษ์วิจารณ์การทำข้อตกลงขายบริษัทท่าเรือปานามา (Panama Port Company -PPC) ของซีเค ฮัตชิสัน โฮลดิงส์ (CK Hutchison Holdings) ให้กลุ่มทุนนำโดยแบล็กร็อก (BlackRock) ของอเมริกา โดยเป็นการแชร์เนื้อหาทั้งหมดลงในเว็บไซต์อย่างเป็นทางการของสำนักงานเมื่อคืนวันพฤหัสฯ (13 มี.ค.)

บทความชิ้นดังกล่าว “ต้ากุงเป้า” หนังสือพิมพ์ในฮ่องกง ซึ่งเป็นฝ่ายนิยมรัฐบาลจีนเป็นผู้พิมพ์เผยแพร่ครั้งแรก โดยบทความระบุว่า มีผู้ใช้โซเชียลมีเดียมากมายได้กล่าวหากลุ่มบริษัทแห่งนี้ว่า “ยอมหมอบราบคาบแก้ว” เพิกเฉยต่อผลประโยชน์ของจีน และเรียกข้อตกลงนี้ว่าเป็น “การทรยศหักหลังชาวจีนทั้งหมด”

การเคลื่อนไหวดังกล่าวกระตุ้นให้เกิดการคาดเดากันในทันทีว่าการโจมตีซีเค ฮัตชิสันอย่างเจ็บแสบนี้เป็นการสะท้อนถึงความคิดของรัฐบาลจีนซึ่งเขตบริหารพิเศษฮ่องกงอยู่ภายใต้การปกครอง และเป็นการกดดันทางอ้อมให้ซีเค ฮัตชิสันพิจารณาทบทวนการทำธุรกรรมครั้งนี้หรือไม่

ภาพทางเข้าท่าเรือ Balboa Port หนึ่งในท่าเรือใหญ่คลองปานามา (แฟ้มภาพ รอยเตอร์)

กราฟิกแสดงที่ตั้งท่าเรือสองแห่ง Balboa และ Cristobal ของบริษัทท่าเรือฮัทชิสัน ในคลองปานามา ที่จะขายหุ้นทิ้งให้กลุ่มทุนอเมริกัน (ภาพกราฟิกจากสื่อจีน) 3. Hutchison Port Group ซึ่งเป็นกลุ่มผู้ประกอบการท่าเรือในเครือของ CK Hutchison Holdings เป็นเจ้าของท่าเทียบเรือขนส่งสินค้า 43 แห่งใน 23 ประเทศ - ภาพ : รอยเตอร์
“ซีเค ฮัตชิสัน โฮลดิงส์ของมหาเศรษฐีลีกาชิงแห่งฮ่องกง ซึ่งเมื่อเร็วๆ นี้ได้ขายท่าเรือของบริษัทที่อยู่ในคลองปานามาไปนั้น ควรคิดให้ดีว่าต้องการยืนอยู่ฝ่ายไหน” เนื้อหาในบทความระบุ

ทั้งนี้ การขายหุ้น 90% ใน PPC ยังคงเป็นการบรรลุข้อตกลงในขั้นของหลักการเท่านั้น ตามการประกาศของซีเค ฮัตชิสันเมื่อสัปดาห์ก่อน

การตัดสินใจของซีเค ฮัตชิสันถูกมองว่าเป็นการเอาใจประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และถือเป็นชัยชนะครั้งสำคัญของผู้นำสหรัฐฯ ที่ต้องการเข้าควบคุมคลองปานามา ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ เชื่อมระหว่างมหาสมุทรแอตแลนติกกับมหาสมุทรแปซิฟิก

การโพสต์บทความดังกล่าวโดยสำนักงานสูงสุดของจีนด้านกิจการฮ่องกงส่งผลให้หุ้นของซีเค ฮัตชิสัน ร่วง 6.7% ระหว่างการซื้อขายช่วงเช้าวันศุกร์ (14 มี.ค.) เป็นการดิ่งลงมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนกันยายนปี 2565 ตอกย้ำความวิตกของนักลงทุนว่า รัฐบาลจีนอาจพยายามเข้าขัดขวางดีลนี้ ท่ามกลางความขัดแย้งที่นับวันร้อนแรงระหว่างสหรัฐฯ-จีน

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ “ลี กาชิง” ถูกสื่อรัฐบาลจีนวิพากษ์วิจารณ์ โดยสื่อเคยรายงานว่าบริษัทของเขากำลังขายทรัพย์สินบนจีนแผ่นดินใหญ่ พร้อมกับตั้งคำถามว่ามีความภักดีต่อจีนหรือไม่ ซึ่งสำนักงานของลีกาชิงออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าวอย่างแข็งขัน

ที่สำคัญคือ ท่าทีของรัฐบาลจีนทำให้ประธานาธิบดีทรัมป์เคลื่อนไหวอีกครั้ง โดยเดลีเมลของสหรัฐฯ รายงานว่า กองบัญชาการใต้สหรัฐฯ SOUTHCOM (US Southern Command) ได้พัฒนาแผนการที่เป็นไปได้จำนวนหนึ่งเพื่อทำให้มั่นใจว่าอเมริกันจะประสบความสำเร็จในการเข้าคลองปานามา

เช่นเดียวกับแอกซิออส (Axios) ของสหรัฐฯ รายงานว่า คำสั่งทรัมป์ให้กองทัพอเมริกันวางแผนยึดคลองปานามาเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ข้อตกลงซื้อขายบริษัทท่าเรือคลองปานามามูลค่า 22.8 พันล้านดอลลาร์ระหว่าง BlackRock และบริษัท CK Hutchinson ของมหาเศรษฐีลีกาชิงที่ประกาศไปเมื่อวันที่ 4 มี.ค.นั้นอาจจะไม่ใช่ของตายตามทรัมป์คาดและเคยคุยโวไว้ก่อนหน้า

ดังนั้น คงต้องติดตามกันต่อไปว่า สุดท้ายแล้ว “ดีลแห่งศตวรรษ” นี้จะลงเอยในรูปลักษณ์ใด.


กำลังโหลดความคิดเห็น