xs
xsm
sm
md
lg

การทับซ้อนและพลวัตของการเมืองสามรูปแบบในสังคมไทย: ชนชั้นนำ บ้านใหญ่ และพลเมือง (1) / Phichai Ratnatilaka Na Bhuket

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



"ปัญญาพลวัตร"
"ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต"

 การเมืองไทยในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมาได้ดำเนินไปภายใต้ความซับซ้อนของโครงสร้างอำนาจที่หลากหลายและซ้อนทับกัน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงสังคมที่กำลังเผชิญกับช่วงเวลาของการเปลี่ยนผ่านทางการเมือง (Political Transition) อันเต็มไปด้วยแรงตึงเครียดและการแข่งขันระหว่างกลุ่มอำนาจที่มีฐานคิดและวิธีการดำรงอำนาจที่แตกต่างกัน

โดยเฉพาะสามรูปแบบหลักที่มีบทบาทสำคัญต่อทิศทางการเมืองไทยในยุคปัจจุบัน ได้แก่  การเมืองแบบชนชั้นนำ (Elite Politics) การเมืองแบบบ้านใหญ่ (Big House Politics) และการเมืองแบบพลเมือง (Civic Politics)

ความขัดแย้งและการแข่งขันระหว่างสามกลุ่มนี้ไม่ได้เป็นเพียงการช่วงชิงอำนาจทางการเมืองในเชิงรูปธรรมเท่านั้น หากแต่ยังเป็นการต่อสู้เชิงอุดมการณ์และฐานคิดทางการเมืองที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ

 การเมืองแบบชนชั้นนำ (Elite Politics) มีรากฐานมาจากการรวมศูนย์อำนาจของกลุ่มชนชั้นนำซึ่งครอบคลุมทั้งกลุ่มทุนขนาดใหญ่ ข้าราชการระดับสูง สถาบันทหาร และเครือข่ายอิทธิพลที่มีบทบาทในการกำหนดทิศทางนโยบายของรัฐ กลุ่มนี้ใช้อำนาจผ่านกลไกทางการเมืองและกฎหมาย รวมถึงอิทธิพลทางสถาบันที่ค้ำจุนระเบียบอำนาจแบบรวมศูนย์

ขณะที่ การเมืองแบบบ้านใหญ่ (Big House Politics) ดำรงอยู่บนฐานของระบบอุปถัมภ์ในระดับท้องถิ่น โดยมีตระกูลหรือกลุ่มการเมืองท้องถิ่นควบคุมทรัพยากรและผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ พร้อมสร้างเครือข่ายอำนาจผ่านความสัมพันธ์ส่วนตัวและเครือญาติ

ด้าน การเมืองแบบพลเมือง (Civic Politics) ถือว่าเป็นรูปแบบใหม่ที่ตั้งอยู่บนหลักการประชาธิปไตยสมัยใหม่ โดยเน้นสิทธิพลเมือง เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น และการมีส่วนร่วมทางการเมืองในฐานะเจ้าของอำนาจอธิปไตยอย่างแท้จริง แนวคิดนี้มีบทบาทสำคัญต่อขบวนการเคลื่อนไหวทางการเมืองของคนรุ่นใหม่ และเป็นพลังที่ท้าทายอำนาจเดิมทั้งในระดับชาติและท้องถิ่นอย่างมีนัยสำคัญ
การเผชิญหน้าและแข่งขันกันของทั้งสามรูปแบบการเมืองนี้ มิได้เกิดขึ้นเพียงในระดับนโยบายหรือการเลือกตั้งเท่านั้น หากแต่เป็นการปะทะกันของวิธีคิดเกี่ยวกับบทบาทของประชาชนและธรรมชาติของอำนาจในสังคมไทย ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อทิศทางของกระบวนการเปลี่ยนผ่านประชาธิปไตย (Democratic Transition)

 การเมืองชนชั้นนำและบ้านใหญ่ ยังคงรักษาอำนาจและโครงสร้างเดิมไว้ได้ในหลายพื้นที่ ผ่านกลไกอุปถัมภ์และระบบการปกครองแบบรวมศูนย์ ในขณะที่การเมืองแบบพลเมืองพยายามผลักดันให้เกิดการกระจายอำนาจและการมีส่วนร่วมที่แท้จริงของประชาชน ซึ่งกระบวนการนี้นำไปสู่ความตึงเครียดและความท้าทายต่อการพัฒนาประชาธิปไตยในประเทศไทยในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา

ด้วยเหตุนี้ การศึกษาและทำความเข้าใจรูปแบบการเมืองทั้งสามจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการวิเคราะห์พลวัตทางการเมืองไทยในยุคปัจจุบัน ตลอดจนการประเมินแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงในอนาคต

บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์เปรียบเทียบการเมืองแบบชนชั้นนำ การเมืองแบบบ้านใหญ่ และการเมืองแบบพลเมือง ในบริบทของสังคมไทย โดยมุ่งเน้นมิติสำคัญ 4 ประการ ได้แก่

 (1) เหตุผล (Reason) ที่แต่ละกลุ่มใช้อธิบายและสร้างความชอบธรรมให้กับการดำรงอำนาจของตน (2) ฐานอำนาจ (Power Base) และกลยุทธ์ในการสนับสนุนเครือข่ายอำนาจเหล่านั้น (3) วิธีคิดเกี่ยวกับบทบาทของประชาชนในระบบการเมืองแต่ละรูปแบบ และ (4) ผลกระทบต่อกระบวนการพัฒนาประชาธิปไตยไทยทั้งในแง่ของโอกาสและข้อจำกัด

การศึกษาความแตกต่างและพลวัตระหว่างการเมืองทั้งสามรูปแบบนี้ ไม่เพียงแต่ช่วยให้เข้าใจโครงสร้างอำนาจที่กำหนดทิศทางการเมืองไทยในปัจจุบันเท่านั้น แต่ยังเป็นพื้นฐานสำคัญในการประเมินอนาคตของประชาธิปไตยไทย ว่าจะสามารถก้าวข้ามโครงสร้างอำนาจเดิมและพัฒนาไปสู่ระบอบประชาธิปไตยที่มีพลเมืองเป็นศูนย์กลางได้อย่างแท้จริงหรือไม่

 การเมืองแบบชนชั้นนำ

การเมืองแบบชนชั้นนำในบริบทไทย หมายถึงโครงสร้างและเครือข่ายอำนาจที่ถูกควบคุมโดยกลุ่มคนจำนวนน้อย ซึ่งมีบทบาทสูงสุดในการกำหนดทิศทางทางการเมืองและนโยบายสาธารณะของประเทศ โดยกลุ่มนี้ประกอบด้วยข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ กลุ่มทุนผูกขาด ผู้นำทางทหาร และบุคคลที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับสถาบันทางอำนาจเดิม อำนาจของชนชั้นนำเหล่านี้ไม่เพียงแต่ถูกสร้างขึ้นผ่านโครงสร้างทางเศรษฐกิจและสถาบันการเมือง แต่ยังได้รับความชอบธรรมจากอุดมการณ์ทางวัฒนธรรม เช่น ความจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ซึ่งทำหน้าที่เป็นกลไกควบคุมทางอุดมการณ์และวาทกรรมในสังคม

 เหตุผลของชนชั้นนำในการอ้างความชอบธรรม

ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ชนชั้นนำไทยได้สร้าง  “กรอบเหตุผล” และ  “วาทกรรมทางการเมือง” เพื่ออธิบายและสร้างความชอบธรรมให้กับอำนาจของตน เหตุผลเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงข้ออ้างเชิงนโยบายเท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องมือทางอุดมการณ์ (Ideological Tools) ที่ใช้ควบคุมและกำหนดทิศทางการรับรู้ของประชาชนในวงกว้าง เหตุผลหลักที่ชนชั้นนำมักนำมาใช้ในการสร้างความชอบธรรมในการครองอำนาจมีอยู่สี่ประการสำคัญ

1. เหตุผลด้านความมั่นคงและความสงบเรียบร้อย (National Security and Stability)

วาทกรรม “ความมั่นคงแห่งชาติ” และ “ความสงบเรียบร้อย” เป็นเครื่องมือสำคัญที่ชนชั้นนำไทยใช้ในการสร้างความชอบธรรมให้กับการดำรงอยู่และการใช้อำนาจของตน โดยเฉพาะในช่วงวิกฤตการณ์ทางการเมือง

 ประการแรก การนำเสนอตนเองในฐานะ  “ผู้พิทักษ์ความมั่นคง” เป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่มีนัยยะว่าชนชั้นนำ โดยเฉพาะกองทัพ มีบทบาทและหน้าที่พิเศษเหนือกว่าสถาบันทางการเมืองปกติในการปกป้องประเทศ ดังจะเห็นได้จากคำปราศรัยของผู้นำรัฐประหารในปี 2557 ที่กล่าวว่า "กองทัพต้องเข้ามาทำหน้าที่ในการรักษาความสงบเรียบร้อยและแก้ไขวิกฤตการณ์ทางการเมือง เพื่อปกป้องความมั่นคงของชาติและสถาบันหลัก"

 ประการที่สอง การอ้างความสงบเรียบร้อยเป็นการสร้างวาทกรรมที่ตีความว่าความขัดแย้งและการเคลื่อนไหวทางการเมืองเป็นภัยคุกคามต่อความสงบสุขของสังคม ซึ่งเป็นการลดทอนความชอบธรรมของการเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยและการเรียกร้องการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ดังในช่วงการชุมนุมทางการเมืองปี 2553 และปี 2563 สื่อมวลชนกระแสหลักที่มีความใกล้ชิดกับชนชั้นนำได้นำเสนอข่าวในทิศทางที่ตีความการชุมนุมว่าเป็น  “ภัยต่อความมั่นคง” และ  “ความสงบเรียบร้อย” ของประเทศ

 ประการที่สาม วาทกรรมความมั่นคงยังถูกใช้เพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับการออกกฎหมายพิเศษและมาตรการควบคุมทางสังคมที่เข้มงวด เช่น พระราชบัญญัติความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. 2551 พระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558 และพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 กฎหมายเหล่านี้ให้อำนาจพิเศษแก่ฝ่ายความมั่นคงในการควบคุมการแสดงออกทางการเมืองและการชุมนุมของประชาชน

ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา กองทัพไทยได้ขยายนิยามของ “ความมั่นคงแห่งชาติ” ให้ครอบคลุมประเด็นทางการเมือง สังคม และวัฒนธรรมมากขึ้น ซึ่งเป็นการสร้างพื้นที่และความชอบธรรมให้กับการแทรกแซงทางการเมืองในวงกว้าง ในกรณีการชุมนุมของนักศึกษาในปี 2563-2564 ที่มีการเรียกร้องการปฏิรูปการเมืองและสถาบัน รัฐบาลและฝ่ายความมั่นคงได้อ้างเหตุผลด้านความมั่นคงและการรักษาความสงบเรียบร้อยในการจำกัดการชุมนุมและดำเนินคดีกับแกนนำ โดยมีการใช้ทั้งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินและประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ซึ่งถูกตีความว่าเป็นเรื่องของความมั่นคงแห่งชาติ

 2. เหตุผลด้านความจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ (Patriotism and Loyalty)

อุดมการณ์  “ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์” เป็นองค์ประกอบหลักของอัตลักษณ์ความเป็นไทยที่ได้รับการปลูกฝังผ่านระบบการศึกษา สื่อมวลชน และพิธีกรรมของรัฐมาอย่างยาวนาน ชนชั้นนำไทยใช้อุดมการณ์นี้เป็นเครื่องมือในการสร้างความชอบธรรมให้กับการดำรงอยู่และการใช้อำนาจของตนในหลายลักษณะ

 ประการแรก การนำเสนอตนเองในฐานะ  “ผู้ปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์” เป็นการสร้างความชอบธรรมบนพื้นฐานของความจงรักภักดีต่อสถาบันที่เป็นศูนย์รวมจิตใจของคนไทย ชนชั้นนำไทยสร้างความชอบธรรมผ่านการอ้างความใกล้ชิดและความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ทำให้การวิจารณ์หรือท้าทายอำนาจของพวกเขากลายเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่เชื่อมโยงกับสถาบัน

 ประการที่สอง การใช้วาทกรรม  “ความเป็นไทย” เป็นการสร้างกรอบความคิดที่กำหนดว่าอะไรคือ  “ความเป็นไทยที่แท้จริง” ซึ่งมักรวมถึงการเคารพและเชื่อฟังผู้อาวุโสและผู้มีอำนาจ การรักษาความกลมกลืนทางสังคม และการหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง วาทกรรมนี้ช่วยสร้างความชอบธรรมให้กับระบบอุปถัมภ์และโครงสร้างอำนาจแบบลำดับชั้นในสังคมไทย

 ประการที่สาม การใช้ความจงรักภักดีเป็นเกณฑ์ในการประเมินบุคคลและกลุ่มทางการเมือง ทำให้เกิดการแบ่งแยกระหว่าง  “ผู้จงรักภักดี” และ “ผู้ไม่จงรักภักดี” ซึ่งมีผลต่อความชอบธรรมในการมีส่วนร่วมทางการเมือง ดังจะเห็นได้จากการที่ผู้ที่วิจารณ์หรือเสนอให้มีการปฏิรูปสถาบันมักถูกตีตราว่าเป็น “คนไม่จงรักภักดี” หรือ “คนไม่รักชาติ”

ตัวอย่างที่ชัดเจนของการใช้เหตุผลด้านความจงรักภักดีคือกรณีการแต่งตั้งและคัดเลือกบุคคลในตำแหน่งสำคัญขององค์กรอิสระ โดยวุฒิสภาซึ่งมีสายสัมพันธ์ใกล้ชิดกับชนชั้นนำ ดังเห็นได้จากในกระบวนการคัดเลือกคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และศาลรัฐธรรมนูญ ประวัติการทำงานที่แสดงถึงความจงรักภักดีต่อสถาบันและความสัมพันธ์กับเครือข่ายชนชั้นนำ เป็นปัจจัยสำคัญในการได้รับการคัดเลือก และกรณีล่าสุดในกลางเดือนมีนาคม 2568 การเลือกบุคคลเป็นศาลรัฐธรรมนูญของ ส.ว. ก็มีการนำประเด็นที่เกี่ยวข้องกับมาตร 112 มาใช้ในการตัดสินใจไม่เลือกศาสตราจารย์รัฐศาสตร์คนหนึ่งที่เคยแสดงความเห็นให้แก้ไขมาตรา 112




 3. เหตุผลด้านความมีศีลธรรมและคุณธรรม (Moral Superiority)
การอ้างความมีศีลธรรมและคุณธรรมเป็นกลยุทธ์สำคัญอีกประการหนึ่งที่ชนชั้นนำไทยใช้ในการสร้างความชอบธรรมให้กับการดำรงอยู่และการใช้อำนาจของตน กลยุทธ์นี้มีรากฐานมาจากแนวคิดทางพุทธศาสนาเรื่องกรรมและบุญบารมี ซึ่งเชื่อมโยงสถานะทางสังคมกับความดีงามและคุณธรรมของบุคคล

 ประการแรก การนำเสนอตนเองในฐานะ  “คนดี” หรือ “ผู้นำที่มีคุณธรรม”เป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่ตรงข้ามกับ  “นักการเมืองทุจริต” หรือ “ผู้แสวงหาอำนาจเพื่อผลประโยชน์ส่วนตน” วาทกรรม “คนดี” ได้รับการส่งเสริมอย่างเข้มข้นในช่วงการเมืองแบบแบ่งขั้ว และการเมืองในยุครัฐบาลประยุทธ์

 ประการที่สอง การอ้างความมีศีลธรรมยังปรากฏในกระบวนการทางกฎหมายและการตัดสินคดีทางการเมือง ศาลไทย โดยเฉพาะศาลรัฐธรรมนูญ มีแนวโน้มที่จะใช้เหตุผลเชิงศีลธรรมในการตัดสินคดีทางการเมือง โดยเน้นเรื่องความซื่อสัตย์ ความโปร่งใส และความมีคุณธรรมของนักการเมือง ซึ่งในทางปฏิบัติแล้วมักเป็นการตัดสินที่เอื้อประโยชน์ต่อฝ่ายชนชั้นนำแบบดั้งเดิม

ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญกรณีการยุบพรรคอนาคตใหม่ในปี 2563 ด้วยเหตุผลเรื่องการกู้ยืมเงินจากหัวหน้าพรรค คำวินิจฉัยนี้ได้รับการนำเสนอในแง่ของการ “รักษาความถูกต้อง” และ “คุณธรรมในระบบการเมือง” แม้ว่าจะมีข้อวิจารณ์อย่างกว้างขวางว่าเป็นการใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือในการกำจัดฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง

 ประการที่สาม วาทกรรม  “ประชาธิปไตยที่มีคุณธรรม” หลังการรัฐประหารปี 2557 คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้นำเสนอแนวคิด “ประชาธิปไตยที่มีคุณธรรม” หรือ “การเมืองที่สะอาด” เพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับการยึดอำนาจและการแทรกแซงทางการเมือง แนวคิดนี้เน้นความสำคัญของคุณธรรมของผู้นำมากกว่ากระบวนการประชาธิปไตยที่มาจากการเลือกตั้ง โดยนำเสนอว่าประชาธิปไตยแบบตะวันตกที่เน้นการเลือกตั้งไม่เหมาะกับบริบทของสังคมไทย และสังคมไทยต้องการ  “ประชาธิปไตยแบบไทย ๆ” ที่ให้ความสำคัญกับคุณธรรมของผู้นำและความสามัคคีของประชาชน

วาทกรรม “ประชาธิปไตยที่มีคุณธรรม” เป็นการผสมผสานแนวคิดประชาธิปไตยกับแนวคิดแบบอนุรักษ์นิยมไทย ซึ่งเน้นความสำคัญของลำดับชั้นทางสังคม ความสามัคคี และการเคารพผู้อาวุโส การนำเสนอแนวคิดนี้ช่วยให้ชนชั้นนำสามารถสร้างความชอบธรรมให้กับการปกครองที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งโดยตรง

อย่างไรก็ตาม การอ้างศีลธรรมและคุณธรรมของชนชั้นนำไทยถูกวิพากษ์ในสามประเด็นที่สำคัญ

 ประเด็นแรก ศีลธรรมและคุณธรรมของชนชั้นนำมีลักษณะเป็น “จริยธรรมเชิงชนชั้น”
ซึ่งชนชั้นนำผูกขาดนิยามของ “ความดีงาม” และ “ความเลวร้าย” โดยกีดกันผู้มีแนวคิดที่แตกต่างทางการเมืองออกจากพื้นที่สาธารณะ จริยธรรมเชิงชนชั้นนี้มีรากฐานมาจากความเชื่อว่าชนชั้นนำมีความเหนือกว่าประชาชนทั่วไปในด้านศีลธรรมและคุณธรรม ซึ่งสอดคล้องกับระบบสังคมแบบลำดับชั้นในสังคมไทยแบบดั้งเดิม แนวคิดนี้เป็นการปฏิเสธหลักการพื้นฐานของประชาธิปไตยที่ว่าประชาชนทุกคนมีสิทธิและเสรีภาพเท่าเทียมกันในทางการเมือง

การใช้จริยธรรมเชิงชนชั้นในการเมืองไทยนำไปสู่การแบ่งแยกทางการเมืองและสังคมอย่างรุนแรง โดยผู้ที่ถูกมองว่าไม่มีคุณธรรมหรือศีลธรรมตามนิยามของชนชั้นนำจะถูกกีดกันออกจากกระบวนการทางการเมืองและถูกตีตราในทางสังคม

 ประเด็นที่สอง การใช้ศีลธรรมเป็นเครื่องมือในการสร้างความชอบธรรมทางอำนาจ
และการรักษาสถานะทางสังคมและเศรษฐกิจของตน การใช้ศีลธรรมเป็นเครื่องมือนี้ปรากฏชัดเจนในกระบวนการทางกฎหมายและการตัดสินคดีทางการเมือง ซึ่งมักมีการอ้างเหตุผลทางศีลธรรมในการตัดสินที่เอื้อประโยชน์ต่อฝ่ายชนชั้นนำและเป็นโทษต่อฝ่ายตรงข้าม ดังศาลรัฐธรรมนูญมีแนวโน้มที่จะใช้เหตุผลเชิงศีลธรรมในการตัดสินคดีทางการเมือง ซึ่งในทางปฏิบัติแล้วมักเป็นการตัดสินที่เอื้อประโยชน์ต่อฝ่ายชนชั้นนำแบบดั้งเดิม และมักเป็นโทษกับนักการเมืองที่มีทัศนคติทางการเมืองไม่ตรงกับพวกเขา

 ประเด็นที่สาม การปฏิเสธความหลากหลายทางความคิดและการมีส่วนร่วมทางการเมือง การนำเสนอว่ามีเพียง “คนดี” เท่านั้นที่ควรมีส่วนร่วมในการเมือง โดยที่นิยามของ “คนดี” ถูกกำหนดโดยชนชั้นนำ เป็นการปฏิเสธสิทธิในการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนที่มีความคิดเห็นแตกต่างจากชนชั้นนำ ซึ่งขัดกับหลักการพื้นฐานของประชาธิปไตยที่เน้นการมีส่วนร่วมของประชาชนทุกคนในกระบวนการทางการเมือง

นอกจากนี้ การเน้นคุณธรรมและศีลธรรมมากกว่ากระบวนการประชาธิปไตยยังนำไปสู่การลดทอนความสำคัญของกระบวนการทางประชาธิปไตย เช่น การเลือกตั้ง การถกเถียงสาธารณะ และการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการส่งเสริมความรับผิดชอบและความโปร่งใสในการปกครอง

 4. เหตุผลด้านความเชี่ยวชาญและประสิทธิภาพ (Technocratic Expertise)

นอกเหนือจากเหตุผลทั้งสามประการข้างต้น ชนชั้นนำไทยยังใช้เหตุผลด้านความเชี่ยวชาญและประสิทธิภาพในการสร้างความชอบธรรมให้กับการดำรงอยู่และการใช้อำนาจของตน โดยเฉพาะในยุคโลกาภิวัตน์ที่ความรู้เฉพาะทางและการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพมีความสำคัญมากขึ้น

 ประการแรก การนำเสนอตนเองในฐานะ “ผู้เชี่ยวชาญ” หรือ “เทคโนแครต” ที่มีความรู้ความสามารถในการบริหารประเทศ ทำให้การตัดสินใจของชนชั้นนำดูเป็นเรื่องของความเชี่ยวชาญทางเทคนิคมากกว่าการเมือง ซึ่งช่วยลดทอนความชอบธรรมของการมีส่วนร่วมจากประชาชนทั่วไปที่อาจถูกมองว่าไม่มีความรู้ความเข้าใจเพียงพอ

 ประการที่สอง การเน้นประสิทธิภาพและผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจเป็นการสร้างความชอบธรรมบนพื้นฐานของผลการดำเนินงาน (Performance Legitimacy) ซึ่งมีความสำคัญในสังคมที่ให้คุณค่ากับการพัฒนาเศรษฐกิจและความมั่งคั่ง ดังจะเห็นได้จากการนำเสนอ “โมเดลไทยแลนด์ 4.0” ของรัฐบาลภายใต้การนำของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เพื่อสร้างภาพลักษณ์ของการเป็นรัฐบาลที่มีวิสัยทัศน์และความสามารถในการพัฒนาประเทศ

 ประการที่สาม การอ้างความเชี่ยวชาญในการรับมือกับวิกฤตการณ์และความท้าทายระดับชาติ ดังจะเห็นได้จากการรับมือกับวิกฤตโควิด-19 ที่รัฐบาลได้จัดตั้ง “ศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.)” ซึ่งประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญและเจ้าหน้าที่ระดับสูง การดำเนินการในลักษณะนี้เป็นการตอกย้ำภาพลักษณ์ของการเป็นชนชั้นนำที่มีความสามารถในการจัดการกับปัญหาซับซ้อนระดับชาติ

กล่าวโดยสรุป ชนชั้นนำไทยใช้เหตุผลสี่ประการหลักในการสร้างความชอบธรรมให้กับอำนาจของตน ได้แก่ การอ้างความมั่นคงและความสงบเรียบร้อย ด้วยการนำเสนอตนเองเป็นผู้พิทักษ์ชาติและรักษาความสงบ การอ้างความจงรักภักดีต่อสถาบันหลัก โดยนำเสนอตนเป็นผู้ปกป้องชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ การอ้างความมีศีลธรรมและคุณธรรมที่เหนือกว่านักการเมือง และ การอ้างความเชี่ยวชาญและประสิทธิภาพในการบริหารประเทศ

 อย่างไรก็ตาม เหตุผลเหล่านี้ถูกวิพากษ์ว่าเป็นการใช้จริยธรรมเชิงชนชั้น ซึ่งชนชั้นนำผูกขาดนิยามความดีงาม เป็นเครื่องมือสร้างความชอบธรรมให้กับการใช้อำนาจโดยไม่ถูกตรวจสอบ และนำไปสู่การปฏิเสธความหลากหลายทางความคิด ส่งผลให้การพัฒนาประชาธิปไตยในสังคมไทยเป็นไปอย่างล่าช้าและไม่ต่อเนื่อง การทำความเข้าใจกลไกนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาประชาธิปไตยที่แท้จริงในประเทศไทย

(อ่านต่อสัปดาห์หน้า)



กำลังโหลดความคิดเห็น