xs
xsm
sm
md
lg

ผู้จัดการสุดสัปดาห์

x

ใต้เงาจีน ภาค 2 (26) ปัญหาการค้าประเวณีหญิงจีนที่เปลี่ยนไป

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ในความเป็นไป
วรศักดิ์ มหัทธโนบล

ปัญหาต่างๆ ของการล่อลวงหญิงจีนมาค้าประเวณีในไทยจากที่ผมเล่ามาพอสรุปได้ว่า นับแต่ที่พบปัญหานี้ครั้งแรกจนถึงเมื่อมีการประสานงานกับทางฝ่ายจีนที่คุนหมิงนั้น ในที่สุดก็สามารถแก้ปัญหานี้ไปได้โดยพื้นฐาน

แต่การแก้ปัญหานี้ได้นั้นมิได้หมายความว่าปัญหานี้จะจบลง เพียงแต่ว่ามันได้ปรากฏเป็นปัญหารูปแบบใหม่ที่ทางจีนจะต้องคิดอ่านแก้กันต่อไป ปัญหารูปแบบใหม่นี้มีทั้งที่เป็นปัญหาโดยตรงและโดยอ้อม

 กล่าวคือ ถ้าเป็นโดยตรงจะหมายความว่า ทั้งจีนและไทยต้องเผชิญกับหญิงจีนที่สมัครใจมาค้าประเวณีแทนที่จะถูกล่อลวงมา ในกรณีเช่นนี้ไทยยังคงเป็นหนึ่งในพื้นที่เป้าหมายการเข้ามาของหญิงจีนกลุ่มนี้ แต่ถ้าเป็นโดยอ้อมจะหมายความว่า การค้าประเวณีได้นำไปสู่การเกิดโรคเอดส์ ที่ในเวลานั้นยังเป็นโรคที่เพิ่งปรากฏขึ้นทั่วโลกได้ไม่นาน 

ผมจะขอเริ่มจากการบอกเล่าแบบโดยตรงก่อน นั่นคือ หลังจากที่ปัญหาหญิงจีนที่ถูกล่อลวงมาค้าประเวณีค่อยๆ หายไปนั้น อยู่มาวันหนึ่งทางศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็กก็แจ้งให้ผมทราบว่า ได้รับจดหมายฉบับหนึ่งจากเมืองจีนเพื่อขอความช่วยเหลือให้ตามหาหญิงจีนคนหนึ่งที่หายไป โดยเจ้าของจดหมายคือผู้ปกครองของหญิงจีนที่หายไป และได้ส่งจดหมายฉบับนี้ผ่านทาง ตม.จีนที่คุนหมิงที่ร่วมมือกับทางเรามาแต่ต้น และทางนั้นก็ส่งมาให้ฝ่ายเราอีกทอดหนึ่งเพื่อให้ช่วยต่อ

ในจดหมายฉบับนี้ได้แนบรูปถ่ายพร้อมกับให้ชื่อและที่อยู่ของหญิงคนนั้นมาด้วย แสดงว่าหญิงจีนคนนี้ลักลอบส่งจดหมายออกมา และก็ให้ปรากฏว่า ที่อยู่ที่ว่านี้เป็นภัตตาคารจีนที่มีการร้องรำทำเพลงด้วย คือคล้ายๆ กับอดีตภัตตาคารกาแล็กซีที่สามย่าน เมื่อได้รับจดหมายฉบับดังกล่าวแล้ว ทางศูนย์ฯ ก็ติดต่อผมให้ไปที่ภัตตาคารดังกล่าวซึ่งอยู่แถวสี่แยกอรุณอัมรินทร์ โดยมี จนท.ของศูนย์ฯ ไปด้วยหนึ่งคน
ว่าที่จริงแล้วภารกิจของเราคือไปตามหาหญิงจีนคนดังกล่าว และในเมื่อต้องไปในสถานที่เช่นนั้นก็ต้องปกปิดตัวเองเพื่อเตรียมตัวหาทางหนีทีไล่เอาไว้ เราสองคนจึงปลอมตัวเป็นนักเที่ยวเพื่อดูว่าสภาพภัตตาคารดังกล่าวเป็นอย่างไร เมื่อเข้าใจสภาพดีแล้วจึงค่อยหาทางถามหาหญิงจีนคนนั้น

ที่ต้องเตรียมตัวเช่นนั้นก็ด้วยเหตุที่ว่า คราวนี้เราไปในสถานที่อโคจรโดยที่ไม่รู้ว่าสภาพภายในเป็นอย่างไร ซึ่งถ้าหากทางภัตตาคารรู้ว่าเรามาตามหาหญิงจีนแล้ว ก็อาจจะไม่ปลอดภัยต่อเราสองคนก็ได้ ดังนั้น การเตรียมตัวของเราโดยหลักก็คือ การแต่งตัวให้ดูดีและกลมกลืนกับนักเที่ยวคนอื่นๆ
 ตอนที่นัดกันปลอมตัวกันนั้น ผมกับน้องจากศูนย์ฯ คิดว่า “เนียน” แล้ว แต่พอไปถึงในภัตตาคารจึงรู้ว่าที่ “เนียน” นั้นยัง “หยาบ” อยู่มาก เพราะแขกที่มาเที่ยวนั้นแต่งกายภูมิฐานมากๆ คือไม่เพียงจะใส่เสื้อผ้าและถือกระเป๋าแบรนด์เนมเท่านั้น ตามข้อแขนและลำคอยังมีสร้อยทองเส้นเบ้อเริ่มเทิ่มหนักหลายบาทประดับมาด้วย ทั้งนี้ยังนับแก้วแหวนเงินทองที่ประดับประดาแบบจัดเต็มตามนิ้วตามข้อแขน 

 เรียกได้ว่า เราสองคนแทบจะกลายเป็นยาจกไปในทันที 

แต่ถึงแม้จะไม่เนียน แต่เราก็ถูกมองจากพวกอาเสี่ยมองแค่แวบเดียว ส่วนพนักงานจะมองแบบแปลกๆ เหมือนจะถามว่า มาเที่ยวในภัตตาคารจีนทำไม แต่พอเห็นผมเรียกนักร้องบนเวทีมานั่งคุยด้วยภาษาจีนก็เลิกสนใจพวกเรา เพราะฉะนั้นแล้ว ภารกิจของเราจึงอยู่ตรงที่นั่งคุยกับนักร้องนี่แหละ โดยเราไม่รู้มาก่อนเลยว่า จริงๆ แล้วภารกิจของเราจะอยู่ที่นักร้องเหล่านี้

แน่นอนว่า นักร้องเหล่านี้เป็นหญิงจีนทั้งหมด แต่ที่โดดเด่นอย่างมากก็คือ ไม่มีคนไหนที่ไม่สวยเลยแม้แต่คนเดียว ที่สำคัญ แทบทุกคนล้วนมีการศึกษาทั้งสิ้น คนที่เรียนต่ำสุดจะจบชั้นมัธยม สูงสุดคือปริญญาตรี และต่างก็มาจากมณฑลต่างๆ ของประเทศจีน และที่มีการศึกษาสูงจึงทำให้ลายมือภาษาจีนของเธอเหล่านี้ดีมาก

 หญิงจีนกลุ่มนี้จึงอยู่กันคนละโลกกับหญิงจีนที่ถูกล่อลวงมาดังที่ผมเล่าไปก่อนหน้านี้ ที่น่าเศร้าก็คือ ทุกคนกลับเลือกที่จะขายตัวเป็นอาชีพ 

จนผมนึกไม่ถึงว่า เมืองไทยเมื่อทศวรรษ 1990 จะเป็นแหล่งรวมหญิงจีนรูปร่างหน้าตาดีที่พร้อมจะค้าประเวณีที่ใหญ่มาก ทั้งๆ ที่จีนเพิ่งเปิดประเทศมาได้เพียงสิบปีเศษๆ เท่านั้น และทำให้ผมสงสัยเอามากๆ ว่า ใครหนอที่เป็นคนต้นคิดมาบุกเบิกธุรกิจมืดนี้อย่างเอิกเกริกและเป็นล่ำเป็นสันในเมืองไทย

 การที่ไม่มีใครที่ไม่สวยและไร้การศึกษาเช่นนี้ ก็เลยทำให้หญิงจีนเหล่านี้มีค่าตัวที่สูงตามไปด้วย นั่นคือ มีค่าบริการตกคืนละ 5,000 บาทโดยเฉลี่ย โดยค่าใช้จ่ายหลังออกจากภัตตาคารไปแล้วย่อมต้องเป็นของนักเที่ยวที่เลือกเธอไปนอนค้างคืนด้วย ซึ่งก็คือบรรดาอาเสี่ยทั้งหลายนั้นเอง 

ด้วยค่าตัวที่สูงเช่นนี้นับเป็นแรงจูงใจให้หญิงเหล่านี้มาทำงานแบบนี้ จะไม่จูงใจได้อย่างไรในเมื่อเวลานั้นเงินเดือนของคนที่จบปริญญาตรีสูงสุดอยู่ที่หนึ่งหมื่นบาท แต่เธอเหล่านี้ใช้เวลาเพียงสองคืนก็หามาได้แล้ว ยิ่งเธอเล่าว่า คนที่บ้านเกิดไม่มีใครรู้ว่าเธอมาค้าประเวณี รู้แต่ว่าเธอมาทำงานที่เมืองไทย ซึ่งในเวลานั้นเริ่มมีคนจีนที่มีการศึกษามาทำงานที่เมืองไทยกันบ้างแล้ว ทุกคนต่างก็ยินดีและชื่นชมที่เธอได้งานดีๆ ที่เมืองไทย

ข้อมูลจากที่เล่ามานี้ทำให้ผมตกตะลึงจนพูดไม่ออกและไปไม่ถูก จนเหมือนกับจะเข้ามาพังทลายข้อมูลเดิมเรื่องการล่อลวงหญิงจีนที่ผมวิจัยจนแล้วเสร็จโดยสิ้นเชิง

สรุปแล้ว คืนนั้นภารกิจของเราล้มเหลว เราไม่พบหญิงจีนที่เราตามหา แต่ผมก็มีข้อสังเกตว่า ยังมีหญิงจีนอีกกลุ่มหนึ่งในภัตตาคารนั้นด้วยคือ หญิงที่เป็นพนักงานเสิร์ฟ ซึ่งจะใส่เสื้อผ้าที่เป็นแบบฟอร์มของภัตตาคาร ซ้ำรูปร่างหน้าตาก็ไม่สู้ดี การศึกษาก็ไม่สูง ไม่ต่างกับหญิงจีนที่ถูกล่อลวงมา
พูดง่ายๆ คือ รูปร่างหน้าตาและดีกรีต่างกันราวฟ้ากับเหวเลยก็ว่าได้
ผมจึงเดาว่า ถ้าถูกล่อลวงมาและรูปร่างหน้าตาไม่สู้ดี (ซึ่งผมดูจากรูปถ่ายที่ได้มา) หญิงที่เราตามหาคงจะเป็นพนักงาน และที่เราไม่พบก็คงเพราะเธออาจถูกส่ง (ไปขาย) ต่อยังที่อื่นแล้ว เราจึงไม่รู้ชะตากรรมของเธอว่าจะเป็นตายร้ายดีอย่างไร ได้แต่แจ้งไปยังครอบครัวของเธอว่าเราตามหาแล้วไม่พบ คิดดูแล้วก็น่าเศร้าไม่น้อย

จากที่ผมเล่ามานี้ทำให้เห็นว่า สถานการณ์การค้าประเวณีของหญิงจีนได้เปลี่ยนไปแล้วจริงๆ คือเปลี่ยนจากที่ถูกล่อลวงมามาเป็นสมัครใจหรือเต็มใจแทน การเปลี่ยนแปลงนี้จึงเป็นเรื่องที่ไม่สู้ดีนักหากจะวิเคราะห์ในแง่ปัญหาโครงสร้างของสังคม

 กล่าวคือ กรณีที่ถูกล่อลวงนั้นทำให้เราเห็นว่า หญิงที่ถูกล่อลวงยังตระหนักถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของตน และไม่พอใจที่ถูกกระทำเช่นนั้น แต่ในกรณีที่สมัครใจมาทำให้เราเห็นว่า หญิงที่เต็มใจมาคิดถึงเรื่องรายได้ที่ดีเป็นหลัก แต่ก็รู้สึกแปลกแยกกับอาชีพนี้เช่นกัน เพราะเอาเข้าจริงเธอต่างต้องปกปิดอาชีพที่แท้จริงของเธอไม่ให้ทางบ้านรู้ โดยแก้ปัญหาความแปลกแยกด้วยการโกหกทางบ้านว่ามาทำงานเป็นมนุษย์เงินเดือนในเมืองไทย 

การแก้ปัญหาความแปลกแยกดังกล่าวทำให้เธอได้รับการย่อมรับและยกย่องจากครอบครัว และจากชุมชนที่เธออยู่ โดยที่น่าเชื่อว่า เธอน่าที่จะรักษาความลับนี้เอาไปได้ตลอดชีวิต ซึ่งถึงตอนนั้นเธอคงเลิกอาชีพนี้ไปแล้ว และคงบริหารเงินก้อนโตที่ได้มาด้วยอาชีพที่เป็นที่ยอมรับของสังคมต่อไป

ตอนนี้เวลาก็ผ่านไปราว 30 ปีแล้ว ผมจึงได้แต่หวังว่าหญิงจีนเหล่านี้คงกลับบ้านเกิดและมีอาชีพใหม่มั่นคง แล้วเก็บอาชีพที่มาทำในเมืองไทยไว้ในมุมมืดของความทรงจำ