ผู้จัดการสุดสัปดาห์ -มี “ความไม่ธรรมดา” ที่ไม่อาจมองข้ามได้สำหรับ “อุตสาหกรรมยานยนต์ไทย” ใน พ.ศ.นี้ นั่นก็คือตัวเลข “สินเชื่อจำนำทะเบียนรถ” ซึ่งเติบโตสวนกระแสขึ้นมาท่ามกลางยอดขายรถยนต์ที่น้อยลงจนน่าตกใจ พร้อมๆ กับตัวเลข “หนี้ครัวเรือน” ที่เพิ่มสูงขึ้น
หลายคนอาจมองว่า เป็นเรื่องที่ดี เพราะประชาชนจะได้มีทางออกสำหรับการแก้ปัญหาเงินทองที่ขาดมือ ขณะที่สถาบันการเงินก็จะมีช่องทางในแสวงหารายได้มากขึ้นจากมาตรการควบคุมการปล่อยสินเชื่อที่ทำให้ต้องระมัดระวัง
ดังเช่นที่ “สุธัช เรืองสุทธิภาพ” นายกสมาคมการค้าผู้ประกอบธุรกิจสินเชื่อทะเบียนรถ (VTLA) และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เงินเทอร์โบ จำกัด ให้สัมภาษณ์เอาไว้ว่า ไม่เคยเห็นความต้องการสินเชื่อที่มหาศาลขนาดนี้ สูงสุดเท่าที่ทำธุรกิจมา
สอดรับกับที่ “เกรียงภพ ปานุราช” รองกรรมการผู้จัดการ สินเชื่อการตลาดและบริหารสินเชื่อ บริษัท ซีไอเอ็มบี ไทย ออโต้ จำกัด กล่าวว่า สินเชื่อจำนำทะเบียนรถสามารถช่วยเสริมสภาพคล่องลูกค้าได้ เพราะอัตราดอกเบี้ยไม่สูงมากนัก โดยในปี 2568 บริษัทตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อจำนำทะเบียนรถอยู่ที่ 3,000 ล้านบาท
ทั้งนี้ เหตุที่ “สินเชื่อจำนำทะเบียนรถยนต์” โต ก็เพราะเป็นสินเชื่อที่ “มีหลักประกัน” นั่นก็คือ “รถยนต์” รวมทั้งกลุ่มเป้าหมายจะจำกัดวงอยู่ในกลุ่มที่มีประวัติชำระหนี้ที่ดี และมีประวัติในเครดิตบูโร หรือกลุ่มมนุษย์เงินเดือน ซึ่งมีรายได้เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 3-5 หมื่นบาทต่อเดือน
ที่น่าสนใจก็คือ นอกจากมนุษย์เงินเดือนอย่างเราๆ ท่านๆ แล้ว ยังมี “กลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจ” รวมอยู่ด้วย
สำหรับวงเงินเฉลี่ยที่ลูกค้าใช้จะอยู่ที่ 3 แสนบาทต่อราย อายุรถเฉลี่ย 6-10 ปี ส่วนกลุ่มลูกค้าที่มีประวัติดี วงเงินจะอยู่ที่ 5 แสนบาทต่อราย และหากเป็นผู้ประกอบธุรกิจให้วงเงินสูงสุดถึง 5 ล้านบาท
อย่างไรก็ดี ถ้าหาก “คิด วิเคราะห์ แยกแยะ” แล้ว แม้ว่าในทางธุรกิจจะเติบโตดีมีอนาคตอย่างที่ผู้บริหารทั้ง 2 คนอรรถาธิบายไว้ข้างต้น แต่สำหรับแวดวงรถยนต์แล้ว น่าจะเป็น “สัญญาณอันตราย” อยู่ไม่น้อย ด้วย “ความจริงหนึ่งเดียว” ที่ไม่อาจปฏิเสธได้ก็คือ การสะท้อนว่า สถานการณ์เศรษฐกิจของประเทศมีปัญหา เพราะถ้าไม่เหลือบ่าฝ่าแรงแล้ว คงไม่ถึงขนาดต้องตัดสินใจเอาทะเบียนรถไปจำนำกับบรรดาสถาบันการเงิน
นั่นแสดงว่า เงินในกระเป๋ามีน้อยหรือมีไม่เพียงพอที่จะนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน ตลอดรวมถึงมีปัญหาเรื่องเงินทุนในการทำธุรกิจ
ดังนั้น จึงไม่แปลกใจว่า ทำไมยอดขายรถยนต์ของไทยในปี 2567 นี้จะลดลงไปเป็นอย่างมาก และปี 2568 ที่กำลังจะมาถึงก็คงมีสถานการณ์ไม่แตกต่างจากเดิมเท่าใดนัก
ขณะเดียวกันจากการตรวจสอบข้อมูลเกี่ยวกับ “หนี้เสียรถยนต์” หรือหนี้ที่มีปัญหาในการผ่อนชำระ ก็พบว่า มีความน่าสนใจอยู่ไม่น้อย เพราะเป็นปัญหาที่ขยายวงกว้างออกไปเป็นอย่างมาก
สัญญาณนี้ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2567 ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) รายงานยอดคงค้างสินเชื่อส่วนบุคคลว่ามีจำนวนรวมทั้งสิ้น 8.59 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 60,041 ล้านบาทหรือเพิ่ม 7.5% จาก 7.99 แสนล้านบาทในช่วงเดียวกันปีก่อน
ในจำนวนนี้แบ่งเป็นสินเชื่อไม่มีทะเบียนรถเป็นประกัน 4.94 แสนล้านบาท ลดลง 13,705 ล้านบาทหรือลดลง 2.7% จาก 5.07 แสนล้านบาทในช่วงเดียวกันปีก่อน ขณะที่สินเชื่อที่มีทะเบียนรถเป็นประกัน 3.65 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 73,746 ล้านบาทหรือ 25.31% จาก 2.91 แสนล้านบาทในช่วงเดียวกันปีก่อน
สำหรับสินเชื่อที่มีทะเบียนรถเป็นประกันนั้นเพิ่มขึ้นทั้งในส่วนของธนาคารพาณิชย์และนอนแบงก์ โดยธนาคารพาณิชย์มียอดคงค้าง 4.6 แสนล้านบาทเพิ่มขึ้น 4,406 ล้านบาทหรือ 10.59%จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ 4.16 แสนล้านบาท
นอนแบงก์ 3.19 แสนล้านบาทเพิ่มขึ้น 69,340 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 27.76% จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ 2.5 แสนล้านบาท
ขณะที่สินเชื่อที่มียอดคงค้าง 3 เดือนขึ้นไปหรือ หนี้เสีย เดือนมิถุนายน 2567 ทั้งสิ้น 2.95 หมื่นล้านบาทเพิ่มขึ้น 1,463 ล้านบาทหรือ 5.21% จาก 2.81 หมื่นล้านบาท โดยที่สินเชื่อไม่มีทะเบียนรถเป็นประกันลดลง 7.73% จาก 2.18 หมื่นล้านบาทเป็น 2.01 หมื่นล้านบาทในช่วงเดียวกันปีก่อน
สินเชื่อที่มีทะเบียนรถเป็นประกันเพิ่มขึ้นถึง 50.62% จาก 6.23 พันล้านบาทเป็น 9.38 พันล้านบาทหรือเพิ่มขึ้น 3,152 ล้านบาท
ทั้งนี้ หนี้ที่มีทะเบียนรถเป็นประกันที่ค้างชำระ 3 เดือนขึ้นไปเพิ่มขึ้นทั้งแบงก์และนอนแบงก์ โดยแบงก์เพิ่มขึ้น 592 ล้านบาทจาก 978 ล้านบาทเป็น 1,570 ล้านบาทหรือเพิ่มขึ้น 60.53% และนอนแบงก์ เพิ่มขึ้น 2,560 ล้านบาทจาก 5,249 ล้านบาทเป็น 7,809 ล้านบาทหรือเพิ่มขึ้น 48.77%
นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลล่าสุดจาก “นายสุรพล โอภาสเสถียร” ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (เครดิตบูโร) ที่เปิดเผยเอาไว้ว่า หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือหนี้เอ็นพีแอล ณ สิ้นเดือนตุลาคม 2567 อยู่ที่ 1.2 ล้านล้านบาท คิดเป็น 8.8% ของสินเชื่อรวม โดยเพิ่มขึ้น 13% จากเดือนก่อนหน้านี้ และในจำนวนนี้เป็น “หนี้รถยนต์ 2.6 แสนล้านบาท 8.4 แสนสัญญา”
ส่วนหนี้ที่กำลังจะเสียหรือค้างชำระไม่เกิน 90 วัน หรือ SM พบว่าทั้งหมดมีจำนวน 6.6 แสนล้านบาท โดยในจำนวนนี้เป็นสินเชื่อรถยนต์ 5.4 แสนสัญญา
ทั้งนี้ Krungthai COMPASS โดยธนาคารกรุงไทย มีมุมมองต่อยอดขายรถยนต์ไทยในปี 2567-2568 อาจอยู่ในระดับต่ำที่ปีละ 6.06.1 แสนคัน ลดลงจากค่าเฉลี่ยในอดีต (ปี 2564-66) เกือบ 25% โดยมีแรงกดดันหลัก 3 ประการ ประกอบด้วย
หนึ่ง - กำลังซื้อของผู้บริโภคที่แผ่วลง บวกกับปัญหาขาดสภาพคล่องของบางกลุ่ม และ 2.ภาวะหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ปัญหาหนี้เสีย และคุณภาพของผู้กู้ยอดขายที่หดตัวรุนแรง จะส่งผลกระทบต่อธุรกิจอื่น ๆ ที่อยู่ใน Supply Chain ของอุตสาหกรรมยานยนต์ ทั้งในแง่ของรายได้และอัตรากำไรของดีลเลอร์รถยนต์
สอง - ยอดสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ใหม่ และอาจกระทบต่อเนื่องมายังด้านรายได้จากดอกเบี้ยรับของผู้ประกอบการเช่าซื้อรถยนต์ด้วยเช่นกัน และยังมีผลต่อการฟื้นตัว
และ 3.ยอดผลิตรถยนต์ ซึ่งเบื้องต้นคาดว่าจะอยู่ที่ 1.62-1.66 ล้านคันในปี 2567-2568 ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 3 ปีย้อนหลังถึง 8-10%
นอกจากนี้ ในระยะถัดไปยังต้องจับตา 1.ตลาดในประเทศที่มีแนวโน้มซึมยาวและการแข่งขันที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น รวมถึง 2.พฤติกรรมของผู้บริโภคไทยที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน ทั้งความนิยมรถยนต์ไฮบริดที่เพิ่มขึ้น และปัจจัยการตัดสินใจซื้อรถยนต์ที่มุ่งเน้นด้านคุณสมบัติ สมรรถนะ และราคา มากกว่าคุณภาพ ภาพลักษณ์ หรือแบรนด์
ย่างไรก็ดี เมื่อนำสถานการณ์ดังกล่าวไปสอบทานกับ “ยอดจอง” ที่เกิดขึ้นในงาน “มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 41” ก็พบว่า “ร้อนแรงเกินคาด” ซึ่งนับเป็นเรื่องที่ดี แต่หลายคนก็มีคำถามตามมาไม่น้อย
โดยเฉพาะ “อีวีจีน” ที่ปรากฏ “ยอดจอง” มากเป็นพิเศษ ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงแล้ว เป็นที่รับรู้กันว่า ตัวเลขความต้องการรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยไม่ได้เติบโตอะไรมากมายขนาดนั้น
กล่าวคือ ในงานมหกรรมยานยนต์ครั้งที่ 41 มียอดจองรถยนต์มากถึง 54,513 คัน รถสันดาป ขณะที่จักรยานยนต์ก็คักคักไม่แพ้กันคือ มียอดจอง 7,982 คัน
ทั้งนี้ รถยนต์ 15 แบรนด์ ที่มียอดจองสูงสุด ได้แก่ Toyota 8,297 คัน BYD 6,917 คัน Honda 5,081 คัน Aion 3,668 คัน MG 3,311 คัน Deepal 2,756 คัน Mitsubishi 2,609 คัน Nissan 2,219 คัน GWM 2,060 คัน Neta 2,016 คันIsuzu 1,942 คัน Mazda 1,509 คัน BMW 1,331 คัน Ford 1,154 คัน Mercedes-Benz 1,122 คัน
เอาเป็นว่า “ยอดจองดี” แต่ “ยอดซื้อขายจริง” จะเป็นไปตามที่ประกาศไว้หรือไม่มากน้อยแค่ไหน อีกไม่นานคงรู้กัน เพราะโดยปกติแล้วตัวเลขยอดจองรถ ในทุกงานแสดงรถยนต์ทุกงาน เป็นตัวเลขที่ทางบริษัทรถยนต์ทุกค่าย แจ้งกับทางผู้จัดงานสำหรับการนำไปประชาสัมพันธ์
นอกจากนี้ สิ่งที่ต้องขีดเส้นใต้สองเส้นก็คือ ตัวเลขดังกล่าว บางค่ายเป็นตัวเลขยอดจองในงานจริงๆ นอกจากนี้ บางค่ายก็นำตัวเลขยอดของจากโชว์รูมผู้จำหน่ายทั่วประเทศมานับรวมเข้าไปด้วย และก็มีการตั้งข้อสังเกตว่า มีความเป็นได้สูงที่ “บางค่าย” จะแจ้งยอดจองเกินไปจากความจริง
จบข่าว.


