xs
xsm
sm
md
lg

ผู้จัดการสุดสัปดาห์

x

ผ่าเกม “เพื่อไทย” ถอยตั้งหลัก ตัดจบ “กิตติรัตน์” ดัน “พงษ์ภาณุ” แผนคุม “แบงก์ชาติ” ยากที่นึก ลึกกว่าที่คิด

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


 พงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ | กิตติรัตน์ ณ ระนอง | กุลิศ สมบัติศิริ
ผู้จัดการสุดสัปดาห์ -  การประกาศเลื่อนวาระพิจารณาเก้าอี้ “ประธานกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย” ของคณะกรรมการคัดเลือกที่มี “สถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์” เป็นประธาน ออกไปอย่างปัจจุบันทันด่วน จากเดิมคือวันที่ 4 พฤศจิกายน 2567 ไปเป็นวันที่ 11พฤศจิกายน 2567 ถือเป็น “ความพ่ายแพ้” ของ “พรรคเพื่อไทย” แบบหมดรูป 

ด้วยเป็นที่รับรู้กันว่า  “เต็ง 1”  อย่าง  “กิตติรัตน์ ณ ระนอง”  อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่ถูกเสนอชื่อโดย  “กระทรวงการคลัง”  นั้น ถือเป็นคนของ “พรรคเพื่อไทย” ตั้งแต่หัวจรดเท้า

แถมเมื่อดูเส้นทางการทำงานที่ผ่านมาก็ต้องถือว่า “ตรงสายงานที่สุด”เมื่อเทียบกับอีก 2 คน” ที่เสนอโดยธนาคารแห่งประเทศไทยคือ “กุลิศ สมบัติศิริ” อดีตปลัดกระทรวงพลังงาน และ “ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์” อดีตอธิการบดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ปัจจุบันรั้งเก้าอี้นายกสภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และกรรมการอิสระ บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน)

ทว่า รัฐบาลพรรคเพื่อไทยก็ไม่สามารถ “ดันทุรัง” ตามแผนการที่วางไว้ได้

ทั้งนี้ เหตุและปัจจัยอันทำให้ต้องเลื่อน เป็นเพราะกระแสต่อต้าน “กิตติรัตน์ ณ ระนอง” นั่งเป็นประธานบอร์ดแบงก์ชาติ เป็นไปอย่างรุนแรงในทุกแนวรบ ทั้งจากอดีตผู้ว่าฯ แบงก์ชาติเอง ไม่ว่าจะเป็น มรว.ปรีดิยาธร เทวกุล, ธาริษา วัฒนเกส .ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล และ ดร.วิรไท สันติประภพ รวมทั้งอดีตพนักงานแบงก์ชาติเกือบ 1,000 คน ที่ออกมาลงชื่อต่อต้านมิให้บุคคลใกล้ชิดจากฝั่งการเมืองมานั่งเป็นประธานบอร์ดแบงก์ชาติ

นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มนักเศรษฐศาสตร์, นักวิชาการ ที่พากันออกแถลงการคัดค้านการเข้ามารับตำแหน่งดังกล่าว รวมถึงเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศ (คปท.) และภาคประชาชนที่นัดรวมตัวกันแสดงจุดยืน พร้อมยื่นรวบรวมรายชื่อ ผู้คัดค้าน 27,000 รายชื่อ ซึ่งเกินกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ 20,000 ด้วยหวั่นธนาคารแห่งประเทศไทยจะถูกการเมืองเข้ามาแทรกแซงการทำงาน

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชิดตะวัน ชนะกุล อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่เป็นหนึ่งในผู้ร่วมลงชื่อดังกล่าวด้วยกับกลุ่มเศรษฐศาสตร์เพื่อสังคม กล่าวว่า เหตุที่ร่วมลงชื่อ เพราะทราบดีว่า หากธนาคารกลาง ซึ่งเป็นองค์กรที่ต้องเป็นอิสระ ถูกฝ่ายการเมืองกินรวบจะเป็นหายนะของประเทศ และในฐานะที่เป็นอาจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์และเป็นคนไทยคนหนึ่งที่รู้ผิดรู้ถูก หากนิ่งเฉย ไม่ทำอะไร จะรู้สึกเสียใจ เมื่อประเทศต้องเข้าสู่จุดนั้น แต่ถ้าวันนี้ได้ทำเต็มที่ ก็จะไม่มีอะไรค้างคาใจเพราะได้ทำในสิ่งที่ควรจะทำ ได้ตอบแทนคุณแผ่นดินแล้ว

“การให้ฝ่ายการเมืองเข้าไปนั่งเป็นบอร์ดของธนาคารแห่งประเทศไทย จึงสุ่มเสี่ยงที่จะเกิดหายนะต่อประเทศจากการที่นักการเมืองแสวงหาประโยชน์ ดังที่เคยเกิดขึ้นแล้วในปี 2540 ซึ่งทำให้ชาติบ้านเมืองได้รับความเสียหายอย่างใหญ่หลวง การที่ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยมีความเป็นอิสระ ไม่ตกอยู่ใต้อิทธิพลของฝ่ายการเมืองก่อให้เกิดผลดีต่อประเทศโดยรวม เช่น กรณีท่านเศรษฐพุฒิ ผู้ว่าฯธปท.ได้แสดงจุดยืนคัดค้านนโยบายรัฐบาลที่จะแจกเงินประชาชนที่มีอายุ 16 ปี ขึ้นไป ทุกคนซึ่งต้องใช้งบประมาณแผ่นดินเกือบ 6 แสนล้านบาท ก่อให้เกิดภาระทางการคลังที่คนไทยทั้งประเทศต้องรับผิดชอบในระยะยาวจนในที่สุดรัฐบาลปรับเปลี่ยนนโยบายเป็นแจกเงินเฉพาะกลุ่มเปราะบางทำให้ความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับประเทศชาติน้อยลง เป็นต้น”ดร.ชิดตะวันกล่าว

จน “เสี่ยอ้วน-ภูมิธรรม เวชยชัย” รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ซึ่งถือเป็น “สายตรงทักษิณ” ถึงกับต้องออกมาบ่นว่า “ไม่เห็นประเด็นที่ต้องคัดค้านนายกิตติรัตน์” พร้อมระบุด้วยว่า “อย่างนั้นก็ทำงานไม่ได้เลย ผมคิดว่านายกิตติรัตน์เข้าไปก็เป็นมืออาชีพ รู้ทั้งเรื่องการเงิน การคลัง และหากเข้าไปก็จะพูดคุยในมุมมองที่กว้างขึ้น”

ที่สำคัญไม่แพ้กันคือ มีรายงานข่าวยืนยันว่า เป็นผลมาจากความเห็นที่แตกต่างกันของคณะกรรมการสรรหาฯ 7 คน ซึ่งแม้จะมีเสียงสนับสนุนนายกิตติรัตน์จากกรรมการ 3 ราย ได้แก่ นายสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ อดีตปลัดกระทรวงการคลัง นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร อดีตปลัดกระทรวงพาณิชย์ และนายอัชพร จารุจินดา อดีตเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
แต่ก็มีกรรมการที่คัดค้านอย่างชัดเจน 2 ราย คือ นายปกรณ์ มาลากุล ณ อยุธยา อดีตเลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.) และนายสุทธิพล ทวีชัยการ อดีตเลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.)
ขณะที่กรรมการที่เหลือ 2 คน ยังลังเลหรือเป็นกลาง คือ นายวิฑูรย์ สิมะโชคดี อดีตปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม นายวรวิทย์ จำปีรัตน์ อดีตผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ

ความจริง ไม่ใช่เรื่องแปลกที่กระแสต้าน “นายกิตติรัตน์” จะรุนแรง เพราะเป็นที่ชัดเจตว่า เขาคือคนของพรรคเพื่อไทยอย่างที่ไม่อาจปฏิเสธได้ เคยดำรงตำแหน่งเป็น ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กรรมการ ก.ล.ต. อธิการบดีมหาวิทยาลัยชินวัตร อดีต รองนายกฯ และ ขุนคลัง ในสมัย “รัฐบาลปู” ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และได้รับแต่งตั้งให้เป็นประธานที่ปรึกษา ของ “เศรษฐา ทวีสิน” อดีตนายกรัฐมนตรี
นอกจากนี้ ยังมีประเด็นที่คณะกรรมการสรรหาต้องพิจารณาด้วยคือเรื่องที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้มีมติให้ทำหนังสือส่งไปยังสำนักงานอัยการสูงสุด (อสส.) อุทธรณ์ต่อที่ประชุมใหญ่ของศาลฎีกา ในคดีที่ศาลฎีกาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิพากษายกฟ้อง นายกิตติรัตน์เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งรมว.พาณิชย์ไม่สั่งให้มีการตรวจสอบการระบายข้าวเอื้อประโยชน์ให้เอกชนรายเดียว หรือคดีข้าวบลูล็อก

ทั้งนี้ การส่งคดีไปให้ อสส.เสนอต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาเพื่อขออุทรณ์ของ ปปช.เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่มีการพิจารณาคัดเลือกตำแหน่งประธานบอร์ด ธปท.พอดี ซึ่งน่าจะมีผลต่อการตัดสินใจต่อคณะกรรมการสรรหาฯ ในเวลานั้น ทว่า ในเวลาต่อมา เรื่องนี้ก็เป็นอันยุติเพราะเมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายนที่ผ่านมา อัยการสูงสุดตัดสินใจไม่อุทธรณ์แล้ว

ยิ่งเมื่อย้อนดูท่าทีของรัฐบาลพรรคเพื่อไทยที่เป็น “ไม้เบื่อไม้เมา” กับ ธนาคารแห่งประเทศไทยมาตลอด นับตั้งแต่เรื่องนโยบายแจกเงินหมื่นจนถึงการลดดอกเบี้ยนโยบายของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จนมีการปล่อยข่าวว่าจะปลด “ผู้ว่าฯ แบงก์ชาติ” ออกมา ก็ยิ่งทำให้สังคมเห็นว่า ไม่อาจวางใจให้ “คนของพรรคเพื่อไทยทั้งตัวและหัวใจ” เข้ามาทำหน้าที่ดังกล่าวได้

ขณะที่ตัว “กิตติรัตน์” เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังก็เคยเป็น “ไม้เบื่อไม้เมา” กับธนาคารแห่งประเทศไทย ปรากฏให้เห็นมาแล้ว โดยเขาเขียนจดหมายถึงประธานคณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) หรือถึง ดร.วีรพงษ์ รามางกูร ในฐานะประธานบอร์ดแบงก์ชาติ ให้ลดดอกเบี้ยนโยบาย แถมยังไปโจมตีเรื่องดังกล่าวในรายการ “รัฐบาลยิ่งลักษณ์ พบประชาชน” อีกต่างหาก
ทั้งนี้ “สถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์” ผู้เป็นประธานฯ บอกเล่าเหตุผลในการเลื่อนพิจารณาเอาไว้ว่า “เป็นการตัดสินใจของกรรมการหลายคน”
สิ่งที่น่าสนใจก็คือ มีกระแสข่าวตรงกันว่า นายสถิตย์ได้ส่งเรื่องไปถึงกระทรวงการคลังให้ “เปลี่ยนตัว” เพื่อลดกระแสการต่อต้านจากสังคม ซึ่งก็มีการปล่อยชื่อออกมาแล้วว่าคือ “นายพงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์” อดีตปลัดกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา และอดีตรองปลัดกระทรวงการคลัง

ขณะเดียวกันก็มีความเป็นไปได้ที่เป็น “กุลิศ สมบัติศิริ” เพราะโดยคุณสมบัติไม่ได้มีความใกล้ชิดกับฝ่ายการเมือง ไม่มีคดีความติดตัว และมีความรู้ความเข้าใจเรื่องการเงิน การคลัง เป็นอย่างดีเนื่องจากเติบโตมาจากการเป็นข้าราชการในกระทรวงการคลังก่อนที่จะข้ามห้วยไปเป็นปลัดกระทรวงพลังงาน

อย่างไรก็ดี ยังไม่มีการยืนยันที่ชัดเจนในเรื่องนี้ โดยเฉพาะจาก “กระทรวงการคลัง” ที่มีอำนาจโดยตรง มีแต่สุ้มเสียงเบาๆ จาก “ลวรณ แสงสนิท” ปลัดกระทรวงการคลังว่า “ผมไม่เกี่ยว”

ขณะที่นายสถิตย์กล่าวถึงเรื่องการเปลี่ยนตัวเอาไว้ว่า “ผมไม่ทราบว่ากระทรวงการคลังจะเสนอชื่อบุคคลอื่นแทนนายกิตติรัตน์หรือไม่ เพราะการเสนอชื่อคนผู้มานั่งในบอร์ดแบงก์ชาตินั้นจากปลัดกระทรวงการคลัง และผู้ว่าการ ธปท.หากจะเสนอชื่อแคนดิเดตใหม่ต้องเสนอทั้ง 2 ฝ่าย เพื่อความเท่าเทียมกัน”

ทั้งนี้ หากเสนอชื่อรายใหม่ต้องใช้เวลาตรวจสอบคุณสมบัติพอสมควร เพราะฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการสรรหาฯ ของ ธปท.ที่ดูเรื่องนี้ต้องทำงานตามขั้นตอน โดยคณะกรรมการสรรหาฯ จะสิ้นสุดเมื่อกระบวนการคัดเลือกเรียบร้อย หรือหากการสรรหายาวออกไปจะทำงานได้นานถึงกลางเดือนมกราคม 2568 ซึ่งครบวาระการรักษาการของนายปรเมธี วิมลศิริ ประธานคนเก่า

แต่ถ้าเป็น “นายพงษ์ภาณุ” จริง ก็ย่อมต้องถือว่า น่าจับตาไม่น้อย เพราะถ้าหากดูภูมิหลังของเขาแล้ว บอกได้เลยว่า “ไม่ธรรมดา” ทั้งในเรื่องของ “ชาติตระกูล” และ “คอนเนกชัน”

หากยังจำกันได้ เมื่อครั้งที่นายพงษ์ภาณุเป็น “อธิบดีกรมสรรพสามิต” เขาเคยถูก “รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” เตะโด่งให้ไปเข้ากรุ “รองปลัดกระทรวงการคลัง” ซึ่งเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันมากกว่าเป็นผลมาจากการยึดทรัพย์ 4.6 หมื่นล้านบาทของ ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในขณะที่ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมบัญชีกลาง ตามคำพิพากษาของศาลฎีกา เมื่อปี 2553

ที่ต้องขีดเส้นใต้คือ นายพงษ์ภาณุตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาก่อนเกษียณอายุราชการถึง 10 เดือน โดยระบุเหตุผลว่า ถูกชักชวนให้ไปนั่งเป็นกรรมการบริษัทเอกชนยักษ์ใหญ่ แม้ว่านายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี และนายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา จะขอให้ทบทวนการตัดสินใจก็ตาม แต่เจ้ายันยืนยันขอลาออกเหมือนเดิม

ทั้งนี้ หลังลาออกมีรายงานว่า นายพงษ์ภาณุนั่งเป็นประธานแผนกงานวิจัย SPEARHEAD ด้านบริการมูลค่าสูง สำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมแห่งชาติ

แต่ที่น่าสนใจคือ เป็นกรรมการในบริษัทเอกชนในตลาดหลักทรัพย์ 3 แห่ง ได้แก่ ประธานกรรมการบริษัท เมกาเคม (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) กรรมการบริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) และกรรมการบริษัท ฝาจีบ จำกัด (มหาชน)

จริงๆ แล้ว “นายพงษ์ภาณุ” ถูกเสนอจากกระทรวงการคลังในตำแหน่ง “กรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย” พร้อมกับ “นางพรอนงค์ บุษราตระกูล” เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต) เพื่อแทนกรรมการ 2 คนที่หมดวาระเช่นกัน คือนายมนัส แจ่มเวหาและนายนนทิกร กาญจนะจิตรา

ส่วนอีกคนที่ถูกเสนอชื่อโดยธนาคารแห่งประเทศไทยก็คือ “นายอนุสรณ์ ธรรมใจ” ผู้อำนวยการ ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจดิจิทัลการลงทุนและการค้าระหว่างประเทศและอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

ดังนั้น คงต้องติดตามกันต่อไปว่า “ใคร” จะมานั่งเก้าอี้ประธานบอร์ดแบงก์ชาติคนใหม่แทน “ทนนายปรเมธี วิมลศิริ” ที่หมดวาระลงเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2567 รวมทั้งกรรมการที่ว่างลงอีก 2 ตำแหน่ง