คนแคระบนบ่ายักษ์
ไชยันต์ ไชยพร
ความโดดเด่นประการหนึ่งในพัฒนาการทางการเมืองการปกครองของสวีเดน นั่นคือ สวีเดนเป็นประเทศเดียวในยุโรปที่ชาวนาไม่เคยตกเป็นทาสติดที่ดิน (serfdom) ชาวนาสวีเดนจะเป็นชาวนาเสรีมาโดยตลอด อีกทั้งชาวนายังมีสิทธิ์ในการเลือกกษัตริย์ด้วย โดยการมารวมตัวกันประชุม ซึ่งที่ประชุมที่ว่านี้มีคำเรียกในภาษาสวีดิชว่า ting ดังที่ได้กล่าวไปบ้างในตอนก่อนๆ
และจะขอกล่าวเพิ่มเติมถึงบทบาทสำคัญของชาวนาสวีเดน นั่นคือ บทบาทสำคัญทางการเมืองของชาวนาต่อการกอบกู้เสรีภาพของสวีเดนและการเกิดสภาฐานันดรที่มีฐานันดรชาวนาด้วย ก่อนอื่นคงต้องอธิบายว่า ทำไมสวีเดนต้องมีการกอบกู้เสรีภาพ ?
หลายคนอาจจะไม่เคยทราบว่า สวีเดนเคยรวมกับเดนมาร์กและนอร์เวย์ภายใต้ข้อตกลงคาลมาร์ (Kalmar) ส่งผลให้เกิด “สหภาพคาลมาร์” ในปี ค.ศ. 1397 สหภาพคาลมาร์นี้ก็คล้ายๆ สหราชอาณาจักร (United Kingdom) ของอังกฤษที่มีสามอาณาจักรอยู่ร่วมกัน อันได้แก่ อังกฤษ เวลส์ สก๊อตแลนด์และไอร์แลนด์เหนือ
สหภาพคาลมาร์ของสแกนดินเนเวียอยู่ร่วมกันในลักษณะอยู่ภายใต้กษัตริย์องค์เดียวกัน (United Monarchy)
แน่นอนว่า คงมีหลายคนสงสัยว่า อยู่ดีๆ ทำไม เดนมาร์ก นอร์เวย์ และสวีเดน ถึงต้องมาอยู่รวมกันภายใต้กษัตริย์องค์เดียว แล้วกษัตริย์ประเทศไหนได้เป็นกษัตริย์แห่งสหภาพคาลมาร์ ? แล้วกษัตริย์อีกสองประเทศจะยอมได้หรือ ?
ในตอนที่แล้วได้กล่าวถึงเงื่อนไขความจำเป็นที่ทั้งสามอาณาจักรจำเป็นต้องประสานกันในการรับมือกับการรุกคืบของกลุ่มพ่อค้าเยอรมัน (the Hanseatic League) แต่ยังเล่าค้างถึงการที่สวีเดนและนอร์เวย์ยอมอยู่ภายใต้กษัตริย์เดนมาร์ก อันได้แก่ สมเด็จพระราชินี Margaret
เรื่องมันเป็นอย่างนี้คือ...
Margaret เป็นพระราชธิดาของ Valdemar IV แห่งเดนมาร์ก พระองค์เป็นพระราชธิดาองคที่หกและเล็กที่สุดของกษัตริย์ Valdemar IV ในตอนที่พระนางมีพระชนมายุได้หกพรรษา ได้มีการหมั้นหมายกับกษัตริย์ Haakon VI แห่งนอร์เวย์ ซึ่งขณะนั้นมีพระชนมายุได้สิบแปดพรรษา
พระราชบิดาของ Haakon คือ Magnus Eriksson ผู้ซึ่งเป็นกษัตริย์แห่งสวีเดนและนอร์เวย์
Eric ผู้ซึ่งเป็นพระเชษฐาของ Haakon ทรงไม่พอพระทัย ได้ก่อการชิงราชบัลลังก์โดยยึดทางใต้ของสวีเดนและตั้งพระองค์เป็นกษัตริย์ แต่อีกสามปีต่อมา พระองค์ทรงสิ้นพระชนม์เสียก่อน Haakon และ Magnus ได้นำสวีเดนในฐานะผู้ปกครองร่วมกัน
ต่อมาในปี ค.ศ. 1363 ได้มีการอภิเษกสมรสระหว่าง Haakon กับ Margaret ซึ่งขณะนั้นมีพระชนมายุ 10 ชันษา การอภิเษกสมรสเป็นไปเพื่อเหตุผลทางการเมือง ต่อมาเมื่อพระนางมีพระชนมายุได้สิบเจ็ดพรรษาทรงมีพระราชโอรสคือ เจ้าชาย Olaf ที่ประสูติที่นอร์เวย์
ในช่วงเวลาเดียวกันนั้น พระเชษฐาพระองค์เดียวของพระนางคือChristopher Dukeได้สิ้นพระชนม์ลง ส่งผลให้เดนมาร์กไม่มีรัชทายาท ขณะที่ในสวีเดน พวกอภิชนได้ถอด Magnus และ Haakon ออกจากบัลลังก์ และเลือกAlbert แห่ง Mecklenberg ขึ้นเป็นกษัตริย์แห่งสวีเดน
ต่อมาในปี ค.ศ. 1375 Valdemar IV พระราชบิดาของ Margaret สิ้นพระชนม์ พระนางได้ทรงพยายามที่จะประกาศให้เจ้าชาย Olaf เป็นกษัตริย์เดนมาร์กโดยทันที โดยพระองค์จะเป็นผู้สำเร็จราชการจนกระทั่งยุวกษัตริย์เจริญพระชันษา และพระองค์ยังทรงยืนยันด้วยว่า พระราชโอรสของพระองค์เป็นองค์รัชทายาทที่แท้จริงของสวีเดนด้วย โดยการอ้างสิทธิ์จากการที่ Haakon ทรงปกครองสวีเดนก่อนที่จะถูกถอด และเมื่อ Haakon สิ้นพระชนม์ลงในปี ค.ศ. 1380 ขณะที่ เจ้าชาย Olaf มีพระชนมายุได้ 10 พรรษา ได้สืบราชบัลลังก์นอร์เวย์ต่อ ดังนั้น Olaf จึงเป็นความหวังอันยิ่งใหญ่ในการรวมรัฐแผ่นดินของสามประเทศนี้เข้าด้วยกัน
แต่โศกนาฏกรรมเกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1387 เมื่อ Olaf ได้สิ้นพระชนม์ลงอย่างกะทันหันขณะที่มีพระชนมายุได้ 16 พรรษา
ตามข้อมูลประวัติศาสตร์ ไม่ปรากฎรายละเอียดสาเหตุการสิ้นพระชนม์ แต่มีข่าวลือเกี่ยวกับการวางยาพิษ การสิ้นพระชนม์ของ Olaf ได้สร้างปัญหาในการรวมตัวของนอร์เวย์และถือว่าเป็นความหายนะของราชวงศ์ที่ร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ของนอร์เวย์ เพราะไม่มีผู้สืบทอดบัลลังก์เหลือเลยในราชวงศ์ทั้งสามของสแกนดิเนเวีย คงเหลือแต่ พระนาง Margaret ที่ทำหน้าที่เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์และเป็นพระราชินี
ต่อมา พระองค์ได้รับการประกาศว่าเป็น “สตรีที่ทรงอำนาจทั้งหมดและเป็นผู้สำเร็จราชการแห่งเดนมาร์ก” เพราะขณะนั้น เดนมาร์กยังไม่ให้สตรีที่ขึ้นครองบัลลังก์
ในปีต่อมา พระองค์ได้รับการประกาศว่าเป็น “ราชินีผู้ครองราชย์แห่งนอร์เวย์”
กล่าวโดยสรุปคือ ด้วยความบังเอิญและโชคชะตาของสถาบันพระมหากษัตริย์ในสามประเทศ เมื่อ Valemar IV แห่งเดนมาร์กสิ้นพระชนม์ลงในปี 1375 โดยไม่มีทายาทผู้ชายที่จะสืบบัลลังก์ ขณะเดียวกัน Haakon พระราชบุตรเขยของพระองค์เป็นกษัตริย์แห่งนอร์เวย์ ต่อมา Haakon สิ้นพระชนม์ลง โดยมีพระราชโอรส Olaf ซึ่งยังเยาว์อยู่ พระมารดาคือ เจ้าหญิง Margaret เป็นผู้สำเร็จราชการ แต่ Olaf ก็สิ้นพระชนม์ลงในวัยเพียง 12 พรรษา ทำให้ Margaret ต้องอยู่ในสถานะที่ครองบัลลังก์ทั้งนอร์เวย์และสวีเดนโดยไม่มีทางเลือกอื่นใดภายใต้เงื่อนไขในขณะนั้น และพระนางMargaret ทรงมีความมุ่งมั่นที่จะทัดทานอิทธิพลเยอรมัน
(โปรดติดตามตอนต่อไป)