xs
xsm
sm
md
lg

ผู้จัดการสุดสัปดาห์

x

ผ่าธุรกิจ “แท็กซี่บินได้” “บิ๊กคอร์ป” ตบเท้าร่วงวง ชิงตลาด 6.63 พันล้านเหรียญ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


 แท็กซี่บินได้ของ Joby Aviation ที่โตโยต้าให้การสนับสนุนด้านเม็ดเงินลงทุนก้อนโต
 
ผู้จัดการสุดสัปดาห์ -  คงได้ยินผ่านหูกันมาบ้างสำหรับ “แท็กซี่บินได้” หรือ electric vertical take-off and landing (eVTOL) ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่มีทั้งสตาร์ทอัพและบรรษัทยักษ์ใหญ่จำนวนไม่น้อยให้ความสนใจกับการพัฒนายานพานะลักษณะนี้ เพื่อเป้าหมาย “ใช้งานได้จริง” 

รายงานของ Allied Market Research คาดการณ์ว่า ตลาดแท็กซี่บินได้ทั่วโลกจะมีมูลค่าสูงถึง 6.63 พันล้านเหรียญในปี 2030 โดยปัจจัยกระตุ้นการเติบโตสำคัญ ประกอบด้วยความต้องการรูปแบบการเดินทางใหม่ ๆ ที่รวดเร็ว ปลอดภัย และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงการได้รับการส่งเสริมจากภาครัฐ

อย่างไรก็ดี หนึ่งในบริษัทที่น่าสนใจและได้รับการจับตาเป็นพิเศษก็คือ  “Joby Aviation”  หลังบริษัทยักษ์ใหญ่ที่มียอดขายรถยนต์เป็นอันดับหนึ่งของโลกจากแดนปลาดิบอย่าง  “โตโยต้า” ทุ่มเม็ดเงิน 500 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 16,700 ล้านบาท ร่วมลงทุนกับสตาร์ทอัพรายนี้

ต้องบอกว่า การลงทุนครั้งนี้ของ Toyota Motor Corp. กับ Joby Aviation ไม่ใช่ครั้งแรก เพราะก่อนหน้านี้มีการลงทุนสะสมไปแล้วถึง 894 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 30,000 ล้านบาท กับ Joby โดยการเลือกลงทุนกับบริษัทผู้ออกแบบ “แท็กซี่บินได้” ของ Toyota เป็นไปตามเป้าหมายของบริษัทที่จะเปลี่ยนนิยามของบริษัทเองให้เป็นผู้ทำ “ธุรกิจยานพาหนะเคลื่อนที่” และ “ตระหนักถึงความฝันของการใช้พาหนะเดินอากาศเพื่อการเดินทางประจำวัน”

สำหรับ Joby เมื่อรวมการระดมทุนในรอบล่าสุดนี้แล้ว พวกเขามีการระดมทุนสะสมไปถึง 2,500 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 83,700 ล้านบาทตามการรายงานของ Crunchbase สตาร์ทอัพแห่งนี้ยังเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ไปแล้วตั้งแต่ปี 2021 โดยได้รับการประเมินมูลค่าบริษัทไว้ที่ 4,500 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 1.5 แสนล้านบาท

ยานพาหนะเดินอากาศรุ่นนำร่องของ Joby นั้นสร้างเสร็จเป็นตัวที่ 3 เรียบร้อยแล้ว โดยทางผู้ลงทุนหลักอย่าง Toyota มีการส่งวิศวกรมาทำงานร่วมกับวิศวกรของ Joby ที่รัฐแคลิฟอร์เนียด้วย

Joby เป็นบริษัทผู้ออกแบบยานพาหนะประเภท “แท็กซี่บินได้” โดยใช้พลังงานไฟฟ้า หรือ eVTOL (Electric Vertical Take-off and Landing Air Taxi) ที่มีสำนักงานใหญ่อยู่ในรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา

ปัจจุบันคุณสมบัติของยานพาหนะที่บริษัทออกแบบสามารถบินได้ด้วยความเร็วสูงสุด 200 ไมล์ต่อชั่วโมง (ประมาณ 322 กิโลเมตรต่อชั่วโมง) และบินได้ระยะทางไกลที่สุด 150 ไมล์ต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง (ประมาณ 241 กิโลเมตร) สามารถบรรทุกคนขับได้ 1 คนพร้อมกับผู้โดยสาร 4 คนในคราวเดียว

 บริษัทยกตัวอย่างการใช้งานว่า แท็กซี่บินได้จะสามารถบินจากกลางเมืองนิวยอร์กย่านแมนฮัตตันสู่สนามบิน JFK ได้ภายใน 7 นาทีเท่านั้น 

บริษัทยังบอกด้วยว่า ยานพาหนะของบริษัทจะนำไปใช้ในบริบทสังคมเมืองและจะเป็นระบบ  “ร่วมโดยสาร” สามารถจองผ่านแอปพลิเคชันได้ และคาดว่าจะเริ่มเปิดบริการใน  “ดูไบ” UAE  ได้ภายในปี 2026

ขณะที่การระดมทุนรอบล่าสุดของ Joby จะนำเงินลงทุนไปใช้กับการผลิตเชิงพาณิชย์ของตัวยานพาหนะและการรับใบรับรองที่จำเป็นต่างๆ โดยเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา บริษัทระบุว่าขั้นตอนการออกใบรับรองในขั้นที่ 4 จาก 5 ขั้นนั้นสำเร็จไปแล้วประมาณ 1 ใน 3
ทั้งนี้ นอกจาก Joby แล้ว มีบริษัทชั้นนำอีกหลายแห่งที่ทุ่มงบประมาณมหาศาลในการพัฒนาแท็กซี่บิน เช่น Volocopter  บริษัทสัญชาติเยอรมันที่พัฒนารถบินได้มาตั้งแต่ปี 2011ทดสอบการบินไปแล้วกว่า 1 พันครั้งในหลายประเทศ เช่นเดียวกับ  อาร์เชอร์ เอวิเอชัน (Archer Aviation) ที่เปิดตัว มิดไนท์ (Midnight) อากาศยานแบบ 12 ใบพัดที่สามารถเดินทางได้ราว 160 กม. ด้วยความเร็วประมาณ 240 กม./ชม. รองรับผู้โดยสารได้ 4 คนและนักบิน 1 คน ซึ่งหากทุกอย่างเป็นไปตามแผน อากาศยานรุ่นนี้จะเริ่มให้บริการในหลายเมืองทั่วสหรัฐฯ ได้ภายในปี 2025
นอกจากนั้นยังมี  Supernal  บริษัทผู้พัฒนายานยนต์ทางอากาศชั้นสูงจาก Hyundai ที่ประกาศเปิด S-A2 แนวคิดผลิตภัณฑ์ยานยนต์บินได้พลังงานไฟฟ้าหรือ eVTOL ออกแบบมาเพื่อหลีกเลี่ยงการจราจรในเขตเมือง และจะพร้อมผลิตให้ได้ใช้งานได้จริงภายในปี 2028

รวมทั้ง  “โบอิ้ง”  ที่เข้าซื้อกิจการของ “วิสก์ (Wisk)”  ซึ่งเป็นบริษัทที่กำลังพัฒนารถยนต์บินได้ โดยประกาศว่า จะสามารถให้บริการแท็กซี่บินได้ในเอเชียได้ภายในปี 2573 เป็นต้น
ส่วนที่  “จีน”  ก็เป็นอีกตลาดที่น่าสนใจ ด้วยรัฐบาลปักกิ่งได้ตั้งเป้ายกระดับเศรษฐกิจการบินระดับต่ำ (low-altitude economy) ของประเทศให้มีมูลค่าตลาดเพิ่มขึ้นจนถึงระดับ 1 ล้านล้านหยวนภายในปี 2030
โดยหนึ่งในความเคลื่อนไหวที่ต้องจับตาก็คือ การที่สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศจีน (Civil Aviation Administration of China) ได้ออกใบอนุญาตให้  “อี้หาง”  ซึ่งมีฐานอยู่ที่นครกว่างโจว สำหรับการผลิตรถบินได้รุ่น EH216-S เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2567 ที่ผ่านมา
“การได้รับใบอนุญาตผลิตสำหรับ EH216-S ถือเป็นการเปิดประตูไปสู่การผลิตในจำนวนมาก และเป็นย่างก้าวสำคัญที่จะนำไปสู่การให้บริการเชิงพาณิชย์”

“เมื่อมีใบอนุญาตผลิตนี้เป็นสารตั้งต้น เราตั้งเป้าหมายว่าจะค่อยๆ เพิ่มปริมาณการผลิตและส่งมอบ เพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดที่กำลังเพิ่มสูงขึ้น” หู หวาจื้อ (Hu Huazhi) ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารอี้หาง แถลงต่อสื่อมวลชน

 รายงานการตลาดล่าสุดจาก Global Advanced/Urban Air Mobility Market Map เปิดเผยว่า มีบริษัทกว่า 1,044 แห่งทั่วโลกที่กำลังพัฒนา eVTOL ปัจจุบัน 

อย่างไรก็ตาม การให้บริการแท็กซี่บินได้ยังมีอุปสรรคหลายอย่าง ทั้งเรื่องกฎระเบียบที่เข้มงวดในการขอใบอนุญาต ความกังวลเรื่องมาตรการรักษาความปลอดภัย การเตรียมความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง และงบฯลงทุนที่ค่อนข้างสูง แถมยังต้องแข่งขันกับคู่แข่งที่หลากหลาย ทั้งผู้เล่นรายใหญ่สตาร์ตอัพหน้าใหม่ และผู้ให้บริการอย่างเฮลิคอปเตอร์ส่วนตัว

โดยเฉพาะขั้นตอนการขอใบรับรองและใบอนุญาตนั้น ในสหรัฐฯ จะมีขั้นตอนที่ซับซ้อนและยุ่งยากกว่าประเทศจีน จึงอาจทำให้บริษัทจากจีนมีอิสระมากกว่าในการทดสอบเทคโนโลยีใหม่ๆ และอาจส่งผลให้จีนกุมความได้เปรียบในธุรกิจการขนส่งด้วย eVTOL ในอนาคต