ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - ทุกๆ ปี เมื่อเข้าสู่ฤดูฝน หลายพื้นที่ในกรุงเทพฯ เกิดสถานการณ์น้ำท่วมขังรอการระบาย หลังฝนตกฉ่ำต้องรับน้ำฝนปริมาณมาก นับเป็นโจทย์ข้อยากของ “กรุงเทพมหานคร (กทม.)” แม้มีแผนการเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์น้ำ เพราะมีอุปสรรคต่างขวางกั้นโดยเฉพาะเรื่อง “ผังเมือง” สิ่งปลูกสร้างปิดกั้นขวางทางไร้ช่องทางระบายน้ำ
สถานการณ์ปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่พบเจอทุกครั้งในหลายพื้นที่ที่ฝนตกหนัก หาญณรงค์ เยาวเลิศ ประธานมูลนิธิเพื่อการบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการ (ประเทศไทย) ได้อธิบายไว้ความว่า ปัญหาที่ของพื้นที่กรุงเทพฯ และเมืองใหญ่ในจังหวัดต่างๆ กำลังประสบคือ ไม่มีการจัดการน้ำอย่างมีแบบแผน เมืองถูกสร้างให้ใหญ่ขึ้นโดยมีแต่ผังก่อสร้าง แต่ไม่มีแผนผังทางเดินน้ำที่สอดรับไปกับการเจริญเติบโตและสิ่งก่อสร้าง
สำหรับการเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์น้ำ ปี 2567 ในพื้นที่กรุงเทพฯ สุราษฎร์ เจริญชัยสกุล ผู้อำนวยการสำนักการระบายน้ำ (สนน.) กทม. เปิดเผยว่า กทม. ขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการป้องกันและแก้ไขปัญหาน้ำท่วมปี 2567 ตามแผนการเตรียมการป้องกันและแก้ไขปัญหาน้ำท่วม โดยควบคุมลดระดับน้ำตามคูคลองให้อยู่ในระดับต่ำ รวมทั้งแก้มลิง 35 แห่ง และบ่อสูบน้ำ 376 แห่ง สำรวจและติดตั้งเครื่องสูบน้ำชั่วคราวในพื้นที่จุดเสี่ยงและจุดเฝ้าระวังน้ำท่วม โดยเฉพาะบริเวณถนนสายหลัก พื้นที่ชุมชน และพื้นที่จุดอ่อนน้ำท่วมในถนนและซอยต่างๆ เตรียมความพร้อมอุโมงค์ขนาดใหญ่ 4 แห่ง ประตูระบายน้ำ 248 แห่ง และสถานีสูบน้ำ 195 แห่ง มีการตรวจสอบ ซ่อมแซม และบำรุงรักษาประจำปี แล้วเสร็จพร้อมในการใช้งาน
รวมทั้งเตรียมความพร้อมเจ้าหน้าที่จัดเก็บขยะตะแกรงท่อระบายน้ำ ขยะหน้าตะแกรงสถานีสูบน้ำและบ่อสูบน้ำในขณะที่มีฝนตก เพื่อเร่งระบายน้ำให้ไหลเข้าระบบได้สะดวกรวดเร็วขึ้น รวมถึง ตรวจสอบและบำรุงรักษาเครื่องสูบน้ำไฟฟ้า ตู้เมนไฟฟ้า ตู้ควบคุมเครื่องสูบน้ำของ สนน. 477 แห่ง และเครื่องสูบน้ำดีเซลของสำนักงานเขต 421 เครื่อง สามารถใช้งานได้ตามปกติ เตรียมความพร้อมของอุปกรณ์สนับสนุน เช่น เครื่องกำเนิดไฟฟ้า รถโมบายยูนิต เครื่องสูบน้ำ และหน่วย Best เข้าแก้ไขสถานการณ์และช่วยเหลือประชาชน
นอกจากนี้ ได้เตรียมความพร้อมระบบระบายน้ำ ได้แก่ แผนล้างทำความสะอาดท่อระบายน้ำ ขุดลอกคูคลอง เปิดทางน้ำไหล จัดเก็บขยะวัชพืช แก้ไขสิ่งกีดขวางทางน้ำบริเวณใต้สะพานและท่อลอดต่างๆ ตลอดจนจัดตั้งศูนย์อำนวยการป้องกันและแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่กรุงเทพฯ เพื่อเตรียมพร้อมรับมือฤดูฝน เฝ้าระวังจุดเสี่ยงน้ำท่วมและพื้นที่เศรษฐกิจของ กทม. โดยตั้งศูนย์ช่วยเหลือประชาชนที่เกิดเหตุน้ำท่วม หรืออื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องทั้ง 50 เขต ตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย. 2567
ตามข้อมูล จุดเสี่ยงน้ำท่วมในพื้นกรุงเทพฯ ปี 2565 มีจำนวนทั้งสิ้น 737 แห่ง เป็นจุดเสี่ยงน้ำฝน 617 จุด และจุดเสี่ยงแนวริมแม่น้ำ (น้ำเหนือ น้ำทะเลหนุน) 120 จุด เบื้องต้นดำเนินการแก้ไขแล้วบางส่วน และอีกส่วนอยู่ระหว่างการดำเนินการ
ขณะเดียวกันยังได้บูรณาการความร่วมมือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการก่อสร้างต่างๆ ในพื้นที่กรุงเทพฯ โดยตรวจสอบประสิทธิภาพการทำงานของท่อระบายน้ำ ทางระบายน้ำ และระบบระบายน้ำในพื้นที่ โดยเฉพาะบริเวณถนนสายหลักที่มีการก่อสร้างโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าและโครงการขนาดใหญ่ ซึ่งได้แจ้งและกำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) และผู้รับจ้างโครงการล้างทำความสะอาดท่อระบายน้ำในพื้นที่ก่อสร้างและรายงานผลการดำเนินงานให้ สนน. ทราบเป็นประจำทุกเดือน รวมทั้งตรวจสอบการเบี่ยงแนวท่อระบายน้ำ (By Pass) ให้น้ำสามารถไหลได้สะดวก หากมีปัญหาติดขัดในการระบายน้ำจะประสานแจ้งโครงการติดตั้งเครื่องสูบน้ำเพิ่มเติมในจุดก่อสร้าง เพื่อเร่งระบายน้ำเข้าระบบระบายน้ำของ กทม. ต่อไป พร้อมประสานหน่วยงานโครงการก่อสร้างต่าง ๆ ในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่ยังไม่แล้วเสร็จให้เร่งแก้ไขปัญหา เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อระบบระบายน้ำของ กทม.
ทั้งนี้ กทม. มีการประชุมร่วมกับ กรมชลประทาน กรมอุทกศาสตร์ กองทัพเรือ กรมอุตุนิยมวิทยา กองอำนวยการน้ำแห่งชาติ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย และหน่วยงานต่างๆ เป็นประจำทุกสัปดาห์ เพื่อเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์น้ำท่วม น้ำแล้ง น้ำเหนือหลาก และน้ำทะเลหนุนสูง
อย่างไรก็ตาม คาดการณ์สถานการณ์น้ำในฤดูฝนและสภาวะลานีญาที่เกิดขึ้นในปี 2567 จะทำให้ประเทศไทยมีฝนตกมากกว่าปีที่ผ่านมา
คารม พลพรกลาง รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี มีความเป็นห่วงสถานการณ์ดังกล่าวที่อาจกระทบพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล กำชับให้ กทม. และ สทนช. ติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด และดำเนินการตาม 10 มาตรการฤดูฝน ปี 2567 อย่างเคร่งครัด เพราะ กทม.เป็นพื้นที่ต่ำ อยู่บริเวณปากแม่น้ำ หากน้ำทั้ง 3 น้ำคือ น้ำเหนือ น้ำทะเลหนุน และน้ำฝนที่ตกหนักในพื้นที่เกิดขึ้นพร้อมๆ กันแล้ว จะส่งผลให้ภาวะน้ำท่วมรุนแรงขึ้นทันที โดย สทนช. ได้ติดตามสถานการณ์น้ำและผลการดำเนินการตาม 10 มาตรการรับมือฤดูฝนจากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด และจะเร่งเดินหน้าสร้างความเข้มแข็งของเครือข่ายภาคประชาชน เฝ้าระวัง แจ้งเตือน เพื่อประสาน หน่วยงานที่รับผิดชอบดำเนินการซ่อมแซมแก้ไขได้ทันเวลา ซึ่งจะสามารถช่วยลดผลกระทบและบรรเทาความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ล่าสุด กรุงเทพมหานคร (กทม.) โดยสำนักการวางผังและพัฒนาเมือง อยู่ระหว่างดำเนินโครงการวางและจัดทำผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร (ปรับปรุงครั้งที่ 4) เพื่อวางและจัดทำผังเมืองรวมกรุงเทพฯ ให้สอดคล้องกับสภาพการณ์ สิ่งแวดล้อม และการพัฒนาเมืองที่เปลี่ยนแปลงไป หลังจากผังเมืองปัจจุบันมีการใช้งานมาตั้งแต่ปี 2556 ซึ่งคาดว่าร่างผังเมืองใหม่นี้จะประกาศใช้ได้ภายในปี 2568
โดย ร่างผังเมืองฉบับใหม่ได้จัดทำแผนผังแสดงผังน้ำ โชว์ฟลัดเวย์และพื้นที่เสี่ยงปัญหาน้ำท่วมขัง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาโครงข่ายระบบการระบายน้ำ ป้องกันและแก้ไขปัญหาน้ำท่วมและภัยแล้งของกรุงเทพฯ และ ยังแสดงพื้นที่เสี่ยงอุทกภัยที่คาบอุบัติ 10 ปี , 25 ปี ทางน้ำหลาก และ 100ปี พื้นที่น้ำท่วมถึง
รศ.ดร.สิตางศุ์ พิลัยหล้า อาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมทรัพยากรน้ำ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวถึงเรื่องการวางผังน้ำใน กรุงเทพฯ ผ่านเวลาเสวนา เรื่อง “ผังเมืองกรุงเทพฯ ไปต่อ…พอแค่นี้?” จัดโดยสภาผู้บริโภค ความว่าแนวคิดง่ายๆ ของการวางผังน้ำคือ “มีที่ให้น้ำอยู่ มีทางให้น้ำไป” สิ่งที่เป็นความกังวลของคนกรุงเทพฯ คือเรื่องน้ำท่วม แต่อย่างไรก็ตามการบริหารจัดการเรื่องน้ำต้องไม่มองแค่ใน กรุงเทพฯ เท่านั้น แต่ต้องมองถึงภาพรวมของจังหวัดโดยรอบด้วย ทั้งนี้ ที่ผ่านมาการวางแผนบรรเทาอุทกภัยลุ่มน้ำเจ้าพระยาที่ผ่านมาและจะเป็นต่อไปในอนาคต คือการบริหารจัดการน้ำเพื่อไม่ให้น้ำท่วมกรุงเทพ
อีกสิ่งหนึ่งที่ต้องคำนึงในการวางแผนเรื่องน้ำคือเรื่องน้ำเสีย เนื่องจากปัจจุบัน ทุกพื้นที่ของกรุงเทพฯ คนเพิ่มมากขึ้น หนาแน่นขึ้น เราใช้น้ำ 2 ล้าน ลบ.ม. ต่อวัน เป็นน้ำเสีย 1.6 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็นร้อยละ 80 ดังนั้นเมื่อน้ำท่วมจะทำให้มีปัญหาน้ำเสียที่เอ่อขึ้นมาด้วย จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ผังน้ำต้องมีที่ให้น้ำเสียอยู่
ดังนั้น กทม. ต้องประเมินถึงความเปราะบางของการเกิดน้ำท่วมในพื้นที่เปราะบาง ซึ่งหมายความว่าพื้นที่ที่คนอยู่มาก ควรถูกจัดอันดับความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ ในการจัดการเรื่องปัญหาน้ำท่วม แม้จะท่วมน้อยกว่าพื้นที่ที่คนอยู่น้อย นอกจากนี้ ยังมีประเด็นเรื่องการจัดการขยะ ความหนาแน่นของประชากร การจราจร พื้นที่รับน้ำ การซึมน้ำของคอนกรีต และอื่น ๆ ด้วย
หากพิจารณาจากแนวทางการบริการจัดการน้ำของ กทม. ชัดเจนว่ามีการเตรียมพร้อมอย่างเป็นระบบเพื่อรับมือเต็มที่ แต่ด้วยสถานการณ์น้ำในฤดูฝนและสภาวะลานีญาในปี 2567 ส่งผลให้ไทยมีฝนตกมากกว่าปีที่ผ่านมา ตลอดจนผังเมืองที่เป็นปัญหาสะสมส่งผลต่อเส้นทางน้ำ ด้วยเหตุดังกล่าว สถานการณ์ “ฝนตกหนัก - น้ำท่วมขัง” คงสร้างความเดือดร้อนรำคาญใจให้คนเมืองอย่างเลี่ยงไม่ได้


