xs
xsm
sm
md
lg

ผู้จัดการสุดสัปดาห์

x

เสี่ยหนู Blue Power “ดีลเขาใหญ่” กับฉากทัศน์ใหม่การเมืองไทย

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - ในเวลานี้ นอกจาก “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ชื่นมื่นเป็นพิเศษเนื่องในโอกาสวันคล้ายวันเกิดปีที่ 75 เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2567 ที่ผ่านมา ซึ่งปีนี้ถือเป็นการได้ฉลองวันสำคัญของ “นายใหญ่ชินวัตร” แบบพร้อมหน้าพร้อมตาครอบครัวในประเทศไทยครั้งแรกในรอบเกือบ 20 ปีแล้ว บุคคลสำคัญอีกคนที่ถูกจับตามองคงหนีไม่พ้น “เสี่ยหนู-อนุทิน ชาญวีรกูล” รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เพราะสถานการณ์ทางการเมืองแทบจะทุกมิติดำเนินไปอย่างมีนัยสำคัญ
 
กระทั่งมีคำกล่าวถึง “เสี่ยหนู Blue Power” ว่า ใกล้เคียงคำว่า Full Power เลยทีเดียว
 
โดยเฉพาะหลังจากการปรากฏตัวของ “ทักษิณ” ที่เดินทางพร้อมลูกๆ หลานๆ ไปพักผ่อนที่ “แรนโช ชาญวีร์ รีสอร์ท แอนด์คันทรีคลับ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา” รีสอร์ตหรู ของ “เสี่ยหนู” ที่ในสายตา “คนนอก” ไม่ได้มองเป็น “หมายครอบครัว” หากแต่มี “นัย” ในทางการเมืองสูงยิ่ง เนื่องด้วยมองไม่เห็นต้นสายเหตุว่า มีอะไรนอกเหนือจากนี้ที่ทำให้ “ทักษิณ” ไปเยือนได้
ด้วยภาพบุคคลระดับนำของประเทศที่ปรากฎตัวเคียงข้าง “ทักษิณ” ทั้งขณะนั่งสนทนา หรือก๊วนกอล์ฟ ที่เรียกได้ว่า สะเทือน
เลื่อนลั่นทั้งยุทธจักรการเมืองเลยทีเดียวทั้งขณะนั่งสนทนา หรือก๊วนกอล์ฟ ที่เรียกได้ว่า สะเทือนเลื่อนลั่นทั้งยุทธจักรการเมืองเลยทีเดียว 

ซึ่งนอกจาก “เสี่ยหนู-อนุทิน” ในฐานะเจ้าของสถานที่มาร่วมต้อนรับและร่วมสังสรรค์ ยังมีนักการเมืองคนสำคัญร่วมวง อาทิ สมพงษ์ อมรวิวัฒน์ อดีตหัวหน้าพรรคเพื่อไทย, ประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม, สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม รวมถึงสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ประธานที่ปรึกษาพรรคชาติพัฒนา ที่คาดว่าจะมาร่วมงานกับพรรคเพื่อไทยในอนาคตแล้ว ยังระดับนำของประเทศเข้าร่วงด้วยอีกหลายต่อหลายคน เช่น “เสธ.หมู” พล.ท.สุเมธ พรหมตรุษ ที่ปรึกษาสถาบันวิชาการป้องกันประเทศ นายทหารที่สนิทสนมกับ “น้องปู” ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี น้องสาวนายทักษิณ และ ชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม ผู้ว่าฯ โคราช เป็นต้น

อย่างไรก็ดี สิ่งที่ต้องขีดเส้นใต้เป็นพิเศษคือ การพบกันของ “ทักษิณ-อนุทิน” ที่สะกดทุกสายตา จนคาดกันว่าอาจมี “ดีลลับเขาใหญ่” ระหว่าง “ค่ายสีแดง” พรรคเพื่อไทย และ “ค่ายสีน้ำเงิน” พรรคภูมิใจไทย เพราะดำเนินไปภายใต้สถานการณ์ทางการเมืองแปรเปลี่ยนไปหลายประการที่ทำให้สังคมได้ตระหนักถึงสิ่งเรียกว่า Blue Power หรือพลังของค่ายสีน้ำเงินได้เป็นอย่างดี
 
รับกับไทม์มิ่งเรื่องร้อนปม “กัญชา” เป็นยาเสพติด ที่พลันกลับจากเขาใหญ่มา ก็มีรายงานว่า ก่อนการประขุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) “นายเศรษฐา ทวีสิน” นายกรัฐมนตรีได้เรียก “เสี่ยหนู-อนุทิน” ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เจ้าของนโยบายกัญชาเสรี และ “สมศักดิ์ เทพสุทิน” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เข้าพูดคุย จากนั้นก็นำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในแนวนโยบายของรัฐบาล จากเดิมที่ประกาศเดินหน้าคืนสถานะกัญชาให้เป็นยาเสพติด กลับจะหันกลับไปผลักดัน “ร่างพระราชบัญญัติกัญชา” ที่ค้างอยู่ในสภาผู้แทนราษฎรเแทน
 
แนวโน้มคงเป็นไปตามท่าทีของ “อนุทิน” ที่ได้ออกปากขอบคุณ “นายกฯ เศรษฐา” และโพสต์ว่า “กัญชาเรารอดตายแล้ว”
ทั้งนี้ มีการพิเคราะห์ว่า ท่าทีของรัฐบาลในประเด็นคืนกัญชาเป็นยาเสพติดเปลี่ยนไปแบบกะทันหัน หลัง “ทักษิณ” เดินทางไปเขาใหญ่ และก็มีข่าวว่า “นายกฯ เศรษฐา” ได้พบหารือกับ “ครูใหญ่เน” เนวิน ชิดชอบ แกนนำพรรคภูมิใจไทย ที่โรงแรมดังย่านรางน้ำ กทม. ในช่วงสุดสัปดาห์เดียวกันด้วย
 
จนน่าสังเกตว่า ท่าทีของพรรคเพื่อไทย พรรคอันดับ 1 ในรัฐบาล ที่มีกับพรรคภูมิใจไทย พรรคอันดับ 2 ดูจะถ้อยทีถ้อยอาศัยกันมาขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
 
แน่นอน ทั้งหลายทั้งปวง ก็ไม่ใช่มาจากความสัมพันธ์ส่วนตัวของ “ทักษิณ-อนุทิน” ในฐานะ “เจ้านาย-ลูกน้อง” หรือการพบปะของ “นายกฯ นิด” กับ “บิ๊กเน” เท่านั้น หากแต่เป็นเพราะ “ดุลอำนาจ” ของพรรคภูมิใจไทย ที่เพิ่มมากขึ้น หลังจากปั้น “สว.สีน้ำเงิน” ได้สำเร็จ จนสามารถกุมเสียงสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ชุดใหม่ได้ 150-160 เสียง และจับวาง 3 เก้าอี้บนบัลลังก์ได้แบบ “กินรวบ”
 
ทั้ง “มงคล สุระสัจจะ” ประธานวุฒิสภา ที่ได้ 159 เสียง, “พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์” รองประธานวุฒิสภา คนที่ 1 ที่ได้ 150 เสียง และ “บุญส่ง น้อยโสภณ” รองประธานวุฒิสภา คนที่ 2 ที่ได้ 167 เสียง
 
โดยเสียงโหวตที่ออกมาเกาะกลุ่มเหนียวแน่นยิ่งกล่าการลงคะแนนเลือก สว.ระดับประเทศที่ผ่านมาเสียอีก แบบที่ สว.อิสระ-สว.พันธุ์ใหม่-สว.สีส้ม ไม่สามารถต่อกรได้เลย สะท้อนว่า “ค่ายเซราะกราว” พรรคภูมิใจไทย ที่ถูกเชื่อมโยงกับ สว.จำนวนมาก จะสามารถกุมสภาพ “สภาสูง” ได้อย่างเบ็ดเสร็จ
 
จนอาจพูดได้ว่า ในขณะที่ “ทักษิณ” ถูกมองว่า Full Power ถืออำนาจเต็มเหนือรัฐบาล และพรรคเพื่อไทย อีกฟาก “อนุทิน” ที่มี “เนวิน” เป็นแบ็คอัพสำคัญ ก็มี Blue Power หรือ “พลังสีน้ำเงิน” เป็นของตัวเองเช่นกัน
 
เป็น “พลังสีน้ำเงิน” ที่ปลุกปั้นผ่าน “สภาสูง” อันจะมาแทนที่พรรคภูมิใจไทย ที่แนวโน้มอาจไม่ได้ไปต่อจากคดียุบพรรคกรณีเงินบริจาคที่เป็นนอมินีของ “เสี่ยโอ๋” ศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตเลขาธิการพรรค และน้องชายนายเนวินในอนาคตอันใกล้
แม้ว่า วุฒิสภาจะไม่ได้มีอำนาจให้คุณให้โทษโดยตรงในทางการเมือง แต่ด้วยอำนาจที่มีทั้งในการพิจารณาทบทวนร่างกฎหมายที่ผ่านมาจาก “สภาล่าง” สภาผู้แทนราษฎร หรือการแต่งตั้ง-ถอดถอน “องค์กรอิสระ” แล้ว รวมทั้งการมีส่วนร่วมในการพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก็เพียงพอที่จะทำให้ “วุฒิสภาสีน้ำเงิน” กลายเป็น “ตัวแปรสำคัญ” ที่ฝ่ายการเมืองต้องพึ่งพิง
ยิ่งอำนาจ “สว.สีน้ำเงิน” อยู่ในมือ “ขงเบ้งเซราะกราว” ที่ขึ้นชื่อลือชาการต่อรองอำนาจ-ผลประโยชน์ด้วยแล้ว ก็เชื่อว่าจะทำให้ “ค่ายเซราะกราว” ที่แม้อาจจะต้องเปลี่ยนแบรนด์ใหม่ จะแข็งแกร่งขึ้นยิ่งกว่าปัจจุบัน
 
และน่าสนใจอีกว่า อาจเป็นการปูทาง “เสี่ยหนู” ที่เป็นผู้เล่นในสนามของ “ค่ายเซราะกราว” อาจได้ไปไกลถึงฝั่งฝันเลยทีเดียว หากยังไม่มีอุบัติเหตุกับพรรคภูมิใจไทย ที่อาจกระทบสถานะทางการเมืองของตัวเองเสียก่อน

 ทักษิณ ชินวัตร  และอนุทิน ชาญวีรกูล ขณะร่วมก๊วนกอล์ฟที่ แรนโช ชาญวีร์ รีสอร์ท แอนด์คันทรีคลับ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา (ภาพ : Wassana Nanuam)
มองในแง่ดีหากพรรคภูมิใจไทยไม่ถูกยุบ และ “เสี่ยหนู” ในฐานะหัวหน้าพรรคไม่ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง เส้นทางสู่เก้าอี้นายกรัฐมนตรี ในฐานะที่ยังเป็นแคนดิเดตนายกฯของพรรคภูมิใจไทย ก็มีไม่น้อยเช่นกัน

ทั้งในช่วงรัฐบาลชุดนี้ที่ตัว “นายกฯ เศรษฐา” เองก็มีความสุ่มเสี่ยงมาโดยตลอด ทั้งเรื่องการแต่งตั้ง “พิชิต ชื่นบาน” เป็นรัฐมนตรี ที่ศาลรัฐธรรมนูญนัดชี้ขาดในวันที่ 14 สิงหาคม 67 นี้ หรือกรณี “หมื่นดิจิทัล” โครงการเติมเงิน 1 หมื่นบาทผ่านกระเป๋าเงินดิจิทัล หรือดิจิทัลวอลเลต ที่มีคนง้างรอยื่นให้ตรวจสอบหากคิกออฟเริ่มโครงการ

ตามรูปการณ์ที่ตัวเลือกของพรรคเพื่อไทยมีจำกัด เมื่อ “ลูกอิ๊ง” หัวหน้าพรรค ที่เป็นแคนดิเดตนายกฯ ด้วยยังไม่มีความพร้อม ส่วน “ชัยเกษม นิติสิริ” แคนดิเดตนายกฯก็มีข้อจำกัดเรื่องสุขภาพ จนมีการพูดกันว่า “ดีลลับเขาใหญ่”ว่ากันไปไกลถึงเรื่อง “นายกฯสำรอง”ที่อาจจะต้องหยิบ “เสี่ยหนู-อนุทิน”ในฐานะแคนดิเดตนายกฯของพรรคอันดับ 2 ในรัฐบาลขึ้นมาแทน หากเกิดอุบัติเหตุกับ “เสี่ยนิด-เศรษฐา” ก็เป็นได้

หรือไปไกลกว่านั้นก็การเลือกตั้งรอบหน้า ที่ “เสี่ยหนู” ก็ถือเป็นตัวเลือกที่ดีของฝั่งอนุรักษ์นิยม เพราะจนถึงวันนี้ก็ยังไม่มีตัวเลือกที่จะมาทดแทน “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา องคมนตรี อดีตนายกฯ ได้

อย่างไรก็ตาม อนาคต “เสี่ยหนู”จะไปไกลถึงขั้นนั้นได้หรือไม่ หาใช่เจ้าตัวเป็นคนกำหนด เพราะทุกอย่างขึ้นอยู่กับ “ทักษิณ-เนวิน” มากกว่า

ทั้งในส่วนของ พรรคภูมิใจไทย ที่แม้มีชื่อ “อนุทิน” เป็นหัวหน้าพรรค แต่ก็รู้กันดีว่า “เนวิน” ต่างหากที่เป็นเจ้าของพรรค และมีอำนาจสั่งการตัวจริง ซึ่งพออุ่นใจได้ที่วันนี้ “น้องหนู” ก็ยังถือเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดของ “พี่เน”

 อารมณ์ดีด้วยกันทั้งคู่
ส่วน “ทักษิณ” ก็แน่นอนว่าหากไม่กดปุ่มให้พรรคเพื่อไทยสนับสนุน “อนุทิน” ทุกอย่างก็จบเช่นกัน

และระดับเซียนการเมืองอย่าง “ทักษิณ-เนวิน” ก็คงรู้ดีว่า นับจากนี้ไป พรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทย คงจำเป็นต้องพึ่งพากันไป ทั้งในรัฐบาลชุดนี้ และหลังการเลือกตั้งครั้งหน้าด้วยต่างรู้ดีว่า วันนี้ “พรรคเพื่อไทย” ไม่ได้เปรี้ยงปร้างถึงขั้นจะสร้างปรากฎการณ์แลนด์สไลด์ได้อีกแล้ว และคงประคองจำนวน สส.เป็น “พรรคร้อยกว่า” ได้เท่านั้น

ส่วนพรรคภูมิใจไทยก็มีข้อจำกัดในเรื่องการเพิ่มจำนวน สส. ด้วยภาพลักษณ์ของพรรคที่ยังไม่สามารถเจาะฐานเสียงระดับบนได้ และคงเป็น “พรรคต่ำร้อย” เช่นที่ผ่านมา

คะเนด้วยสายตาแล้ว พรรคเพื่อไทย และพรรคภูมิใจไทย คงรักษาระดับ สส.รวมกันได้ที่เกือบถึงครึ่งหนึ่งของสภาฯ ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับความร้อนแรงของพรรคก้าวไกล หรือแบรนด์ใหม่ของ “ค่ายสีส้ม” ที่เป็นแปรผันกันโดยตรงด้วย

ด้วยจำนวน สส.ที่คาดหวังได้ประมาณนี้ของ “ค่ายทักษิณ-ค่ายเนวิน” ก็ทำให้แม้ว่า “ค่ายก้าวไกล” จะชนะการเลือกตั้งอีกครั้ง ก็ยากที่จะจัดตั้งรัฐบาลคล้ายกับที่เคยเกิดขึ้นแล้ว

ถึงวันนั้นก็ต้องดูกันอีกทีว่า “ลูกอิ๊ง” พร้อมแล้วหรือยัง และ “เสี่ยหนู” ยังเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดของ “เนวิน” หรือไม่

รูปการณ์ที่ว่าคล้ายกับบีบให้ “ทักษิณ-เนวิน” ต้องหันมาร่วมมือเป็นพันธมิตรกัน แต่คำถามก็มีว่า วันนี้ความสัมพันธ์ของ “ทักษิณ-เนวิน” อยู่ในสถานะใด วลี “มันจบแล้วครับนาย” ยังคงกินใจ “ทักษิณ” อยู่หรือไม่

หากจำกันได้ก่อนที่ “ทักษิณ” จะเดินทางกลับประเทศไทย ก็มีภาพ “เนวิน” ไปตรวจสอบหน้างานบริเวณสนามบินที่เครื่องบินเจ็ตของ “ทักษิณ” จะแลนด์ดิ้ง แต่หลังจากนั้นกว่า 1 ปีที่ผ่านมา ก็ยังไม่ปรากฎข่าวคราวว่า “ทักษิณ-เนวิน” ได้มีการเคลียร์ใจกันแล้วหรือไม่อย่างไร

โดยมีบางกระแสเชื่อว่า “ทักษิณ-เนวิน” มีการเคลียร์ใจกันเรียบร้อยตั้งแต่ช่วงจัดตั้งรัฐบาลแล้ว แต่ไม่สามารถเปิดเผยออกมาได้ เพราะ “ทักษิณ” ไม่ต้องการให้เกิดพฤติกรรมเลียนแบบ ที่ลูกน้องกล้าทรยศหักหลังในอนาคตอีก

แม้ “ทักษิณ” จะแค้นฝังหุ่นเพียงใด แต่รู้ดีว่าจำเป็นต้องพึ่ง “เนวิน” ทั้งในส่วนของจำนวน สส.ในสภาฯ ช่วงจัดตั้งรัฐบาลที่ผ่านมา และที่สำคัญหลังจากเกิดปรากฏการณ์ “สว.สีน้ำเงิน” ก็ยิ่งต้องพึ่งพามากขึ้น

ก็น่าสนใจว่า สถานะของ “ทักษิณ-เนวิน” จะไปกันแบบไหน เพราะกว่า 20 ปีที่ผ่านมา อะไรๆ ต่างจากในอดีตที่เคยเป็น “นาย-บ่าว” ไปพอสมควร

โดยในขณะที่ “ทักษิณ” ยังคงเป็น “นายใหญ่เพื่อไทย” อยู่ “เนวิน“ เองก็สถาปนาตัวเองเป็น ”นายใหญ่เซราะกราว” ด้วยเช่นกัน

แต่ไม่ว่า “ทักษิณ-เนวิน” จะอยู่ในสถานะใดต่อกัน หากยังสมประโยชน์กันอยู่ก็ถือเป็นพันธมิตรที่น่ากลัว แต่หากหมดประโยชน์กันแล้ว วลี “มันจบแล้วครับ..” อีกภาคก็คงเกิดขึ้นไม่ยาก.