xs
xsm
sm
md
lg

ผู้จัดการสุดสัปดาห์

x

เวียงวังหมื่นปี (19) จากห้องเครื่องวิเสทสู่พิธีแต่งงาน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


 ห้องพระเครื่องต้น (ภาพ : อาศรมสยาม-จีนวิทยา)
ในความเป็นไป
วรศักดิ์ มหัทธโนบล
เรื่องพระราชวังต้องห้ามจากที่เล่ามาโดยตลอดนี้จะเห็นได้ว่า โดยมากมักเป็นเรื่องเกี่ยวกับอำนาจของจักรพรรดิในฐานะโอรสแห่งสวรรค์ และด้วยอำนาจในฐานะนั้น พระราชวังต้องห้ามหรือวังต้องห้ามจึงถูกสร้างให้มีความหมายที่สะท้อนถึงบทบาทของจักรพรรดิ ว่าพึงมีอย่างไรเพื่อบำบัดทุกข์บำรุงสุขแก่ราษฎรในใต้หล้า

การที่จักรพรรดิมีบทบาทหน้าที่เช่นนั้นและถูกยกให้เป็นโอรสแห่งสวรรค์ หากไม่นับการใช้อำนาจในฐานะที่ว่าแล้ว อีกเรื่องหนึ่งที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้สมกับฐานะดังกล่าวก็คือ  พระกระยาหาร  ที่ซึ่งจักต้องปรุงแต่งให้สมฐานะด้วย เมื่อเป็นเช่นนี้พระกระยาหารของจักรพรรดิจึงย่อมมีความพิเศษแตกต่างไปจากอาหารของราษฎรไปด้วย

พระกระยาหารของจักรพรรดิจีนถูกปรุงแต่งจากห้องเครื่องวิเสท ที่จะต้องใช้วิเสท (พ่อครัว) จำนวนไม่น้อย โดยจะมีนายวิเสทเป็นคนควบคุมอีกชั้นหนึ่ง นายวิเสทนี้หมายถึง คนที่เป็นหัวหน้าวิเสทหรือพ่อครัวในวังหลวง มิได้หมายพ่อครัวที่เป็นชาย ในแง่นี้ผู้หญิงจึงเป็นนายวิเสทได้เช่นกัน ดังจะเห็นได้จากห้องเครื่องของราชสำนักไทยในบางสมัย เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม ในเมื่อเป็นถึงจักรพรรดิแล้ว อาหารการกินของจักรพรรดิจึงย่อมไม่ธรรมดาในแบบที่เรียกว่า “กิน”  โดยปกติ หากเรียกว่า พระกระยาหารร่วมเสวย (partook of viands)  เพื่อให้หมายว่า อาหารที่ขึ้นโต๊ะของจักรพรรดิที่มีความพิเศษเหนืออาหารทั่วไปนี้มีฐานะเสมอด้วยจักรพรรดิ จนมิอาจกล่าวได้มีขึ้นมาเพื่อรับใช้จักรพรรดิ หากแต่คือมาร่วมอยู่ด้วยกับจักรพรรดิฉะนั้น

เมื่อมีความพิเศษอย่างถึงขนาดเช่นนั้น เบื้องต้นสุดก็คือ การจัดลำดับเวลาของพระกระยาหาร ที่ในหนึ่งวันจะมีสองมื้อ มื้อแรกจะอยู่ในระหว่าง 6.00-8.00 น. มื้อที่สองระหว่างเวลา 12.00-14.00 น. โดยช่วงบ่ายจนถึงเย็นจะถวายของว่างตามพระราชประสงค์ คือหากไม่ทรงต้องการก็จะไม่ถวาย

การเสวยพระกระยาหารมื้อต่างๆ ดังกล่าวจะไม่ระบุห้องเสวยที่แน่นอน หรือแม้แต่รายการอาหารในแต่ละมื้อก็มิได้กำหนดตายตัว แต่โดยทั่วไปแล้วมักขึ้นอยู่กับพระราชประสงค์ของจักรพรรดิ ว่าจะทรงเสวยเวลาใดในห้องใด ดังนั้น ห้องเครื่องวิเสทจึงต้องเตรียมพร้อมอยู่เสมอ และแน่นอนว่า ห้องเครื่องวิเสทนี้ย่อมต่างไปจากห้องครัวทั่วไป เช่น มีแม้แต่ห้องทำขนมอบ ห้องชงน้ำชาหรือชานม โดยเครื่องชานมนี้จะประกอบไปด้วยชา นม เนย และเกลือ ซึ่งจะถวายในห้องทรงชาโดยเฉพาะ เป็นต้น

ห้องเครื่องวิเสทจะเตรียมรายการพระกระยาหารที่แตกต่างกันในแต่ละวัน ทุกรายการจะต้องอนุมัติโดยขุนนางในกองงานบรมวงศานุวงศ์แห่งวังหลวงจึงจะทำถวายได้

ส่วนคนที่ตระเตรียมโต๊ะเสวยก็คือ ขันทีกับผู้ช่วยวิเสทของวังหลวง การตระเตรียมนี้จะต้องมีความพร้อมอยู่เสมอ เพราะบางทีจักรพรรดิเกิดทรงต้องการเสวยขึ้นมากะทันหันก็มี ส่วนห้องเสวยจะมีจักรพรรดิเพียงพระองค์เดียวที่นั่งเสวย ส่วนจักรพรรดินีและพระราชชนนีจะมีห้องเสวยแยกต่างหากออกไป

 ปกติแล้วพระกระยาหารจะมีอยู่นับสิบรายการ แต่บางครั้งก็มีนับร้อยรายการ ทุกรายการล้วนจัดเป็นอาหารชั้นเลิศทั้งสิ้น ส่วนของหวานจำพวกขนมอบและผลไม้จะถูกเตรียมไว้ข้างข้าวสวย หมั่นโถว และของหวานที่ปรุงจากวัตถุดิบอื่นๆ

แต่ไม่ว่ารายการอาหารจะเป็นรายการอะไรก็ตาม วัตถุดิบที่จะต้องมีอยู่ทุกวันในห้องวิเสทโดยตลอดก็คือ เนื้อหมู 22 ชั่ง, เนื้อหมูสำหรับทำน้ำสต๊อก 5 ชั่ง, น้ำมันหมู 1 ชั่ง, แกะ 2 ตัว, ไก่ 5 ตัว โดยสามในห้าตัวนี้จะต้องเป็นไก่ที่เกิดภายในปีนั้นๆ, เป็ด 3 ตัว, ผักใบหนา (กะหล่ำปลีหรือคะน้า) เซเลอรี่ ผักชี ปวยเล้ง และหัวหอม 19 ชั่ง ผักจำพวกหัว (หัวไช้เท้า หัวผักกาด หรือแครอท) 60 หัว, ฟักเขียว 1 หัว, กะหล่ำปลี 6 ชั่ง, ผักบุ้ง 6 ชั่ง, ต้นหอม 6 ชั่ง, เหล้าจีน 4 เหลี่ยง, ซอส 3 ชั่ง, น้ำส้มสายชู 2 ชั่ง, แป้งที่นวดเป็นแผ่น 8 แผ่นกับแป้งที่พร้อมจะนวดเป็นแผ่นอีก 30 ก้อน ในจำนวนนี้จะเป็นแป้งสาลี 4 ชั่ง, น้ำมันงา 1 ชั่ง, เมล็ดงา 1.5 เคอ, (1 เคอเท่ากับ 0.1 ลิตร) ถั่วหวานบด 3 เคอ, น้ำตาล 12 เหลี่ยง (16 เหลี่ยงเท่ากับ 1 ชั่ง) เม็ดในของวอลนัตและลูกพลับ โดยน้ำหนัก 1 ชั่งนี้จะเท่ากับครึ่งกิโลกรัม

ส่วนห้องน้ำชาของจักรพรรดินั้นจะต้องเตรียมชาและนมเอาไว้โดยตลอด โดยนมจะรีดจากวัว 50 ตัวที่เลี้ยงเป็นพิเศษเพื่อการนี้ทุกวันๆ ละ 2 ชั่ง ในขณะที่น้ำจะใช้น้ำจากภูเขาอี้ว์เฉีว์ยนที่อยู่ชานกรุงปักกิ่งวันละ 12 เหยือก ครีมวันละ 1 ชั่ง และชาวันละ 75 ห่อ 

อย่างไรก็ตาม อาหารอันหรูหราและประณีตนั้นจะมีขึ้นในเทศกาลตรุษจีน เทศกาลหยวนเซียว วันเฉลิมพระชนมพรรษาของจักรพรรดิ หรืองานที่จักรพรรดิจัดให้มีขึ้นเพื่อความบันเทิง อีกทั้งยังจัดให้มีขึ้นในวันเฉลิมพระชนมพรรษาของจักรพรรดินี พระราชชนนี หรือวันเกิดของนางสนมบางคน งานหมั้นหรืองานอภิเษกสมรสของเจ้าชายหรือราชนัดดา

หลงโจวหัวอวี่ หรือมัจฉานาวามังกร อาหารตำรับชาววัง สมัยราชวงศ์ชิง (: อาศรมสยาม-จีนวิทยา)
กล่าวสำหรับงานแต่งในราชสำนักแล้วมี  “เนื้อหา”  ที่ไม่แตกต่างไปจากงานแต่งของราษฎรทั่วไป จะต่างก็แต่  “รูปแบบ”  เท่านั้นที่ต่างออกไป เริ่มจากงานหมั้นที่พระราชชนนีหรือเจ้าชายอาวุโสจะผู้เลือกหญิงที่จะมาเป็นว่าที่เจ้าสาว หญิงที่ถูกเลือกจะต้องเป็นหญิงสูงศักดิ์ที่มาจากครอบครัวผู้ดี เมื่อเลือกได้แล้วก็จะส่งของหมั้นไปยังบ้านของฝ่ายหญิง โดยของหมั้นจะประกอบไปด้วย  ม้า เสื้อชั้นนอก (armor) และผ้าไหม 

 ดังตัวอย่างของหมั้นในงานแต่งของจักรพรรดิคังซีที่ระบุว่า ประกอบไปด้วยม้า 10 ตัว เสื้อชั้นนอก 10 ตัว ผ้าต่วน (satin) 100 พับ และผ้าอื่นๆ 100 พับ เป็นต้น โดยจักรพรรดิองค์อื่นๆ ก็ให้ของหมั้นที่ไม่ต่างไปจากนี้ 


ในช่วงเช้าของวันที่มีการวันหมั้นนั้น ของหมั้นเหล่านี้จะถูกนำไปไว้ที่ไท่เหอเตี้ยนหรือพระที่นั่งบรมบรรสาน โดยในพระที่นั่งนี้จะมีคณะทูตานุทูตและขุนนางแต่งกายด้วยเสื้อผ้าสำหรับงานฉลอง และจะยืนด้วยความสงบเพื่อรอคำสั่ง เมื่อได้เวลาแล้วทั้งหมดก็จะคุกเข่าถวายบังคมแล้วคำนับสามครั้ง การคำนับนี้จะต้องโขกศีรษะไม่หนักไม่เบากับพื้นท้องพระโรง จากนั้นก็จะอ่านคำประกาศพร้อมกันให้จักรพรรดิทรงมีบัญชาให้ถวายของหมั้นแก่ว่าที่เจ้าสาว

เมื่อให้ของหมั้นแล้ว บิดาของว่าที่เจ้าสาวซึ่งคุกเข่าอยู่หน้าประตูพระที่นั่งเพื่อคอยรับแขกเหรื่อก็จะลุกขึ้นยืน จากนั้นก็จะถวายบังคมโค่วโถวเพื่อแสดงความขอบพระทัยจักรพรรดิ จากนั้นครอบครัวของว่าที่เจ้าสาว บุคคลที่มีชื่อเสียงและสหาย เจ้าหญิง ภรรยาของขุนนาง มารดาของว่าที่เจ้าสาว และขุนนางตั้งแต่ชั้นสองขึ้นไปก็เข้าสู่งานเลี้ยงในช่วงเย็น

 ลำดับต่อไปคือ ของขวัญในวันแต่งที่ราชสำนักจัดเตรียมไว้ให้แก่ครอบครัวของเจ้าสาว ที่ประกอบไปด้วยม้า 20 ตัว ทอง 200 ตำลึง (1 ชั่งเท่ากับ 16 ตำลึง) เงิน 10,000 ตำลึง ผ้าไหม 1,000 พับ เครื่องทองและเครื่องเงินจำนวนหนึ่ง  


ส่วนเจ้าสาวและหญิงรับใช้จะได้รับของขวัญที่มีราคาแพง หลังจากนั้นก็จะเป็นพิธีมอบของขวัญให้แก่สมาชิกฝ่ายชายของครอบครัวเจ้าสาวที่นำโดยบิดาของเจ้าสาว และสมาชิกฝ่ายหญิงที่นำโดยมารดาของเจ้าสาว

จากนั้นคนทั้งหมดนี้ก็จะถวายบังคมโค่วโถวแก่จักรพรรดิด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ที่ทรงพระราชทานของขวัญอันล้ำค่าที่มิอาจประเมินราคาได้ โดยที่กล่าวมานี้ยังมิได้นับรวมพิธีที่เอิกเกริกและคึกคักมีชีวิตชีวาของงานแต่งที่น่าตื่นตาตื่นใจเช่นกัน