xs
xsm
sm
md
lg

ผู้จัดการสุดสัปดาห์

x

ราคาน้ำมันโลกพุ่ง กองทุนฯ ติดลบแสนล้าน เร่งผ่าทางตัน “OCA ไทย-กัมพูชา”

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - ไม่เพียงแต่สภาพอากาศร้อนทะลุองศาเดือดเท่านั้น นาทีนี้ราคาพลังงานโลกยังคงร้อนแรงไม่แพ้กัน หลังยูเครนโจมตีโรงกลั่นน้ำมันใหญ่ที่สุดอันดับสามของรัสเซีย และความขัดแย้งในตะวันออกกลางลุกลามบานปลาย  

นับเป็นข่าวร้ายที่มาประจวบเหมาะกับช่วงเวลาที่รัฐบาลเพื่อไทย หมดโปรมาตรการตรึงราคาน้ำมันดีเซล ไม่ให้เกิน 30 บาทต่อลิตร ซึ่งสิ้นสุดลงเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2567 จากก่อนหน้าที่กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง อุดหนุนดีเซลอยู่ที่ลิตรละ 4.17 บาท มาตั้งแต่เดือนกันยายน 2566 และยังอุดหนุนผ่านการลดภาษีดีเซล ลิตรละ 1 บาท รวม 3 เดือน ซึ่งมาตรการหลังนี้จะสิ้นสุดในวันที่ 19 เมษายน 2567

อย่างไรก็ดี มีรายงานข่าวว่า  คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.)  ที่มี นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค  รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธาน ได้ประชุมเมื่อวันที่ 4 เมษายน 2567 เพื่อพิจารณาแนวทางดูแลราคาดีเซลหลังตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น โดยที่ประชุมมีมติตรึงราคาดีเซลไม่เกิน 30 บาทต่อลิตรต่อไป อีกทั้งยังมีมติให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเพิ่มอุดหนุนอีก 40 สตางค์ต่อลิตร รวมอุดหนุน 4.57 บาทต่อลิตร

มติที่ประชุม กบน.ข้างต้น ยังไม่มีคำแถลงอย่างเป็นทางการ ขณะที่ก่อนหน้านี้ ที่ประชุม กบน. เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2567 แถลงมติยกเลิกตรึงราคาดีเซลไม่ให้เกินลิตรละ 30 บาท หลังสิ้นสุดมาตรการดังนั้น หาก กบน. กลับลำมาตรึงราคาเช่นเดิม คำถามสำคัญที่ตามมาคือ กองทุนน้ำมันฯ จะเอาเม็ดเงินจากที่ไหนมาอุดหนุนราคาน้ำมันดีเซลและก๊าซแอลพีจี เพราะตอนนี้กองทุนน้ำมันฯ ติดลบมโหฬารเฉียดแสนล้านบาทเข้าไปแล้ว

สถานการณ์ราคาน้ำมันโลกที่ขยับขึ้น ทำให้สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัส อินเตอร์มีเดียต หรือไลต์สวีตครูด งวดส่งมอบเดือนพฤษภาคม 2567 เพิ่มขึ้น 1.44 ดอลลาร์ ปิดที่ 85.15 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ด้านเบรนท์ทะเลเหนือลอนดอน งวดส่งมอบเดือนมิถุนายน 2567 เพิ่มขึ้น 1.50 ดอลลาร์ ปิดที่ 88.92 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล สาเหตุสำคัญเป็นผลมาจากยูเครนส่งโดรนโจมตีโรงกลั่นน้ำมันใหญ่เป็นอันดับสามของรัสเซีย แม้รอยเตอร์สจะรายงานคำกล่าวอ้างของมอสโกว่าสามารถยิงสกัดไว้ได้ก่อน แต่การโจมตีโครงสร้างด้านพลังงานของรัสเซียเกิดขึ้นแล้วหลายครั้งเป็นแนวโน้มที่อาจขัดขวางการส่งออกน้ำมันจากมอสโกต่อไป ขณะที่โรงงานแปรรูปก๊าซตราคานของรัสเซียที่ควบคุมโดยก๊าซพรอม บริษัทพลังงานยักษ์ใหญ่ ต้องระงับการผลิตผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมหลังหยุดซ่อมแซมในวันที่ 30 มีนาคม ที่ผ่านมา

นอกจากนั้น สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางเพิ่มสูงขึ้น เมื่ออิหร่านประกาศตอบโต้ หลังอิสราเอลโจมตีสถานกงสุลอิหร่านในกรุงดามัสกัส เมืองหลวงของซีเรีย สังหารนายพลระดับสูง 2 นาย และที่ปรึกษาด้านการทหาร 5 นาย ซึ่งรวมถึงนายโมฮัมหมัด เรซา ซาเฮดี ผู้บัญชาการระดับสูงของกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ของอิหร่าน เหตุการณ์ดังกล่าว ทำให้นักวิเคราะห์ ระบุว่า หากอิหร่านทำสงครามโดยตรงกับอิสราเอล จะทำให้ความขัดแย้งในตะวันออกกลางลุกลามออกไปจนส่งผลกระทบต่อปริมาณน้ำมันในตลาด อาจทำให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นถึงระดับเดียวกับช่วงปลายเดือนตุลาคมของปีก่อน

ขณะเดียวกัน มติที่ประชุมคณะกรรมการร่วมด้านการตรวจสอบระดับรัฐมนตรี (JMMC) กลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันและชาติพันธมิตร หรือ โอเปกพลัส เมื่อวันที่ 3 เมษายนที่ผ่านมา เห็นพ้องคงนโยบายการผลิตของโอเปกพลัส โดยยังคงปรับลดกำลังการผลิต 2.2 ล้านบาร์เรล/วัน ตามความสมัครใจของประเทศสมาชิก ขณะที่ซาอุดีอาระเบีย ปรับลดกำลังการผลิตน้ำมันโดยสมัครใจ จำนวน 1 ล้านบาร์เรล/วัน ทั้งนี้ โอเปกพลัสมีแนวโน้มจะคงอัตราลดกำลังการผลิตไปจนถึงสิ้นเดือนมิถุนายน 2567 เป็นอย่างน้อย

ความร้อนแรงของราคาพลังงานโลก ซึ่งส่งผลต่อราคาพลังงานในไทยนั้น นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ตอบคำถามที่ว่ารัฐบาลจะใช้งบกลางมาอุดหนุนราคาน้ำมันดีเซลหรือไม่ว่า “....อาจจะต้องใช้มาตรการร่วมหลาย ๆ อย่าง ….”

นายพีระพันธุ์เรียกประชุมผู้บริหารกระทรวงพลังงาน ในช่วงบ่ายวันที่ 2 เมษายนที่ผ่านมา เพื่อติดตามสถานการณ์ราคาดีเซลในตลาดโลก ซึ่งล่าสุดปิดตลาดวันที่ 1 เมษายน อยู่ที่ 104.02 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 1.43 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล และหามาตรการช่วยเหลือทั้งการของบกลาง การต่ออายุลดภาษีดีเซล 1 บาทต่อลิตรออกไปอีก หากทั้งสองแนวทางยังไม่ได้ข้อสรุปมีโอกาสจะขึ้นราคาดีเซลเพื่อรักษาสภาพคล่องกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่ดูแลทั้งดีเซลและก๊าซหุงต้ม

ทั้งนี้ ฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงล่าสุดติดลบหนักถึง 99,821 ล้านบาท แบ่งเป็น บัญชีน้ำมันติดลบ 52,729 ล้านบาท และบัญชีแอลพีจี ติดลบ 47,092 ล้านบาท ขณะที่โครงสร้างราคาขายปลีกดีเซลในไทย ผู้ค้าได้ค่าการตลาด 1.83 บาทต่อลิตร และกองทุนน้ำมันอุดหนุน 4.17 บาทต่อลิตร

นายวีรพัฒน์ เกียรติเฟื่องฟูโฆษกกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า หลังจากกระทรวงพลังงานได้ลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับประชาชน โดยเฉพาะค่าน้ำมันดีเซล ซึ่งเป็นต้นทุนของสินค้าและบริการ โดยตรึงราคาน้ำมันดีเซลไว้ที่ 30 บาท/ลิตร ตั้งแต่เดือนกันยายน 2566 เป็นต้นมา ซึ่งบางช่วงราคาน้ำมันดีเซลที่แท้จริงเคยสูงถึง 45 บาท/ลิตร ทำให้กองทุนน้ำมันฯ ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการชดเชยราคาน้ำมันดีเซลเป็นหนี้ใกล้ 1 แสนบาทแล้ว หากไม่มีงบประมาณจากส่วนอื่นเข้ามาช่วย เช่น งบกลาง หรือการลดอัตราภาษีสรรพสามิต คาดว่ากองทุนฯต้องปรับลดอัตราการชดเชยราคาน้ำมันลง 1-2 บาท/ลิตร ส่งผลให้ราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลเพิ่มขึ้น ปัจจุบันการชดเชยราคาน้ำมันดีเซลอยู่ที่ 4.17 บาท/ลิตร คิดเป็นจำนวนเงินที่กองทุนฯ ต้องจ่ายประมาณ 8,700 ล้านบาทต่อเดือน จึงขอให้ประชาชนเข้าใจในสถานการณ์ ณ เวลานี้ด้วย

กล่าวโดยสรุป กองทุนน้ำมันฯ ที่ติดลบหนัก กระทรวงพลังงาน กำลังแสวงหาทางออกด้วย 4 แนวทาง คือ ขอต่อมาตรการลดภาษีดีเซลลิตรละ 1 บาท 3 เดือน, ของบกลางมาอุดหนุนดีเซลและก๊าซหุงต้ม, ลดการชดเชยดีเซลโดยปล่อยให้ราคาขยับขึ้นสูงเกินลิตรละ 30 บาท ด้วยการทยอยปรับขึ้นเป็นลิตรละ 31-32 บาท

และการขออนุมัติเงินกู้เพื่อเสริมสภาพคล่องเพิ่มเติม จากก่อนหน้านี้ที่กระทรวงการคลัง ค้ำประกันการชำระหนี้ของสำนักงานกองทุนเชื้อเพลิง ซึ่งรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ อนุมัติวงเงินไม่เกิน 150,000 ล้านบาท กู้ภายใน 1 ปี ระหว่างวันที่ 6 ตุลาคม 2565 – 5 ตุลาคม 2566 ซึ่งปัจจุบันกู้ไปแล้ว 105,333 ล้านบาท เพื่อชำระให้คู่ค้าน้ำมันมาตรา 7 และจ่ายดอกเบี้ยเดือนละ 200-250 ล้านบาท

ปัจจุบันกองทุนน้ำมันฯ เป็นหนี้ธนาคารรัฐ 3 แห่ง และเบิกเงินเข้าบัญชีครบแล้วตามกรอบวงเงินอนุมัติกู้ ดังนั้น หากกองทุนน้ำมันฯ จะกู้เงินอีกจะต้องกลับไปใช้มาตรา 26 ตาม พ.ร.บ.กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง

ข้อเสนอขอต่ออายุการลดภาษีดีเซล มีเสียงตอบรับจาก นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง โดยเชื่อว่ารัฐบาลพร้อมตอบรับ แม้ส่งผลให้รัฐสูญเสียรายได้เดือนละ 2,000 ล้านบาท แต่เพื่อช่วยเหลือประชาชนและการจัดเก็บรายได้ที่ชะลอตัวลงอยู่ในระดับบริหารจัดการได้


 นายพรชัย ธีระเวช  ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง กล่าวว่า รัฐบาลจัดเก็บรายได้ในช่วง 5 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2567 (ตุลาคม 2566 – กุมภาพันธ์ 2567) ต่ำกว่าประมาณการ เพราะลดภาษีน้ำมันดีเซลและเบนซิน รวมทั้งจัดเก็บภาษีรถยนต์ต่ำกว่าประมาณการ โดยสามารถจัดเก็บรายได้สุทธิ 981,902 ล้านบาท ต่ำกว่าประมาณการ 25,144 ล้านบาท หรือ 2.5% และต่ำกว่ากับช่วงเดียวกันของปีก่อน 0.4%

เอาเป็นว่า ราคาน้ำมันดีเซลที่ปล่อยลอยตัวในเวลานี้ รัฐบาลจำเป็นต้องมีมาตรการต่าง ๆ ออกมาช่วยอุ้มไม่ให้ราคาพุ่งกระฉูดตามราคาน้ำมันดีเซลโลก เพราะรัฐบาลพรรคเพื่อไทยต้องรักษาคะแนนนิยมที่นับวันต่ำเตี้ยลงเรื่อย ๆ เนื่องจากบริหารประเทศมานานกว่า 7 เดือนแล้วยังไม่มีเรื่องอะไรที่ “โดนใจ” ประชาชน มาตรการแจก “หมื่นดิจิทัล” ยังประกาศเลื่อนแล้วเลื่อนอีก

อย่างไรก็ดี สำหรับก๊าซหุงต้ม รัฐบาลยังคงอุ้มต่อไป โดยมติคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2567 เห็นชอบตรึงราคาขายปลีก LPG อยู่ที่ 423 บาทต่อถัง 15 กิโลกรัม อีก 3 เดือน มีผลวันที่ 1 เมษายน - 30 มิถุนายน 2567 เพื่อดูแลค่าครองชีพประชาชน หลังมาตรการตรึงราคาสิ้นสุดเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2567

 ตรึงค่าไฟฟ้า แก้ผ้าเอาหน้ารอด - LNG ราคาขาขึ้น 

นอกเหนือจากตรึงราคาก๊าซหุงต้มภาคครัวเรือนแล้ว ดูเหมือนว่า “ค่าไฟฟ้า” งวดถัดไป ยังคงจัดเก็บเท่าเดิม โดยรัฐบาลโยนภาระให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) แบกรับภาระเพื่อชาติและประชาราษฎร์ไทยไปพลางก่อน เพราะถ้าปรับขึ้นพร้อมกันทั้งดีเซลและค่าไฟฟ้ามีหวังรัฐบาลถูกก่นด่าระงมแน่

การตรึงค่าไฟฟ้างวดล่าสุด **นายคมกฤช ตันตระวาณิชย์** เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ในฐานะโฆษกคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) กล่าวว่า ในการประชุม กกพ. ครั้งที่ 15/2567 วันที่ 27 มีนาคม 2567 มีมติเห็นชอบค่าไฟฟ้าผันแปรอัติโนมัติ หรือค่าเอฟทีเรียกเก็บในงวดเดือนพฤษภาคม-สิงหาคม 2567 คงเดิมที่ 39.72 สตางค์ต่อหน่วย เมื่อรวมกับค่าไฟฟ้าฐานที่ 3.7833 บาทต่อหน่วยแล้ว ทำให้ค่าไฟฟ้าเรียกเก็บเฉลี่ย 4.1805 บาทต่อหน่วย (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) เท่ากับค่าไฟฟ้าเฉลี่ยในงวดปัจจุบัน

ภายหลัง กกพ. เคาะตรึงราคาค่าไฟฟ้า วันรุ่งขึ้น นายพีระพันธุ์เดินทางไปปลุกปลอบ กฟผ. ถึงถิ่น โดยให้นโยบายคณะกรรมการ กฟผ. และผู้บริหารระดับสูง ว่าขอให้ทาง กฟผ. ดูแลระบบพลังงานไฟฟ้าของประเทศ ดูแลประโยชน์ของชาติบ้านเมืองและประชาชนเป็นสำคัญ

ขณะที่ กฟผ. โชว์ตัวเลขล่าสุดเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2566 โดย กฟผ. ต้องแบกรับภาระค่าเอฟที (Ft) ค้างรับสะสมรวมเป็นเงินกว่า 99,689 ล้านบาท

 การตรึงค่าไฟฟ้าด้วยการให้ กฟผ.แบกต้นทุนเชื้อเพลิงเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าแบบ “แก้ผ้าเอาหน้ารอด” เพราะต้องไม่ลืมคำเตือนของ กกพ. ที่ว่า การใช้ไฟฟ้าในระบบของ กฟผ.มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงจำเป็นต้องนำเข้า LNG เพื่อเป็นเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้นในการผลิตไฟฟ้า ซึ่งแน่นอนการนำเข้าแอลเอ็นจีมาใช้ผลิตไฟฟ้าจะทำให้ต้นทุนค่าไฟฟ้าผันผวนตามราคาพลังงานโลก 

สัญญาณราคา LNG อยู่ในเทรนด์ขาขึ้นส่งมาจากกลุ่มประเทศผู้ส่งออกก๊าซฯรายใหญ่ของโลกตั้งแต่เมื่อเดือนมกราคม 2567 แล้ว โดยสำนักข่าวรอยเตอร์ส รายงานว่า นายโมฮาเหม็ด ฮาเมล เลขาธิการของกลุ่มประเทศผู้ส่งออกก๊าซฯ รายใหญ่ของโลก (GECF) กล่าวในการประชุมที่ประเทศตรินิแดดและโตเบโก เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2567 คาดว่า ตลาดก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ทั่วโลกมีแนวโน้มตึงตัวจนถึงปี 2569 เนื่องจากอุปสงค์เพิ่มขึ้น 1.5% ในปีนี้ และสูงถึง 22% จนถึงปี 2593 ทั้งนี้ สมาชิกของ GECF มีก๊าซธรรมชาติในครอบครองมากกว่าสองในสามของโลก

รายงานประจำปีที่ผ่านมาของ GECF ได้เตือนเกี่ยวกับราคาก๊าซฯสปอตที่สูงเป็นประวัติการณ์และผันผวนในยุโรปและเอเชีย
ขณะที่ นางอ็อกซานา เดมบิตสกา รองประธานอาวุโสฝ่ายการเติบโตของก๊าซจากบริษัทบีพี (BP) ออกมาเตือนเรื่องก๊าซ LNG ที่มีราคาสูงเกินไป ซึ่งบั่นทอนอุปสงค์ โดยเฉพาะหลังจากที่รัสเซียรุกรานยูเครน ส่งผลให้ราคาก๊าซ LNG สูงขึ้นถึงเจ็ดเท่า โดยทางบีพีคาดว่าก๊าซ LNG จะยังคงเป็นที่ต้องการอย่างมากในยุโรปไปอีกอย่างน้อย 20 ปี

นั่นหมายความว่าหากไทยพึ่งพาการนำเข้าก๊าซ LNG มาเป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าในสัดส่วนที่เพิ่มสูงขึ้น ย่อมทำให้ราคาค่าไฟฟ้าสูงขึ้นเป็นเงาตามตัว และในอนาคตก๊าซฯในอ่าวไทยและก๊าซฯนำเข้าจากเมียนมาจะลดลง ไม่เพียงพอที่จะส่งป้อนโรงไฟฟ้า จึงต้องนำเข้าก๊าซ LNG เพิ่มมากขึ้น โดยในปี 2580 จะมีสัดส่วนนำเข้าก๊าซฯจากเมียนมาเหลือแค่ 4% ก๊าซฯจากอ่าวไทย เหลือ 28% ส่วนก๊าซ LNG จะมีการนำเข้าเพิ่มขึ้นเป็น 68% ตามประมาณการความต้องการใช้และการจัดหาก๊าซธรรมชาติ พ.ศ. 2561 – 2580 (Gas Plan 2018) การแสวงหาแหล่งพลังงานใหม่อย่างเช่นแหล่งปิโตรเลียมในเขตทับซ้อนไทย-กัมพูชา จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกแห่งอนาคตที่จะลดการพึ่งพาการนำเข้าก๊าซฯ ที่มีราคาสูงและผันผวน

*************************************************************************
โอกาสและความเป็นไปได้ในการเจรจาพื้นที่ทับซ้อนไทย-กัมพูชา


แม้ว่าจะมีเสียงคัดค้านอยู่บ้างจากวุฒิสมาชิกและเครือข่ายที่เป็นฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาลพรรคเพื่อไทย แต่ปัจจัยเกื้อหนุนให้ทั้งไทยและกัมพูชาสามารถดำเนินการแก้ไขปัญหาข้อพิพาททางทะเลในอ่าวไทย เพื่อแบ่งอาณาเขตทางทะเลและร่วมกันพัฒนาแหล่งทรัพยากรปิโตรเลียม มากกว่าปัจจัยที่ฉุดรั้ง มีดังต่อไปนี้

 หนึ่ง  ความสัมพันธ์ระหว่างไทยและกัมพูชา โดยเฉพาะอย่างยิ่งความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลของเศรษฐา ทวีสิน และ ฮุน มาเนต อยู่ในระดับดีถึงดีมาก เนื่องจากผู้ที่สนับสนุนหลักของรัฐบาลทั้งสองคือ ทักษิณ ชินวัตร และ ฮุน เซน เป็นอดีตนายกรัฐมนตรีที่ทรงอิทธิพลและมีความสนิทสนมกันเป็นการส่วนตัวกันมาเป็นเวลานาน การเดินทางเยือนประเทศไทยของ นายกรัฐมนตรีฮุน มาเนต เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2567 ได้เน้นย้ำความสำคัญของการเจรจาเรื่องพื้นที่ทับซ้อนเอาไว้อย่างชัดเจนแล้ว การเยือนของ ฮุน เซน ในฐานะเพื่อนสนิทของทักษิณ เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2567 และตามด้วยการเยือนพนมเปญของ แพรทองธาร ชินวัตร เมื่อวันที่ 18-19 มีนาคม 2567 แม้ว่าจะไม่ได้มีการหยิบยกประเด็นเรื่องพื้นที่ทับซ้อนขึ้นหารือกันโดยตรง แต่ช่วยสร้างบรรยากาศที่แนบแน่นของพรรคการเมืองที่แกนนำในรัฐบาลทั้งสองได้เป็นอย่างดี

 สอง ทั้งไทยและกัมพูชา ได้แสดงความต้องการที่ตรงกันคือ ต้องการความร่วมมือในการขุดค้นทรัพยากรปิโตรเลียมในพื้นที่ที่อ้างสิทธิทับซ้อนกันเพื่อสร้างความมั่นคงทางด้านพลังงาน ในสถานการณ์ที่ประเทศไทยต้องการลดราคาและลดต้นทุนทางด้านพลังงานเพื่อช่วยลดแรงกดดันทางเศรษฐกิจและค่าครองชีพให้กับประชาชน ตามที่ได้สัญญาไว้ระหว่างการหาเสียงเลือกตั้งและสร้างผลงานให้กับรัฐบาล ในขณะที่กัมพูชา ซึ่งพึ่งพิงการนำเข้าก๊าซฯ และน้ำมันจากต่างประเทศ 100 เปอร์เซ็นต์ และเพิ่งจะประสบความล้มเหลวในการพัฒนาแหล่งปิโตรเลียมภายในประเทศเมื่อเร็ว ๆ นี้ ย่อมจะต้องหวังที่จะร่วมมือกับไทยเพื่อเข้าถึงแหล่งพลังงานที่อยู่ใกล้และมีความมั่นคงมากกว่า ทั้งยังจะเป็นการเปิดโอกาสให้กัมพูชาได้พัฒนาศักยภาพในอุตสาหกรรมปิโตรเลียมอีกด้วย

 สาม ข้อคัดค้านของวุฒิสมาชิกดังที่ปรากฏในการอภิปรายทั่วไปเมื่อวันที่ 25 มีนาคมที่ผ่านมา ไม่มีน้ำหนัก ที่จะเปลี่ยนแปลงนโยบายรัฐบาลได้ เนื่องจากได้ดำเนินการคัดค้านในสถานการณ์ที่วุฒิสมาชิกชุดนี้กำลังจะหมดวาระไปในเวลาอีกแค่ 1 เดือนครึ่ง อีกทั้งจำนวนวุฒิสมาชิกผู้แสดงความเห็นในเชิงคัดค้านมีจำนวนน้อยเมื่อเปรียบเทียบกับทั้งหมด ซึ่งดูเหมือนจะยังคงให้การสนับสนุนพรรคร่วมรัฐบาลสองพรรคคือ พรรคพลังประชารัฐและโดยเฉพาะอย่างยิ่งพรรครวมไทยสร้างชาติ ซึ่งหัวหน้าพรรค คือ นายพีระพันธ์ สาลีรัฐวิภาค ดำรงตำแหน่งสำคัญที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้คือ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ซึ่งจะต้องเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญในการเจรจาเรื่องการพัฒนาแหล่งพลังงานในพื้นที่ทับซ้อนร่วมกับกัมพูชา

ยิ่งไปกว่านั้นความวิตกกังวลเรื่องการสูญเสียเกาะกูดไปให้กัมพูชานั้นฟังดูเลื่อนลอยอย่างยิ่ง เพราะเอกสารที่มีผลใช้บังคับเรื่องเขตแดนไทย-กัมพูชา หลายฉบับแสดงให้เห็นโดยชัดแจ้งอยู่แล้วว่า เกาะกูดเป็นของไทย อีกทั้งในทางพฤตินัย เกาะแห่งนี้ก็อยู่ในความครอบครองของไทย โอกาสที่จะเห็นกองทัพกัมพูชา ซึ่งแข็งแกร่งน้อยกว่ากองทัพไทยมาก จะยกกำลังเข้ายึดเกาะกูดคงจะมีไม่ถึง 1 เปอร์เซ็นต์

ข้อเรียกร้องของวุฒิสมาชิกให้ยกเลิกบันทึกความเข้าใจฉบับปี 2544 ยิ่งดูไร้เหตุผล เพราะรัฐบาลของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้มีอุปการคุณของวุฒิสมาชิกชุดปัจจุบัน ก็ได้ยืนยันถึงความจำเป็นในการใช้บันทึกความเข้าใจฉบับนี้เป็นกรอบในการดำเนินการเจรจาแก้ไขข้อพิพาทและร่วมพัฒนาพื้นที่ทับซ้อนกับกัมพูชา โดยปราศจากเสียงคัดค้านจากวุฒิสมาชิก ความพยายามที่จะยกเลิกบันทึกความเข้าใจฉบับนี้เคยล้มเหลวมาแล้วครั้งหนึ่งในสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ การเรียกร้องครั้งหลังนี้ดูจะไร้น้ำหนักยิ่งกว่าครั้งก่อนเสียอีก

รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีต่างประเทศ  นายปานปรีย์ พหิทธานุกร   ได้ชี้แจงในวุฒิสภาด้วยท่าทีและจุดยืนเดียวกับนายพีระพันธ์ รัฐมนตรีพลังงาน ซึ่งให้หลักประกันว่า การขายชาติเสียดินแดน ละเมิดอธิปไตยนั้นจะไม่เกิดขึ้นแน่นอน นายปานปรีย์ กล่าวว่า  “เพราะรัฐบาล มีความรักชาติเท่ากัน ไม่มีใครคิดนำชาติ หรือดินแดนไปยกให้ใครทั้งสิ้น และกระบวนการเจรจาต่าง ๆ เมื่อเสร็จสิ้นแล้ว เรื่องจะต้องผ่านการเห็นชอบจากรัฐสภาอีกครั้ง หากมีการดำเนินการที่ไม่ถูกต้อง ก็เชื่อว่า รัฐบาลจะไม่ให้ความเห็นชอบ” 

นายพีระพันธุ์ ก็ยืนยันว่า “ไม่ว่าจะตน หรือนายปานปรีย์ และนายกรัฐมนตรี หวงดินแดนไทย และยืนยันว่า เมื่อตนเป็นรัฐมนตรีพลังงาน จะไม่นำทรัพยากรชาติ ไปแลกเส้นเขตแดน แม้จะทราบว่า ปัญหาพลังงานเป็นเรื่องสำคัญของประเทศ ที่จะต้องเตรียมความพร้อม พร้อมขอให้มั่นใจว่า ไม่มีสิ่งใดสำคัญกว่าเอกราช และอาณาเขตของชาติไทย”

การดำเนินการขั้นตอนต่อไปคือ คณะรัฐมนตรีจะต้องจัดตั้งคณะกรรมการร่วมทางเทคนิคไทย-กัมพูชา (ฝ่ายไทย) ตามที่กระทรวงการต่างประเทศได้เสนอไป เพื่อเป็นกลไกสำคัญในการเปิดการเจรจาร่วมกับคณะกรรมการฯ ฝ่ายกัมพูชา ในโอกาสต่อไป