ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - ฟ้าผ่าเปรี้ยงลงมาที่ “สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(สตช.)” ครั้งใหญ่อีกครั้ง เมื่อ “นายกฯ นิด-นายเศรษฐา ทวีสิน” นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง มีคำสั่งเด้ง “2 ผู้ยิ่งใหญ่แห่งกรมปทุมวัน” คือ “บิ๊กต่อ-พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล” ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และ “บิ๊กโจ๊ก-พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล” รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ โดยให้เข้ามาช่วยราชการที่ “สำนักงานนายกรัฐมนตรี”
พร้อมทั้งมอบหมายให้ “บิ๊กต่าย-พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพชร “รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ” รักษาการในเก้าอี้ ผบ.ตร.แทน
คำสั่ง “เด้ง” นี้สะท้อนให้เห็นชัดแจ้งว่า “บิ๊กต่อและบิ๊กโจ๊ก” นั้น ต่างคนต่างก็มี “แผล” หรือที่แวดวงตำรวจใช้คำว่า “มือหนัก” กันจริง แต่คำถามสำคัญคือ “การเด้งแบบแพกคู่” นั้น ใครได้หรือใครเสียมากกว่ากัน เพราะแม้ฉากหน้าจะดูเหมือน “พังทั้งคู่” แต่เอาเข้าจริง เส้นเรื่องน่าจะออกไปในแนว “SAVE บิ๊กต่อ” มากกว่า เพราะทำให้ไม่ต้องวุ่นวายกับคดีที่ปวดหัว และตัดจบจากการถูกเล่นงานที่ส่อเค้าจะบานปลาย แม้จะเสียรังวัดไปพอสมควรด้วยเป็นถึงผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ
ส่วน “บิ๊กโจ๊ก” การถูกย้ายให้พ้นไปจาก สตช.ย่อมทำให้ “อิทธิฤทธิ์” ที่จะสั่งการลูกน้องให้ไปข้องเกี่ยวกับคดีความทั้งหลายทั้งปวงจบลงตามไปด้วย และที่สำคัญคือทำให้กระบวนการยุติธรรมเดินหน้าไปอย่างที่ควรจะเป็น
“เบื้องลึก “ต่อโจ๊กการละคร” ก่อนถูก “เด้งคู่”
ก่อนที่จะถูก “เด้งคู่” สถานการณ์ระหว่าง “บิ๊กโจ๊ก” กับ “บิ๊กต่อ” เดินทางเข้าใกล้สถานการณ์ “ติดดาบปลายปืน” เข้ามาทุกที
กล่าวคือหลังจากเงื้อง่าราคาแพง และออกอาการ “ข่มขู่” ว่าจะแฉ “บิ๊กตำรวจ” ในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ(สตช.) ที่ประพฤติมิชอบมาสักพัก ในที่สุด “บิ๊กโจ๊ก-พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล” รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ก็เปิดปฏิบัติการฟาดกลับ โดยใช้ให้ “ทีมทนาย” คือ ณัฐวิชช์ เนติจารุโรจน์ และวราชันย์ เชื้อบ้านเกาะ พ่วงด้วยลูกน้องอย่าง “ผู้การนำเกียรติ ธีระโรจนพงษ์ อดีต ผบก.ศฝร.บช.น.” ออกมาเปิดหน้าหน้าชนเสียที
แต่เห็นทั้ง “ลีลา-ข้อมูลและแผนผังเส้นเงิน” ที่นำออกมาเปิดเผยต่อสาธารณชนแล้ว ก็ต้องใช้คำว่า “เยี่ยวไม่สุด” เพราะมีแต่ “อักษรย่อ” เต็มไปหมด เข้าทำนอง “จับเป็นตัวประกัน” เสียมากกว่า เข้าทำนองถ้ายังไม่เลิกเล่นงานตัวเอง ก็คงต้องเปิดหมดทุกเปลือกให้พังพินาศตกไปตามกันด้วยข้อมูลที่เก็บเอาไว้ใน “ลิ้นชักชั้นพิเศษ”
โดยเฉพาะข้อมูลที่ “ผู้การนำเกียรติ” แฉถึงความเชื่อมโยงในเส้นทางการเงินของ น.ส.พิมพ์วิไล แอดมินเว็บ BNK Master โดยระบุว่า ในแถวหนึ่งพบความเชื่อมโยงไปยังบัญชีของ นายพล “ต.” ภรรยา “ก.” พี่สาว “จ.” พี่ชาย “ช.” และเหตุที่ตกเป็นผู้ต้องหาสืบเนื่องมาจากการที่ “ผู้การนำเกียรติ” ได้ทำสำนวนคดีเป้รักผู้การ ใน จ.ชลบุรี เรียกเงินเว็บพนันกว่า 100 ล้านบาท โดยการสืบสวนในครั้งนั้น พบว่ามี พ.ต.อ.“ด.” มีส่วนเกี่ยวข้องในการทำผิดกฎหมาย และยังมีธุรกรรมทางการเงินไปยังบุคคลอื่นอีกหลายราย และในจำนวนนั้นพบเป็นตำรวจหญิง 2 นาย ที่มีความสัมพันธ์กับตำรวจระดับสูง รวมถึงการทำคดีกำนันนก ซึ่งสาเหตุที่ตนออกมาพูดครั้งนี้ ถือเป็นจังหวะและโอกาส ตอนนี้ไม่กังวลแม้จะเกิดอะไรขึ้นก็พร้อมน้อมรับ
ขณะที่ “บิ๊กต่อ” ตอบคำถามผู้สื่อข่าวแบบเจ็บๆ เมื่อถูกถามเรื่องดังกล่าวว่า “ต้องระบุมาเลยถ้าคิดว่าผิดจริงมั่นใจก็ระบุมาเลย การกล่าวอ้างเขาเรียกว่าการด้อยค่าทางสังคมไม่ถูก พูดมาเลยใครผิด เส้นทางการเงินเป็นหลักฐานวิทยาศาสตร์เข้ามากี่เส้นก็จะตรวจสอบ..เส้นทางการเงินเป็นหลักฐานทางวิทยาศาสตร์สามารถตรวจสอบได้หมด เหมือนผู้สื่อข่าวเราโอนเงินแตกไปยังญาติพี่น้องมันก็เป็นเส้นทางการเงิน แต่เส้นทางพวกนี้มีสิ่งไหนที่เกี่ยวกับบัญชีม้าหรือเกี่ยวการทำผิดเกี่ยวกับเว็บพนันหรือความผิดต่างๆที่มันมาเชื่อมโยงที่เราสามารถตรวจสอบได้ ไม่มีทางที่จะแก้ได้”
ทั้งนี้ มีข้อมูลยืนยันว่า เมื่อช่วงค่ำของวันที่ 19 มีนาคม 2567 “บิ๊กโจ๊ก” ได้เดินทางไปพบ “บิ๊กต่อ” ที่สำนักงาน ผบ.ตร.และปิดห้องเคลียร์ใจ กันเพียง 2 ต่อ 2 ไม่มีบุคคลอื่น โดยใช้เวลาพูดคุยประมาณ 2 ชั่วโมง ก่อนที่ “บิ๊กโจ๊ก” จะเดินทางออกจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งไม่มีใครทราบได้ว่า ทั้งสองคนคุยเรื่องอะไร ต่อรองหรือเคลียร์กันจบหรือไม่
หรือ “ใคร” เป็นคนสั่งให้เคลียร์
ทว่า ในวันถัดมาคือวันที่ 20 มีนาคม 2567 สถานการณ์ก็แปรเปลี่ยนกลับกลายอย่างสิ้นเชิง เมื่ออยู่ๆ ทั้งสองคนก็ตั้งโต๊ะแถลงข่าวร่วมกันด้วยภาพลักษณ์ที่แสดงออกถึงความ “หวานชื่น” แม้ใบหน้าของทั้งคู่จะแลดูถมึงตึงและเคร่งเครียดขั้นสุดก็ตาม โดยเรื่องใหญ่ใจความของการแถลงข่าวก็คือ นับจากนี้เป็นไป คดีความทั้งหมดของบิ๊กโจ๊กจะถูกโอนสำนวนไปให้ “สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ” หรือ “ป.ป.ช.” ที่มี “บิ๊กกุ้ย-พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ” เป็นประธาน ดูแลทั้งหมด
แปลไทยเป็นไทยคือ พนักงานสอบสวนของ “สำนักงานตำรวจแห่งชาติ” จะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวอีก โดย “บิ๊กต่อ” ให้เหตุผลว่า เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม และสตช.จะเดินหน้าทำงานเพื่อพี่น้องประชาชนอย่างเต็มกำลัง
เบื้องแรก ทุกคนฟันธงตรงกันว่า “มันจบแล้วครับนาย” เพราะสถานการณ์ดำเนินไปอย่าง “หวานเจี๊ยบ”
อย่างไรก็ดี ณ วินาทีนั้น สังคมก็เกิดคำถามต่อตัวของ “บิ๊กต่อ” อยู่ไม่น้อย เพราะการที่เปลี่ยนท่าทีเยี่ยงนี้ ทำให้อดสงสัยไม่ได้ว่า หรือบรรดาข้อมูลหรืออักษรย่อของนายตำรวจใหญ่ที่ทีมทนายและผู้การนำเกียรติตั้งโต๊ะแถลงข่าวเมื่อวันที่ 19 มีนาคมนั้น คือแรงกดดันสำคัญกลายเป็น “สายสิญจน์” ที่ “มัดตราสังข์” เอาไว้กระนั้นหรือ?
ความจริง “เส้นเรื่อง” นี้เคยเกิดขึ้นมาก่อนแล้วในช่วงที่ตำรวจเปิดปฏิบัติการตรวจค้นบ้านบิ๊กโจ๊กเพื่อตามจับผู้ต้องหาในคดีเว็บพนันออนไลน์มินนี่ เพียงแต่ “ตอนจบ” ต่างกัน เพราะไม่ได้แค่แยกย้ายกลับบ้าน หากแต่ถูก “เด้งคู่” ตามคำสั่งนายกรัฐมนตรี
เหตุการณ์ครั้งนั้น เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 27 กันยายน 2566 โดย “พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล” ได้ให้สัมภาษณ์เอาไว้อย่างมีนัยสำคัญยิ่งว่า “ผมไม่เอาคืนหรอกครับ แต่ข้อมูลที่ผมมี มีอยู่มากแล้วกัน ถ้าผมเปิดเมื่อไหร่ล่ะก็ ก็ตายกันหมดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผมไม่ขอบอกว่าข้อมูลของใคร ย้ำว่าไม่เอาคืน แต่ข้อมูลมีเยอะ และที่ผ่านมา ผมทำงานตรงไปตรงมาทุกคดี”
จากนั้นอีกไม่กี่วันต่อมา เรื่องก็ยุติ พร้อมทั้งมีการปล่อยภาพกอดเอวของ “บิ๊กต่อ” กับ “บิ๊กโจ๊ก” ออกมา และเรื่องก็ค่อยๆ เงียบไป
และครั้งนี้ ก็มีการปะทะกันอย่างหนัก ทว่า ในที่สุด เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2567 ทั้งสองคนก็ออกมาตั้งโต๊ะแถลงข่าวร่วมกัน และปิดฉากด้วย “ภาพกอดเอว” เช่นเดียวกันอย่างไม่ผิดเพี้ยน ซึ่งสังคมเข้าใจในขณะนั้นว่า เรื่องน่าจะจบลงด้วยดี เพราะมีความชัดเจนว่า ก่อนหน้านี้ “นายกฯ นิด” เศรษฐา ทวีสิน ได้เรียก “บิ๊กต่อและบิ๊กโจ๊ก” เข้าพบที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาลเพื่อเคลียร์ใจปัญหาความขัดแย้งของทั้ง 2 ฝ่าย หลังใช้เวลาพูดคุยกันประมาณ 10 นาที ทั้งสองคนได้เดินทางออกจากทำเนียบรัฐบาล เพื่อไปแถลงข่าวพร้อมกันที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.)
แต่ “ละครหวานเจี๊ยบ” ก็ดำรงอยู่ได้ไม่กี่มากน้อย เมื่อ “นายกฯ นิด” มีคำสั่งให้ “บิ๊กต่อและบิ๊กโจ๊ก” มาช่วยราชการที่สำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งต้องถือว่ามีความกล้าหาญในการตัดสินใจมาก เพราะทั้งสองคนล้วนไม่ธรรมดา ด้วยล้วนแล้วแต่เติบโตมาด้วย “เส้นทางพิเศษ” อันหมายความว่า ย่อมมีคนหนุนหลังที่พิเศษเช่นกัน
“อย่างที่ทราบว่า มีประเด็นการปฏิบัติหน้าที่ราชการ เรื่องคดีความทั้งหลาย ซึ่งต้องให้กระบวนการยุติธรรมเดินไปได้ไม่มีการแทรกแซง ต้องย้ำว่า ทั้ง 2 ท่านยังเป็นผู้บริสุทธิ์อยู่ แต่เพื่อให้การบริหารราชการแผ่นดินเป็นไปได้ด้วยความสะดวก ดูแลประชาชนได้อย่างเต็มที่ ไม่มีการก้าวก่าย จึงมีการโอนทั้ง 2 ท่านมาช่วยราชการที่สำนักนายกรัฐมนตรีชั่วคราว เป็นระยะเวลา 60 วัน เพื่อเปิดทางให้มีการ ตรวจสอบเรื่องที่มีข้อขัดแย้งทุกเรื่อง ทุกคดีที่มีการกล่าวโทษกัน ให้แล้วเสร็จ โดยจะมีการลงนามในคำสั่งแต่งตั้งคณะ กรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงจำนวน 3 คน ทั้งนี้ การแต่งตั้ง โอนย้ายมีผลทันที ซึ่งและยืนยันว่า เป็นการย้ายเป็นการชั่วคราว ไม่ได้เป็นการลงโทษ ทุกอย่างขั้นตอน เงินเดือนทุกอย่างยังเหมือนเดิม”
“การเรียกทั้ง 2 คน เข้ามาพูดคุยเมื่อช่วงเช้า ก็เพื่อแจ้งเรื่องนี้ และอธิบายพูดคุยว่า จะปฏิบัติตัวอย่างไรในช่วงที่เข้ามาช่วยราชการ ซึ่งทั้ง 2 คน รับปากว่า จะพยายามไม่พูดอะไรอีกให้ทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมาย ให้สืบทราบความจริง ให้กระบวนการยุติธรรมเดินไปข้างหน้าได้โดยไม่มีการแทรกแซง ไม่ให้ลูกน้องทั้ง 2 ฝ่ายออกมาพูดอะไรอีกแล้ว ซึ่งคิดว่าแต่ละท่านก็เป็นผู้ใหญ่พอแล้ว ท่านรู้ว่าควรจะพูด หรือไม่พูดอะไร ซึ่งก็มีการแถลงข่าวไปแล้ว ตอนนี้กระบวนการยุติธรรมเดินหน้าแล้ว อย่าให้มีการก้าวก่าย ล็อบบี้ดีกว่า ทั้งนี้หลังการตั้งกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้วก็จะมีการพูดคุยเพื่อให้นโยบายต่อเลย ส่วนการหารือกระบวนการทำงานคณะกรรมการจะไปหารือกันเอง ตนไม่อยากแทรกแซงหรือชี้นำ ที่ผมทำแบบนี้ก็เพื่อปกป้องท่านทั้ง 2 ด้วย ยืนยืนว่าไม่ได้เป็นการลงโทษ ท่านทั้ง 2 ยังเป็นผู้บริสุทธิ์อยู่ เมื่อท่านผ่านการถูกตรวจสอบไม่มีมลทินแล้วก็จะสามารถกลับเข้ามาได้อย่างสง่างาม”นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้สัมภาษณ์หลังเซ็นคำสั่ง
ฟังคำอธิบายจาก “นายกฯ นิด” ก็เป็นอันว่า ทั้ง 2 คนคือ “บิ๊กต่อกับบิ๊กโจ๊ก” จะพ้นจากอำนาจหน้าที่ในสำนักงานตำรวจแห่งชาติอย่างน้อยเป็นเวลา 60 วัน
แต่ที่เป็นตลกร้ายชนิดขำไม่ออกก็คือ ทั้งคู่รู้อยู่แก่ใจแล้วว่า นายกฯ นิดจะมีคำสั่งเด้ง แต่ก็ยังคง “เล่นลิเก” จับมือกันแถลงข่าวราวกับไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรมาก่อน
ถ้าใช้ศัพท์สมัยใหม่ก็ต้องบอกว่า “นี่มันต่อโจ๊กการละคร” ชัดๆ
เด้งคู่แต่ผู้แพ้ตัวจริงคือ “บิ๊กโจ๊ก”
กระนั้นก็ดี แม้ภาพจะดูเสมือนว่า เหตุการณ์น่าจะยุติลงด้วยความพ่ายแพ้ของทั้งสองคน แต่เอาเข้าจริง เส้นเรื่องก็ไม่ได้เป็นไปอย่างที่สังคม “เข้าใจไปเอง” เสมอไป เพราะว่ากันตามตรงก็ต้องบอกว่า “บิ๊กต่อ” มิได้ต้องการเล่นงาน “บิ๊กโจ๊ก” ชนิดผีไม่เผาเงาไม่เหยียบ หากแต่ถูกลากเข้ามาเกี่ยวข้องจากการดิ้นสุดกำลังของ “บิ๊กโจ๊ก” เพื่อหวังผลในคดี และรักษาเส้นทางในการคว้าเก้าอี้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติคนใหม่เอาไว้
ดังนั้น หลายคนจึงตีความว่า “การเด้งคู่” น่าจะเป็นคุณกับ “บิ๊กต่อ” มากกว่า เพราะทำให้ “บิ๊กโจ๊ก” ไม่สามารถจับ “คนที่คุณก็รู้ว่าใคร” เป็นตัวประกันจนทำให้กระบวนการยุติธรรมไม่สามารถเดินหน้าอย่างที่ควรจะเป็น ขณะเดียวกันการถูกย้ายออกจาก สตช.ก็ทำให้ “บิ๊กโจ๊ก” ไม่สามารถ “ก้าวก่าย” หรือ “ล็อบบี้” ในคดีความต่างๆ ได้
หรือจะใช้คำว่า “เด้ง” หรือ “แขวน” เพื่อ “ตัดอำนาจ” ไม่ให้ใช้อิทธิฤทธิ์ในฐานะรองผู้บัญชาการการตำรวจแห่งชาติ ก็คงไม่เกินเลยไปจากความเป็นจริงเท่าใดนัก เพราะที่ผ่านมาก็เห็นๆ กันอยู่ว่าฤทธิ์ของ “เทพโจ๊ก” นั้นไม่ธรรมดา ขนาด “อัยการ” ที่ถูกส่งมาให้ทำคดีก็ยังถูก “ลูกน้อง” ข่มขู่ จนสำนักงานอัยการสูงสุดต้องทำจดหมายไปถึงสำนักงานตำรวจแห่งชาติเพื่อให้จัดการมาแล้ว ประสาอะไรกับ “ตำรวจ” ที่ต้องปฏิบัติตามคำสั่งผู้บังคับบัญชา ทั้งที่เต็มใจและถูกลากเข้ามาในเกมโดยไม่อาจบ่ายเบี่ยง จนกระบวนการยุติธรรมไม่สามารถเดินหน้าได้
“ตอนนี้กระบวนการยุติธรรมเดินหน้าแล้ว อย่าให้มีการก้าวก่าย ล็อบบี้ดีกว่า”นายกฯ นิดให้สัมภาษณ์ถึงเหตุผลในการสั่งพักราชการ ซึ่งแม้ไม่ได้เอ่ยถึงใครแบบจำเพาะเจาะจง แต่ก็คงสามารถคาดเดากันได้ไม่ยาก
ส่วน “บิ๊กต่อ” ก็คงจะสบายใจหรือโล่งอกโล่งใจไม่น้อยที่ถูกเด้ง เพราะที่ศาลออก “หมายเรียก” ก็ย่อมหมายความว่า มีหลักฐานแวดล้อมเพียงพอที่จะดำเนินคดี ในฐานะที่เป็นนายใหญ่ตำรวจจะทำเป็นนิ่งเฉยเลยผ่านก็ไม่ได้ แต่เมื่อเดินหน้าเต็มกำลังก็เจออิทธิฤทธิ์ของเทพโจ๊ก
ทั้งนี้ ว่ากันตามตรง “บิ๊กต่อ” น่าจะเป็นคนที่ไม่อยากมีปัญหากับ “บิ๊กโจ๊ก” มากที่สุดเพราะ “มือหนัก” พอกัน
และว่ากันตามตรง การได้เป็น “ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ” ก็น่าจะเป็นขั้นสุดของเขาแล้ว ด้วยถนนทุกสายก็มุ่งตรงเข้าหาตามธรรมชาติอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องออกแรงไปปะทะกับ “พี่โจ๊ก” ให้เปลืองตัวประการใด ดังที่เขาให้สัมภาษณ์หลังปรากฏข่าวว่าถูกเด้งออกมาว่า “ผมได้เป็น ผบ.ตร.คนที่ 14 แล้ว หากผมบริหารงานไม่ผ่านก็ต้องพิจารณาตัวเอง ผมไม่ได้เป็นทุกข์อะไร ไม่ท้อไม่หวั่นไหว จะให้ผมไปอยู่จนปลดเกษียณที่ไหนก็ทำงานได้ ท้ายสุดต้องฝากไปยังผู้ใต้บังคับบัญชาว่าหน้าที่ของท่านคือการบำบัดทุกข์บำรุงสุขของประชาชน งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา ถึงเวลาก็ต้องไป และทุกอย่างนี้ก็ไม่ใช่ของตัวเอง”
ถอดรหัสจากถ้อยความดังกล่าว ก็คงจะพอรับรู้อารมณ์ความรู้สึกของผู้ที่ได้ฉายาว่า “มือปราบธรรมะ” เป็นอย่างดีว่า “ทำใจ” และ “ปลง” ได้แค่ไหน
อย่างไรก็ดี ประเด็นสำคัญอยู่ตรงที่ว่า ทั้งสองคนจะถูก “เด้งสั้น” หรือ “เด้งยาว”
ถ้าเด้งยาว “บิ๊กต่อ” ก็จะปิดฉากชีวิตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติด้วยความไม่สง่างาม เพราะนับตั้งแต่เข้ามาเป็นนายใหญ่กรมปทุมวันแบบ FAST TRACK ตลอดระยะเวลาเกือบ 1 ปีบนเก้าอี้ตัวนี้ก็เต็มไปด้วยความขมขื่น มีเรื่องให้ต้องตามล้างตามเช็ดมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งโอกาสที่จะ “เด้งยาว” จนถึงเกษียณอายุราชการมีอยู่สูงดังคำให้สัมภาษณ์ของ “บิ๊กต่อ” ข้างต้นซึ่งเจ้าตัวได้ออกตัวล่วงหน้าเอาไว้เป็นที่เรียบร้อย แถมยังหมดโอกาสที่จะจัดโผตำรวจในช่วงเวลาที่เหลืออีกต่างหาก
ขณะที่ “บิ๊กโจ๊ก” ก็คงไม่แคล้วพลาดเก้าอี้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติคนต่อไปอย่างที่วาดฝันไว้ เพราะมีแนวโน้มที่จะนั่งอยู่ที่สำนักนายกรัฐมนตรียาวไป ซึ่งหลังจากถูกเด้ง “บิ๊กโจ๊ก” ได้โพสต์ภาพตัวเองที่กำลังยิ้มแย้มลงในเฟซบุ๊ก 'สุรเชษฐ์ หักพาล' พร้อมกับข้อความระบุว่า “ผมพร้อมก้าวไปข้างหน้ากับพี่ๆ น้องๆ ตำรวจทุกนาย ในการทำงานแก้ไขปัญหาให้กับประชาชน พร้อมขับเคลื่อนประเทศกันต่อไปครับ” ซึ่งก็สะท้อนให้เห็นว่า เขายังไม่หยุด เพราะว่ามีเดิมพันสูงแช่นกันด้วยมีอายุราชการเหลืออีกกว่า 7 ปี ไหนจะลูกน้องที่คง “แป้ก” ตามลูกพี่ไปด้วย
อย่างไรก็ตาม สังคมก็ยังคงเฝ้าจับตาอย่างใจจดใจจ่อว่า คดีความของ “บิ๊กโจ๊ก” นั้น จะดำเนินไปอย่างไร เพราะเห็นได้ชัดว่า ที่ผ่านมาเขา “พร้อมปะทะ” และใช้แง่มุมทางกฎหมายมาต่อสู้ในทุกวิถีทาง
อย่างน้อยๆ คณะกรรมการที่ “นายกฯ นิด” ลงนามให้ทำหน้าที่แสวงหาข้อเท็จจริง โดยกำหนดกรอบเวลาเอาไว้ 60 วัน ซึ่งประกอบด้วย “นายฉัตรชัย พรหมเลิศ อดีตปลัดกระทรวงมหาดไทย นายชาติพงษ์ จีระพันธุ อดีตรองอัยการสูงสุด และพล.ต.อ.วินัย ทองสอง อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจเเห่งชาติ” ก็น่าจะมีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันบ้าง
“ไม่มีมวยล้มต้มคนดู...ใครทำผิด ต้องได้รับผิด ใครทำถูกก็ต้องได้รับความบริสุทธิ์ ใครทำกรรมดีก็ต้องได้รับกรรมดี ใครทำชั่วก็ต้องได้รับความชั่ว จะไม่มีการกลั่นแกล้งใส่ร้ายรังแกหรือช่วยเหลือผู้ใด”พล.ต.อ.วินัยกล่าวและบอกด้วยว่า “ผลการพิจารณาจะสรุปและส่งให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้พิจารณา ว่าจะส่งให้หน่วยใดเป็นผู้รับผิดชอบ ส่วนของคดีความที่อยู่ในขั้นของ ป.ป.ช หรือคดีทางอาญาก็ดำเนินควบคู่กันไป”
ส่วนการ “เด้งสั้น” นั้น ดูทรงแล้ว โอกาสที่หวยจะออกหน้านี้มีเปอร์เซ็นต์น้อยถึงน้อยที่สุด ยิ่งฟังคำให้สัมภาษณ์ของนายกฯ นิดและ พล.ต.อ.วินัยแล้ว ก็ยิ่งชัดว่า น่าจะลากยาวพอสมควร
แน่นอน ศึกนี้ยังไม่จบง่ายๆ ด้วยการถูกเด้ง เพราะมีความลึกล้ำ และเป็นเพียงส่วนหนึ่งของศึกใหญ่กว่านั้น ซึ่งก็คงต้องติดตามกันต่อไปว่า มีดที่เหน็บเอาไว้ที่เอวจะถูกหยิบออกมาใช้เมื่อไหร่เท่านั้น แม้ระดับหัวจะถูก “ดอง” ไปแล้วก็ตาม เพียงแต่ในช่วงนี้คงต้องเล่นละครรักต่อกันไปพลางก่อน
ส่วนใครจะเป็น “ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติคนใหม่” คงต้องติดตามกันต่อไปว่า หวยจะออกมาอย่างไร เพราะไม่แน่นักว่า บรรดาตัวเต็งที่นั่งเก้าอี้รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติอยู่ในเวลานี้ อาจไปไม่ถึงฝั่งฝันสักคน ด้วยมี “ตาอยู่” ที่ว่ากันว่า “ทำเนียบจันทร์ส่องหล้า” มีการ “วางตัว” และพร้อมจะสอดแทรกเข้ามาในอีกไม่ช้า
เอาเป็นว่า เห็นรายชื่อ “3 กรรมการ” ที่ตั้งมาตรวจสอบ “บิ๊กโจ๊ก-บิ๊กต่อ” แล้ว ก็ต้องร้องอ๋อชนิดที่ไม่ต้อสืบสาแหรกเลยว่า ใครเป็นคนเลือก
ดังนั้น เก้าอี้ ผบ.ตร.คนใหม่คงไม่แตกต่างกัน


