xs
xsm
sm
md
lg

ผู้จัดการสุดสัปดาห์

x

วิกฤตจริง! GDP โตต่ำ หนี้ครัวเรือนฝีแตกเข้าสู่โซน “อันตราย” ค่าครองชีพพุ่ง รถ-บ้านถูกยึดระนาว

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - คงไม่ต้องถกเถียงกันให้มากความว่าเศรษฐกิจวิกฤตจริงหรือไม่จริง เพราะตอนนี้ทั้งคลังและสภาพัฒน์ชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่าเศรษฐกิจไทยขยายตัวต่ำเป้า จัดอยู่ในโซน  “เสี่ยงถดถอย”  และถึงเวลาแล้วที่แบงก์ชาติจะต้องพิจารณาเรื่องการลดดอกเบี้ยนโยบายอย่างจริงจัง สอดคล้องกับความต้องการของ  นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งอยากให้มีการลดดอกเบี้ยลงเพื่อแบ่งเบาภาระประชาชน และเดินหน้าแจกดิจิทัล วอลเลต เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจให้เร็วที่สุด

พิษดอกเบี้ยสูงยังคล้ายไฟป่าเผาผลาญประชาชนรากหญ้า ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็ก หรือ SME ที่เป็นเศรษฐกิจฐานรากล้มตายระเนระนาด คนตัวเล็กตัวน้อยแบกดอกเบี้ยไม่ไหว ทั้งบ้านทั้งรถถูกยึด ตัวเลขหนี้ครัวเรือนพุ่งไม่หยุดและเข้าสู่โซน “อันตราย” 

 เศรษฐกิจโตต่ำเป้าตามคาด 
 นายกฯ วอน กนง.เร่งประชุมเคาะลดดอกเบี้ย 

 นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ แถลงเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมาว่า เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 4/2566 ขยายตัว 1.7% เป็นการขยายตัวต่อเนื่องจาก ไตรมาส 3/66 ที่ขยายตัว 1.4% ในโดยมีปัจจัยหลักมาจากการส่งออกสินค้าและบริการเร่งขึ้น การอุปโภคบริโภคของครัวเรือนยังขยายตัว

ขณะที่การใช้จ่ายรัฐบาลลดลง เป็นผลจากรายจ่ายค่าซื้อสินค้าและบริการในระบบตลาด และการใช้จ่ายด้านสาธารณสุขที่เกี่ยวข้องกับโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ลดลง ประกอบกับการลงทุนรวมลดลง ส่งผลให้ในภาพรวมเศรษฐกิจไทยปี 2566 ขยายตัวได้เพียง 1.9% ซึ่งต่ำกว่าที่สภาพัฒน์เคยประมาณการไว้ก่อนหน้านี้เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2566 ว่าจะขยายตัวได้ 2.5%

ด้านการผลิต ขยายตัวร้อยละ 1.7 จากภาคนอกเกษตรที่ขยายตัวร้อยละ 2.0 เป็นผลจากภาคบริการที่ขยายตัวร้อยละ 3.9 ปัจจัยสนับสนุนมาจากการท่องเที่ยวเป็นสำคัญ ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมลดลงร้อยละ 1.5 เป็นผลจากการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมลดลง ภาคเกษตรลดลงร้อยละ 0.8 จากการขยายตัวร้อยละ 1.1 ในไตรมาสที่ 3/2566 ตามการลดลงของผลผลิตพืชผลเกษตรที่สำคัญ เช่น ข้าวเปลือก ยางพารา ปาล์มน้ำมัน อ้อย เป็นต้น

ส่วนการลงทุนภาครัฐในไตรมาส 4/66 ลดลงถึง 20.1% โดยลดลงมากเมื่อเทียบกับไตรมาส 3/66 ที่ลดลง 3.4% ปัจจัยหลักมาจากความล่าช้าในการประกาศใช้ พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2567 ขณะที่การลงทุนของรัฐวิสาหกิจขยายตัว 7% เร่งขึ้นจากในไตรมาส 3/66 ที่ลดลง 3.3% ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนขยายตัวได้ 5% ซึ่งเป็นการขยายตัวทั้งด้านการก่อสร้าง และด้านเครื่องมือเครื่องจักร

การใช้จ่ายภาครัฐ ในไตรมาส 4/66 มีการเบิกจ่ายงบประมาณรายจ่าย ประจำปี 2566 ไปพลางก่อน จำนวน 910,163 ล้านบาท ลดลง 7.3% เบิกจ่ายงบเหลื่อมปี 53,621 ล้านบาท ลดลง 9% และการเบิกจ่ายจากเงินกู้ตาม พ.ร.ก.กู้เงินเพื่อเยียวยาและฟื้นฟูเศรษฐกิจจากสถานการณ์โควิด-19 จำนวน 188 ล้านบาท รวมยอดเบิกจ่ายในไตรมาส 4/66 ทั้งสิ้น 9.63 แสนล้านบาท

สำหรับการบริโภคภาคเอกชนขยายตัว 7.4% ชะลอลงจาก 7.9% ในไตรมาส 3/66 ปัจจัยสำคัญมาจากกิจกรรมที่มีความเกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยวชะลอตัวตามจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ชะลอลง อย่างไรก็ดี ไตรมาสนี้มีปัจจัยสนับสนุนกำลังซื้อของครัวเรือน คือ อัตราเงินเฟ้อที่ปรับตัวลดลงเมื่อเทียบกับไตรมาส 3/66 ส่วนหนึ่งเป็นผลจากมาตรการภาครัฐที่ช่วยลดค่าครองชีพให้ภาคครัวเรือน

ด้านการส่งออกสินค้าขยายตัวได้ 3.4% ในไตรมาส 4/66 ปัจจัยสำคัญมาจากการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมที่ขยายตัวตามการส่งออกสินค้ากลุ่มอุปกรณ์สื่อสารโทรคมนาคม ชิ้นส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้า ผลิตภัณฑ์โลหะ ชิ้นส่วนยานยนต์ และผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม ขณะที่การส่งออกสินค้าเกษตรขยายตัวได้จากการส่งออกข้าวที่ขยายตัวต่อเนื่อง โดยในปี 2566 สามารถส่งออกข้าวได้รวมทั้งสิ้น 8.8 ล้านตัน

เลขาธิการสภาพัฒน์ คาดว่าเศรษฐกิจไทยปี 2567 จะขยายตัวในช่วงร้อยละ 2.2-3.2 (ค่ากลางการประมาณการที่ร้อยละ 2.7) จากเดิมคาดว่าจะขยายตัว 2.7-3.7% ซึ่งตัวเลขนี้ยังไม่รวมผลของมาตรการดิจิทัลวอลเลต โดยมีปัจจัยสนับสนุนสำคัญจากการขยายตัวของการส่งออกตามการฟื้นตัวของการค้าโลก และการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องของภาคการท่องเที่ยว โดยคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวเข้ามามากขึ้นประมาณ 35 ล้านคน จะมีรายรับจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ 1.22 ล้านล้านบาท รวมถึงการขยายตัวในเกณฑ์ดีของการอุปโภคบริโภคและการลงทุนภาคเอกชน แต่ยังมีความเสี่ยงจากงบประมาณปี 2567 ที่ยังล่าช้า รวมทั้งสัดส่วนหนี้ครัวเรือนและภาคธุรกิจยังสูง

สำหรับปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตาม คือการลดลงของแรงขับเคลื่อนทางการคลัง, ภาระหนี้สินครัวเรือนและภาคธุรกิจที่อยู่ในระดับสูง และการเพิ่มขึ้นของภาระดอกเบี้ย, ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อผลผลิตทางการเกษตร, ความเสี่ยงจากความผันผวนของระบบเศรษฐกิจและการเงินโลก

 “ส่วนการลดดอกเบี้ยคงต้องดูให้เกิดประโยชน์ของทุกภาคส่วนทั้งภาคธุรกิจ โดยเฉพาะ SMEs และภาคครัวเรือน ทั้งหมดคงต้องอยู่กับการพิจารณาของธนาคารแห่งประเทศไทย แต่มองว่าควรมีการพิจารณาแบบจริงจัง” เลขาธิการสภาพัฒน์ ให้ความเห็น 


ถ้อยแถลงเศรษฐกิจไทยของสภาพัฒน์ สอดรับกับกระทรวงการคลัง โดยก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 24 มกราคม 2567  นายพรชัย ฐีระเวช  ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง แถลงผลการประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2566 โดยคาดว่าจะขยายตัวที่ 1.8% (ช่วงคาดการณ์ที่ 1.6% ถึง 2.0%) ชะลอลงจากปี 2565 ที่ขยายร้อยละ 2.6 ซึ่งก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางว่าประเมินต่ำเพื่อให้ภาพเศรษฐกิจอยู่ในภาวะ “วิกฤต”  ให้เข้าเงื่อนไขการออกพ.ร.บ.เงินกู้ฯ เพื่อนำมาดำเนินโครงการแจกดิจิทัล วอลเลต หรือไม่?
สำหรับการออกมาให้ความเห็นเรื่องการลดดอกเบี้ยนโยบายของเลขาฯ สภาพัฒน์ ดังกล่าวข้างต้นที่ว่าแบงก์ชาติต้องพิจารณาอย่างจริงจัง จุดประเด็นให้นายกรัฐมนตรี ออกมาถามกลับว่า  “น่าจะพูดก่อนการประชุมกนง.อาทิตย์ที่แล้วนะครับ ไม่แน่ใจว่าจุดประสงค์ของพูดตอนนี้เพื่ออะไรหรือบอกว่าผมทำหน้าที่ของผมแล้ว ซึ่งจริงๆ แล้วควรจะทำตั้งแต่ก่อนหน้านี้?” 

หลังจากนั้น นายเศรษฐา ทวีสิน ยังโพสต์ข้อความผ่าน X (ทวิตเตอร์) เรียกร้องคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เรียกประชุมเป็นการเร่งด่วน เพื่อพิจารณาการลดดอกเบี้ย โดยไม่ต้องคอยถึงการประชุมอย่างเป็นทางการครั้งถัดไปที่จะมีขึ้นในวันที่ 10 เมษายน 2567 ตามกำหนด

 “ ก็อยากจะรบกวน วิงวอน อ้อนวอน หรือใช้คำอะไรก็ตามที อยากให้พิจารณาอีกทีแล้วกัน” นายกฯ เศรษฐาว่าไว้พร้อมบอกว่า “ผมอยากฝากข้อคิดว่า ความเป็นอิสระ ไม่ได้หมายความว่าจะไม่คำนึงถึงชีวิตความเป็นอยู่หรือความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน.” 

ขณะที่เลขาธิการสภาพัฒน์ ออกมาพูดอีกครั้งถึงเรื่องการลดดอกเบี้ยนโยบายว่าตัวเลขเศรษฐกิจที่ออกมาค่อนข้างต่ำกว่าที่คาดไว้ และเห็นตัวเลขหนี้ที่ค้างชำระระหว่าง 1 - 3 เดือน (SML) หนี้เสีย (NPL) เลยคิดว่าน่าจะต้องคุยกับ ธปท.จริงจัง ไม่ได้ถูกกดดันจากนายกรัฐมนตรีให้ออกมาพูดเรื่องการลดอัตราดอกเบี้ย แต่เมื่อเห็นตัวเลขที่ออกมาก็อยากให้พิจารณาดูเรื่องมาตรการทางเงินจะทำอย่างไร เนื่องจากปัญหาหนี้ครัวเรือนเป็นเรื่องสำคัญ

 เสี่ยงถดถอย – ลงทุนภาครัฐหดตัวแรง 

สำหรับการแถลงตัวเลขจีดีพีของสภาพัฒน์ ดังกล่าวข้างต้น  นายพงศ์นคร โภชากรณ์  ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านเศรษฐกิจมหภาค ที่ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง โพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก “Tone Pongnakorn Pochakorn” ตั้งข้อสังเกต 5 ประเด็นน่าสนใจ GDP Q4/66

 ประเด็นแรก เสี่ยงถดถอยครึ่งตัว  : ไตรมาส 4 GDP ขยายตัว 1.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน มองเผิน ๆ ดีกว่าไตรมาส 3 ที่ขยายตัว 1.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่เดี๋ยวก่อน !!! ถ้าดูไตรมาส 4 เทียบกับไตรมาส 3 แล้วขจัดผลทางฤดูกาลออก จะพบว่า ติดลบ -0.6% แปลว่า อาจเราเข้าเกณฑ์เศรษฐกิจถดถอยทางเทคนิค (Technical Recession) ไปแล้วครึ่งตัว ตามลุ้นต่อไตรมาส 1/67 สรุปทั้งปี 66 GDP ขยายตัว 1.9% ชะลอลงจากปี 65 ที่ขยายตัว 2.5%

 ประเด็นที่สอง บริโภคดีเพราะท่องเที่ยว  : การบริโภคภาคเอกชนยังคงเป็นเดอะแบกเศรษฐกิจไตรมาส 4 ขยายตัว 7.4% แต่พอไปดูไส้พบว่า หลัก ๆ มาตากการใช้จ่ายด้านร้านอาหารที่พักแรมที่ขยายตัวถึง 35.4% ตัวนี้น้ำหนักสูงเกือบ 20% ของการบริโภคภาคเอกชน ถ้าการท่องเที่ยวกลับสู่ Normal trend แรงส่งนี้จะแผ่วลง

 ประเด็นที่สาม ลงทุนรัฐหดแรงจากงบล่าช้า  : การลงทุนรวมไตรมาส 4 หดตัว -0.4% เกิดจากการลงทุนภาครัฐที่หดตัว -20.1% แต่เอกชนขยายตัว 5.0% อันนี้เข้าใจได้ว่าเป็นเพราะงบประมาณล่าช้า แต่ถ้าดูเทียบกับไตรมาสก่อนแล้วขจัดผลทางฤดูกาลออก จะพบว่าลดลงทั้งการลงทุนภาครัฐและเอกชน โดยเฉพาะภาครัฐถดถอยทั้งการก่อสร้างและเครื่องมือเครื่องจักร

 ประเด็นที่สี่ การผลิตสินค้าถดถอย ติดลบนาน  : การผลิตสินค้าอุตสาหกรรมหดตัวยาวนานถึง 5 ไตรมาส ไตรมาส 4 ดันมาหดตัว -2.4% ตัวนี้เข้าเกณฑ์ถดถอยทางเทคนิคไปแล้วเรียบร้อย 3 ไตรมาสติด สถานการณ์นี้น่ากังวลเพราะตัวนี้มีน้ำหนักสูงถึง 26% ของ GDP หรือว่าอุตสาหกรรมเรากำลังแย่ ไร้ศักยภาพ ขีดความสามารถในการแข่งขันลดลง จึงไม่เกิดการผลิต นี่คือปัญหาเศรษฐกิจด้านอุปทานที่เรากำลังเผชิญ

 และประเด็นที่ห้า ท่องเที่ยวกำลังกลับสู่ Normal trend แรงขับเคลื่อนจะลดลง 
: เรื่องท่องเที่ยว ดูได้ 2 ทาง ทางแรกคือการส่งออกบริการ ไตรมาส 4 ขยายตัวได้ 14.7% สูงแต่แผ่วลงมาจาก 30.6% ในไตรมาสก่อนหน้า อีกทางคือที่พักแรมและร้านอาหาร ไตรมาส 4 ขยายตัวได้ 10% นี่ก็แผ่วลงมาจาก 15% ในไตรมาสก่อนหน้า สะท้อนว่า อีกเดี๋ยวการท่องเที่ยวจะกลับเข้าสู่ Normal trend แล้ว แปลว่า แรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่านการ่องเที่ยวและการบริโภคที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวจะอ่อนแรงลง

จากนี้ ต้องตามลุ้นต่อกับเศรษฐกิจไตรมาส 1/67 จะรอดจากเศรษฐกิจถดถอยหรือไม่ !!!

 หนี้ครัวเรือนพุ่งสู่โซนอันตราย 
 แบกหนี้อ่วม หากินลำบาก ลากจูงสู่ปัญหาอาชญากรรม 


ไม่เพียงแต่ตัวเลขอันน่าตระหนกตกใจจากสภาพัฒน์เท่านั้น หากยังมีข้อมูลจาก  “เครดิตบูโร” ที่สะท้อนว่าปัญหาหนี้ครัวเรือนยังหนักหน่วงและมองไม่เห็นแสงสว่างปลายอุโมงค์ แม้รัฐบาลจะดำเนินการทุกทางแล้วก็ตาม ดังจะเห็นได้จากข้อมูลที่ นายสุรพล โอภาสเสถียร ผู้จัดการใหญ่ เครดิตบูโร โพสต์เฟซบุ๊ก ฉายภาพหนี้ครัวเรือนไทย ที่วันนี้ในระบบอยู่ที่ 16.2 ล้านล้านบาท หรือ ราว 91% ต่อจีดีพี พร้อมถามว่า “อันตรายหรือยัง? เพราะถ้าหากเทียบกับนานาประเทศ ถ้าเกิน 80% ต่อจีดีพีถือว่าเป็นระดับที่อันตรายแล้ว 

ทั้งนี้ หากแยกดูเฉพาะสินเชื่อที่อยู่บนฐานข้อมูลของ “เครดิตบูโร” ที่มีสินเชื่อรวมที่ 13.7 ล้านล้านบาท มี 3 ก้อนที่น่าเป็นห่วง คือ หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ , สินเชื่อค้างชำระแต่ไม่เกิน 90 วัน ที่เรียกว่า SM และสินเชื่อที่อยู่ระหว่างการปรับโครงสร้าง (TDR) ที่ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งวันนี้หนี้เสียกลับมาทะลุ 1.05 ล้านล้านบาท ณ สิ้นปี 2566 ที่ 28%

 ที่น่าห่วงที่สุดในมุมของเครดิตบูโร คือ สินเชื่อรถ และสินเชื่อบ้าน ที่วันนี้สินเชื่อรถเข้ามาสู่ช่วง “ฝีแตก” มีคนจำนวนมากผ่อนรถไม่ไหว และปล่อยให้รถถูกยึด ทำให้วันนี้มีรถเข้าสู่ตลาดประมูลถึง 2 แสนคัน แม้จะไม่สูงเท่ากับตอนที่มีนโยบายรถคันแรกที่มีรถถูกยึด และเข้าสู่การประมูลถึง 3 แสนคัน แต่รถยึดระดับ 2 แสนคันถือว่าไม่น้อย

อีกก้อนที่น่าห่วงไม่แพ้กัน และความเป็นห่วงเริ่มมากขึ้น นั่นคือ สินเชื่อบ้าน ที่มีพอร์ตหนี้เสียถึง 1.8 แสนล้านบาท เติบโตถึง 7% แปลว่า มีบ้านที่กำลังจะถูกยึดถึง 1.8 แสนหลัง ในระยะข้างหน้า หากไม่สามารถแก้ปัญหาในการชำระหนี้ได้ 


นายสุรพลยังโพสต์เล่าชะตากรรมของลูกหนี้ในวันนี้ด้วยว่า ถ้ามองว่าหนี้ครัวเรือนเป็นปัญหาเศรษฐกิจมิติเดียว มันก็จะขาดความเมตตาเพราะเต็มไปด้วยสูตรและสมการที่ลืมไปว่ากำลังพูดถึงสิ่งมีชีวิตหน่วยเล็กที่สุดในสังคมคือ  “คน คือครัวเรือน คือครอบครัวคนไทยเรา” ค่าเฉลี่ย เส้นกราฟ สัญลักษณ์ต่างๆ ล้วนคำนวณมาจากสิ่งที่มีชีวิต เหตุใดจึงไม่พยายามอย่างสุดกำลังทุ่มเททรัพยากรไปช่วยหน่วยเล็กๆ เหล่านั้นที่กำลังปวดแสบปวดร้อนกับพิษของดอกเบี้ย

สำหรับคนมีรายได้สูงเจอพิษดอกเบี้ยสามารถหาบัวหิมะราคาเป็นหมื่นมาทาแล้วก็ออกไปกินโอมากาเสะ 10 คำแสนอร่อยได้ แต่คนรายได้ต่ำกว่า 15,000, 15,000-30,000, หรือแม้แต่ 30,000-50,000 ตามตัวเลขสำรวจของ SCB-EIC ก็บอก อยู่แล้วว่า เอาค่าใช้จ่ายบวกเงินที่ต้องจ่ายหนี้มารวมกันเทียบกับรายได้มันก็เกิน 100% เขาเหล่านั้นได้แต่หาว่านหางจระเข้มาลอกเปลือกทาพิษร้อนของดอกเบี้ยหน้างานเพิ่มตามมีตามเกิด

 “มีบางท่านบอกว่า ดอกเบี้ยขึ้น ค่างวดเข้าต้นน้อย ก็ไปหาเงินมาโปะสิ มันก็เหมือนการพูดว่า ไม่มีขนมปังกินก็กินเค้กแทนก็ได้ ที่สุดคือการลุกฮือจากคำพูดแบบไม่คิด.. ท่านที่พูดท่านอยู่ในฐานะอะไร

“เราเห็นข้อมูลจากการร่วมทำงานแก้ไขปัญหาหนี้สินของประชาชน มีเจ้าหนี้สถาบันการเงินชนะคดีต่อลูกหนี้ 1 ล้านคดี ถือคำบังคับคดีแต่ยังไม่ดำเนินการคิดเป็นทุนทรัพย์ 15 ล้านล้านบาท คิดง่าย ๆ ถ้าการประนอมหนี้ที่ผ่านมาเป็นเขื่อนความเมตตา เห็นใจกัน ตัวเลขมันจะมาขนาดนี้มั้ย มันมีขนาดพอ ๆ กับหนี้ครัวเรือนไทยที่ 16.2ล้านล้านบาท พอ ๆ กับขนาดของ GDP ไทยที่ระดับ 17-18 ล้านล้านบาทนะครับ ประนอมทิพย์ ช่วยประคองแบบทิพย์กันหรือเปล่า..”  


ผู้จัดการใหญ่ เครดิตบูโร แสดงความเป็นห่วงว่า ปัญหาเรื่องนี้จะไปอยู่ในรายงานภาวะสังคมของสภาพัฒน์ที่จะแถลงหลังจากรายงานเกี่ยวกับ GDP เพราะมันเป็นเรื่องของสังคม มันจะลากจูงไปสู่ปัญหาอาชญากรรมเพราะบีบกดให้คนเป็นหนี้ไม่มีทางออกจนต้องหาเงินด้วยการทำผิดกฎหมาย เราจะมีคนยอมลัก วิ่ง ชิง ปล้นเพิ่มมากหรือไม่ เราจะมีคนเดินยาหน้าใหม่เพิ่มหรือไม่ เราจะมีคนทั้งชายและหญิงหน้าใหม่ เฉพาะกิจเข้าสู่อุตสาหกรรมทางเพศแบบจำใจหรือไม่ เพื่อนำเงินมาจ่ายค่าผ่อนรถยนต์, ค่าผ่อนบ้าน คอนโด

“ใครไม่กังวล ผมกังวล เพราะผมต้องอยู่อาศัยในสังคมนี้ สังคมที่ให้โอกาสผม จนเป็นผู้เป็นคนในเวลานี้ จากการเป็นนักเรียนบ้านนอก อ.พาน จ.เชียงราย ผมมีแต่ข้อมูล ข้อเท็จจริง ข้อมูลไม่โกหกใคร เว้นแต่ใจเราจะโกหกตัวเอง เรากล้าที่จะมองหน้าคนที่ไม่ยอมรับความจริงเวลาที่เรายืนอยู่หน้ากระจก เพราะเราเอาแต่ภาวนาว่าอีกไม่กี่เดือนเราก็จะเกษียณแล้ว รักษาเนื้อรักษาตัว ไม่ทำอะไรดีกว่า พอแระ เอาเท่านี้ เดี๋ยวเสี่ยงเกินไป ลูกพี่คิดอย่างนั้นจริงมั้ย พอลูกพี่คิดแบบนั้น ลูกน้องก็ว่าตามสิครับ ในองค์กรตามบทความของอดีตผู้ว่าการธนาคารกลางเขียนไว้เรื่องการบริหารแบบลูกพี่กับการบริหารแบบผู้นำวงดนตรี ….”

 ค่าครองชีพพุ่ง กำลังซื้อหด 

ดีดีพร็อพเพอร์ตี้ เว็บไซต์มาร์เก็ตเพลสด้านอสังหาริมทรัพย์ ได้เผยภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ยังต้องเผชิญความท้าทายอย่างต่อเนื่อง ทั้งจากภาวะเศรษฐกิจที่ไม่ฟื้นตัวตามที่คาด อัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับสูง ค่าครองชีพเพิ่มขึ้น ส่งผลต่อเนื่องไปถึงภาวะหนี้ครัวเรือนและกระทบต่อกำลังซื้อของผู้บริโภคอย่างเลี่ยงไม่ได้ ผู้บริโภคชะลอแผนซื้อบ้านออกไปก่อน ทำให้ภาพรวมความต้องการซื้อทั่วประเทศในไตรมาสล่าสุดลดลง 14% และลดลงทุกประเภทที่อยู่อาศัย สวนทางภาพรวมราคาที่อยู่อาศัยทั่วประเทศที่ปรับขึ้นตามต้นทุนการก่อสร้างที่เพิ่มขึ้น กลายเป็นอุปสรรคต่อกลุ่มผู้ซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริง ที่มองหาที่อยู่อาศัยในราคาที่จับต้องได้

นอกจากนี้ยังพบว่าที่อยู่อาศัยราคา 1-3 ล้านบาท มีจำนวนมากที่สุดในตลาดด้วยสัดส่วน 30% ของจำนวนที่อยู่อาศัยทั้งหมดทั่วประเทศ สะท้อนให้เห็นว่าผู้บริโภคระดับล่าง ยังคงไม่มีกำลังซื้อเพียงพอที่จะดูดซับอุปทานเหล่านี้

สอดคล้องกับข้อมูลของเครดิตบูโรที่พบว่าหนี้เสียจากสินเชื่อบ้านเพิ่มสูงขึ้น ผู้ซื้อระดับล่างเริ่มผ่อนบ้านไม่ไหวจากปัญหาค่าครองชีพที่แพงขึ้น โดยประมาณ 60-70% ของหนี้ที่กำลังจะเสียของสินเชื่อที่อยู่อาศัยหรือประมาณ 1.2 แสนล้านบาท มีปัญหามาจากคนที่ผ่อนบ้านราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท ซึ่งเป็นกลุ่มผู้บริโภคที่มีรายได้น้อย-ปานกลาง

 นายวิทยา อภิรักษ์วิริยะ 
 ผู้จัดการทั่วไป Think of Living และ ดีดีพร็อพเพอร์ตี้ (ฝั่งดีเวลลอปเปอร์) กล่าวว่า หากมองภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ในปีนี้อาจไม่ได้สดใสเท่าใดนัก เนื่องจากยังมีปัจจัยท้าทายที่สืบเนื่องมาจากปีก่อนหน้า ทั้งสภาพเศรษฐกิจที่ยังคงฟื้นตัวไม่มากนัก อัตราดอกเบี้ยที่ทรงตัวอยู่ในระดับสูง รวมทั้งค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น และภาวะหนี้ครัวเรือนที่ยังคงสูง ปัจจัยเหล่านี้กำลังผลักให้กลุ่มผู้ซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริงต้องชะลอการซื้อบ้านออกไปก่อน

 ภาพรวมเศรษฐกิจที่สะท้อนออกมา นี่ไม่ใช่เวลาที่จะเอาชนะคะคานกัน แต่เป็นวิกฤตที่รัฐบาล สภาพัฒน์ แบงก์ชาติ ต้องเร่งหาทางแก้ไขปัญหาร่วมกัน อย่างที่ผู้จัดการใหญ่ เครดิตบูโร ให้ข้อคิด “บ้านเมืองคือผู้คน มีความรู้ กู้เงินได้ ขายของดี มีกำไร ใช้หนี้ทัน มันคือแค่นี้ที่คนเดินดิน อยู่บ้านเช่า กินข้าวกล่อง ต้องการครับ”