คนแคระบนบ่ายักษ์
ไชยันต์ ไชยพร
จากคำอธิบายของฝ่ายซ้าย เห็นว่า เบลเยี่ยมไม่เคยเป็นอิสระมาเลย ยกเว้นช่วงเวลาไม่กี่เดือนของปี ค.ศ. 1790 ข้อความดังกล่าวนี้ ถ้าตัด “ยกเว้นช่วงเวลาไม่กี่เดือนของปี ค.ศ. 1790” ออกไป คำอธิบายของฝ่ายขวากับฝ่ายซ้ายจะไม่แตกต่างกัน เพราะไม่มีฝ่ายใดๆในเบลเยี่ยมคิดว่า เบลเยี่ยมเคยมีช่วงที่เป็นอิสระเลย อะไรทำให้ฝ่ายซ้ายเห็นว่า มีช่วงเวลาในปี ค.ศ. 1790 ที่เบลเยี่ยมมีความเป็นอิสระ แต่ฝ่ายขวากลับไม่เห็นเช่นนั้น ?
ช่วงเวลาในปี ค.ศ. 1790 ที่ฝ่ายซ้ายเห็นว่า เบลเยี่ยมมีความเป็นอิสระคือ ช่วงระหว่างเดือนตุลาคม ค.ศ. 1789 ถึงธันวาคม ค.ศ. 1790 อันเป็นช่วงเวลาที่รู้จักกันในประวัติศาสตร์ยุโรปว่าเป็นช่วงเวลาแห่ง การปฏิวัติบราบันท์ (the Brabant Revolution) ที่มีการลุกฮือก่อความไม่สงบโดยการใช้อาวุธในพื้นที่ที่เรียกว่า เนเธอร์แลนด์ออสเตรีย (the Austrian Netherlands) ที่เป็นเบลเยี่ยมในปัจจุบัน
ถ้าพิจารณาช่วงเวลาที่เกิดการปฏิวัติบราบันท์ จะพบว่าเกิดในช่วงเวลาเดียวกันกับการปฏิวัติฝรั่งเศส ค.ศ. 1789 โดยมีสาเหตุจากการเกิดขบวนการต่อต้านนโยบายปฏิรูปของจักรพรรดิโจเซฟที่สองในช่วงทศวรรษ 1780
อย่างที่กล่าวไปข้างต้นว่าการปฏิวัติบราบันท์เกิดขึ้นในพื้นที่เนเธอร์แลนด์ออสเตรีย (the Austrian Netherlands) ที่อยู่ภายใต้อิทธิพลของจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ (the Holy Roman Empire) และหลังจากที่พระเจ้าโจเซฟที่สองได้รับเลือกให้เป็นจักรพรรดิแห่งจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ในปี ค.ศ. 1764 พระองค์มีนโยบายที่จะปฏิรูปดินแดนที่อยู่ภายใต้จักรวรรดิฯ เพื่อให้เกิดความทันสมัยในทางเศรษฐกิจ สังคมการเมืองและศาสนาตามองค์ความรู้แบบภูมิปัญญา (the Enlightenment) ที่พระองค์เชื่อ
ในการปฏิรูปดังกล่าว พระองค์ได้เริ่มต้นทำการปฏิรูปศาสนา โดยมีเป้าหมายที่ศาสนจักรคาทอลิก เพราะพระองค์เห็นว่า หากปล่อยให้วาติกันมีอิทธิพลต่อศาสนจักรในเนเธอร์แลนด์ออสเตรีย จะสร้างปัญหาในการปฏิรูปด้านอื่นๆ พระองค์ได้ทรงประกาศนโยบายอดทนอดกลั้นทางศาสนาขึ้น โดยนโยบายนี้เป็นที่รู้จักกันในนามของ the Edict of Tolerance ที่เริ่มขึ้นในปี ค.ศ. 1781-1782 สาระสำคัญของนโยบายนี้คือ เสรีภาพทางศาสนาสำหรับทุกศาสนา และการยกเลิกอภิสิทธิ์ของพวกคาทอลิก นอกจากนี้ พระองค์ยังประกาศนโยบายให้การแต่งงานเป็นการแต่งงานแบบสมัยใหม่ นั่นคือ เป็นเรื่องของการจดทะเบียนตามกฎหมายมากกว่าจะเป็นเรื่องของพิธีกรรมทางศาสนาอย่างที่เคยเป็นมา อีกทั้งยังปฏิรูปคำสอนทางศาสนาต่างๆให้มีความเป็นเสรีนิยมมากขึ้น
แม้ว่าผู้คนที่ไม่ใช่คาทอลิกจะสนับสนุนนโยบายปฏิรูปศาสนาของพระองค์ แต่ก็ไม่ได้ช่วยอะไรได้มากนัก เพราะคนส่วนใหญ่ในพื้นที่เป็นคาทอลิก คนที่ไม่ได้เป็นคาทอลิกมีจำนวนน้อยมาก พวกคาทอลิกนิกายต่างๆจึงรวมตัวกันต่อต้านพระองค์ และการรวมตัวกันของพวกคาทอลิกนิกายต่างๆนี้ก็ประกอบไปด้วยผู้คนหลายชนชั้น กล่าวได้ว่า นโยบายปฏิรูปศาสนาของพระองค์ทำให้คนชนชั้นต่างๆทั้งที่ร่ำรวยและยากจนรวมตัวกันต่อต้านพระองค์ได้
ขบวนการการต่อต้านพระเจ้าโจเซฟที่สองในเนเธอร์แลนด์ออสเตรียนำโดยชนชั้นคาทอลิกที่ร่ำรวยในเมืองบราบันท์และฟลามส์ (Brabant and Flanders)
การต่อต้านได้นำไปสู่การเกิดการจลาจลและความวุ่นวายในปี ค.ศ. 1787 กลุ่มคนที่ก่อการจำนวนมากได้เข้าไปลี้ภัยในพื้นที่ที่เป็นสาธารณรัฐดัตช์ (Dutch Republic) ในขณะนั้น และเริ่มจัดตั้งกองกำลังปฏิวัติขึ้น และเมื่อเกิดการปฏิวัติฝรั่งเศสในปี ค.ศ. 1789 กลุ่มกองกำลังดังกล่าวได้ยกพลกลับเข้าไปในเนเธอร์แลนด์ออสเตรียและสามารถเอาชนะกองกำลังของฝ่ายพระเจ้าโจเซฟที่สองได้ในเดือนตุลาคมปีเดียวกันนั้น และหลังจากสามารถควบคุมพื้นที่ได้ กลุ่มปฏิวัติก็ได้ประกาศให้เนเธอร์แลนด์ออสเตรียเป็นอิสระและสถาปนารัฐอิสระในนามของ “สหรัฐเบลเยี่ยม” (the United Belgian States) ขึ้นในปี ค.ศ. 1790 แม้ว่าปรัสเซียจะให้การยอมรับสหรัฐเบลเยี่ยมอยู่ในที แต่ไม่มีรัฐอื่นใดยอมรับการดำรงอยู่ของสหรัฐเบลเยี่ยม ทำให้สถานะของสหรัฐเบลเยี่ยมไม่มีเสถียรภาพมั่นคง อีกทั้งยังเกิดความขัดแย้งแตกแยกทางอุดมการณ์ความคิดในบรรดาคณะปฏิวัติด้วยกันเองอีกด้วย
การแตกแยกทางความคิดที่เกิดขึ้นในคณะปฏิวัติบราบันท์ก็เป็นความแตกแยกที่เกิดขึ้นในคณะปฏิวัติทั่วไปในรัฐต่างๆในโลก นั่นคือ ความขัดแย้งระหว่างพวกที่เรียกตัวเองว่า หัวก้าวหน้า กับพวกที่ถูกเรียกว่า อนุรักษ์ ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าว พวกหัวก้าวหน้าคือพวกหัวเสรีหรือพวกเสรีนิยม ที่ต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ส่วนพวกอนุรักษ์ก็ไม่ต่างจากพวกอนุรักษ์ทั่วไปคือมองว่าการเปลี่ยนแปลงของพวกเสรีนิยมในขณะนั้นเป็นการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วเกินไป แม้ว่าคณะปฏิวัติโดยรวมจะเป็นพวกคาทอลิก แต่พวกอนุรักษ์ให้ความสำคัญกับองค์กรศาสนาจักรมาก ในขณะที่พวกหัวก้าวหน้าจะให้ความสำคัญน้อยกว่า
พวกหัวก้าวหน้าเป็นที่รู้จักกันในนามของ กลุ่ม Vonckists ส่วนพวกอนุรักษ์รู้จักกันในนามของ the Statists สาเหตุที่พวกหัวก้าวหน้าถูกเรียกว่า Vonckists เพราะกลุ่มนี้มีผู้นำคือ Jan Frans Vonck คนที่อยู่ในกลุ่มนี้จึงถูกเรียกว่าเป็นพวกของ Jan Frans Vonck ถ้าเป็นกรณีของไทย ก็จะเรียกตามชื่อหน้า เช่น พวกปรีดี พวกพระยามโนฯ เป็นต้น
ส่วนพวกอนุรักษ์ แม้ว่าจะนำโดย Henri Van der Noot แต่ถูกเรียกว่า Statists หรือพวกรัฐ เพราะพวกอนุรักษ์เป็นฝ่ายที่สามารถกุมอำนาจรัฐไว้ได้ และส่งผลให้พวก Vonckists ต้องลี้ภัยออกไป
ต่อมาในช่วงกลางปี ค.ศ. 1790 หลังจากที่สงครามระหว่างออสเตรียกับจักรวรรดิออตโตมันได้สิ้นสุดลง ออสเตรียภายใต้การนำของพระเจ้าลีโอโปลที่สองผู้ซึ้งขึ้นมาเป็นจักรพรรดิต่อจากพระเจ้าโจเซฟที่สองที่สิ้นพระชนม์ลง ได้ยกทัพมาตีสหรัฐเบลเยี่ยม (เนเธอร์แลนด์ออสเตรีย) ได้สำเร็จ และนิรโทษกรรมให้พวกปฏิวัติ ซึ่งตอนนี้ได้เปลี่ยนสถานะมาเป็นพวกกบฏในเนเธอร์แลนด์ออสเตรียในเดือนธันวาคมปีเดียวกันนั้น
นักประวัติศาสตร์จำนวนหนึ่งมักจะเปรียบเทียบการปฏิวัติบราบันท์กับการปฏิวัติฝรั่งเศส ค.ศ. 1789 และเห็นว่า การปฏิวัติบราบันท์เป็นห้วงเวลาสำคัญที่จะนำไปสู่การก่อตัวของรัฐชาติเบลเลี่ยม และมีอิทธิพลต่อการปฏิวัติเบลเยี่ยมในปี ค.ศ. 1830
แต่ก็มีนักประวัติศาสตร์อีกกลุ่มหนึ่งที่มองว่า สหรัฐเบลเยี่ยม เป็นรัฐปฏิกิริยาที่ย้อนยุค เพราะรัฐบาลในช่วงเวลาสั้นๆของสหรัฐเบลเยี่ยมพยายามจะกลับไปใช้รูปแบบการปกครองโบราณในช่วงก่อนที่จะเกิดการปฏิรูปภูมิปัญญา (the Enlightenment Reforms) ของพระเจ้าโจเซฟที่สอง
ความแตกต่างของมุมมองทั้งสองนี้ขึ้นอยู่กับการให้น้ำหนักการปฏิวัติบราบันท์ว่า นำโดย Vonckists หรือ Statists
แม้ว่า สหรัฐเบลเยี่ยม จะดำรงอยู่ในช่วงเวลาสั้นๆไม่กี่เดือน และอยู่ในสภาพที่ยังไม่ลงหลักปักฐาน แต่นักประวัติศาสตร์ฝ่ายซ้ายจะเห็นว่าสภาวะดังกล่าวเป็นช่วงเวลาแห่งการปฏิวัติ แม้ว่าจะมีความสับสนวุ่นวายแต่ก็เรียกได้ว่าเป็นอิสระและเสรีภาพ และก็เป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิวัติต่อเนื่องยาวนานของเบลเยี่ยมต่อไปในอนาคต
แต่นักประวัติศาสตร์ที่ไม่ฝักใฝ่การปฏิวัติถาวรต่อเนื่องไม่รู้จบ ย่อมจะเห็นว่าช่วงเวลาดังกล่าวเป็นเพียงช่วงเวลาที่สับสนวุ่นวาย


