ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - กลายสภาพเป็นกิ้งกือหกคะเนเป็นที่เรียบร้อยสำหรับนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และอดีตเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย เมื่อศาลรัฐธรรมนูญ ลงมติเสียงข้างมากวินิจฉัย 7:1 ให้นายศักดิ์สยาม สิ้นสุดสมาชิกภาพจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม หลังจากสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่มาก่อนหน้าตั้งแต่วันที่ 3 มีนาคม 2566
มีเพียงนายอุดม สิทธิวิรัชธรรม เพียง 1 เสียง ที่เห็นว่าความเป็นรัฐมนตรีของนายศักดิ์สยาม ไม่สิ้นสุดลงเฉพาะตัว ส่วนอีกเสียงคือนายวิรุฬห์ แสงเทียน ลาป่วย
คำวินิจฉัยของศาลดังกล่าว ส่งผลให้นายศักดิ์สยาม ไม่สามารถดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีได้เป็นเวลา 2 ปี นับตั้งแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้เขาหยุดปฏิบัติหน้าที่เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2566
ขณะที่นายศักดิ์สยาม กล่าวเพียงสั้น ๆ หลังมีคำตัดสินของศาลว่า “เคารพคำวินิจฉัย”
ปมซุกหุ้นของนายศักดิ์สยาม ถูกขุดคุ้ยและตั้งข้อสังเกตโดยสำนักข่าวอิศรา ตั้งแต่ปี 2564 ว่า นายศักดิ์สยาม ในฐานะผู้ก่อตั้ง หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น โอนหุ้นที่เคยถือครองกว่า 119 ล้านบาท ก่อนเข้าสู่ตำแหน่ง สส. และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ โดยชี้ว่าผู้รับโอนหุ้นคือ นายศุภวัฒน์ เกษมสุทธิ์ เป็นพนักงานของหจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น และนายศักดิ์สยาม ยังใช้ที่อยู่บ้านของตนเองเป็นที่ตั้งของ หจก.บุรีเจริญฯ และเพิ่งเปลี่ยนที่ตั้งของบริษัทเพียง 23 วัน ก่อนรับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม
สำนักข่าวอิศรา ยังชี้ว่า หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น ได้เป็นคู่สัญญากับหน่วยงานรัฐ อย่างน้อย 60 รายการ รวมเป็นวงเงินกว่า 1,261 ล้านบาท ในช่วงระหว่างปี 2558-2562 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่หจก.แห่งนี้ใช้ที่อยู่ของนายศักดิ์สยาม เป็นที่ตั้ง
อีกทั้งยังตั้งข้อสังเกตว่า ในการยื่นประกวดราคาของ หจก.บุรีเจริญฯ พบว่ามี “คู่เทียบ” เป็นบริษัทหน้าเดิม คือ บริษัท บุรีรัมย์พนาสิทธิ์ จำกัด โดย บจ.บุรีรัมย์พนาสิทธิ์ฯ ปรากฏชื่อเป็นผู้ที่บริจาคเงินเข้าพรรคภูมิใจไทยด้วย
ต่อมา ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เมื่อปี 2565 นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.พรรคก้าวไกล อภิปรายโดยตั้งคำถามต่อนายศักดิ์สยามว่า ตั้ง “นอมินี” ขึ้นมาเพื่อปกปิดทรัพย์สินของตัวเองหรือไม่
ข้อมูลของสำนักข่าวอิศรา ซึ่งนายปกรณ์วุฒิ นำไปอภิปรายต่อยอดย้อนความถึง หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น ซึ่งก่อตั้งขึ้นมาในปี 2539 โดยมีครอบครัวตระกูลชิดชอบถือหุ้น 80% และใช้บ้านของนายศักดิ์สยามเป็นที่ตั้งของสำนักงาน และชี้ปมที่นายศักดิ์สยาม ได้โอนหุ้นของบริษัทแห่งนี้ออกไปทั้งหมดให้กับ “นายเอ” ซึ่งหมายถึงนายศุภวัฒน์ เป็นจำนวนกว่า 119 ล้านบาท เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2561 โดยไม่ปรากฎหลักฐานการชำระเงินใด ๆ การโอนหุ้นดังกล่าว เป็นการขายกิจการออกไปจริง ๆ หรือเพียงแค่เปลี่ยนชื่อเพื่อหลีกเลี่ยงทางกฎหมาย
นอกจากนั้น ยังมีข้อมูลที่ปรากฎว่า นายศุภวัฒน์ แจ้งต่อกรมสรรพากรว่ามีรายได้ในระหว่างปี 2558-63 เดือนละประมาณ 9,000 บาท หรือคิดเป็นปีละประมาณ 100,000 บาทเท่านั้น
ขณะที่การยื่นรายการแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของนายศักดิ์สยาม ต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เมื่อปี 2562 ระบุว่า มีทรัพย์สินร่วม 115 ล้านบาท มีเงินสดและเงินฝากราว 76.3 ล้านบาท ไม่มีหนี้สิน ซึ่งนายปกรณ์วุฒิ ตั้งคำถามว่า เงินจากการโอนหุ้นกว่า 120 ล้านบาท ที่เกิดขึ้นเพียง 23 วัน ก่อนนายศักดิ์สยาม จะเข้ามารับตำแหน่งรัฐมนตรีนั้น หายไปไหน
นายปกรณ์วุฒิ ระบุด้วยว่า นายศุภวัฒน์ มีสถานะเป็นลูกจ้างของบริษัท ศิลาชัย บุรีรัมย์ (1991) ซึ่งเป็นกิจการในครอบครัวตระกูลชิดชอบด้วย โดยข้อมูลงบการเงินปี 2561-64 บ่งชี้ว่า สถานะลูกจ้างของนายศุภวัฒน์ ได้กลายเป็นเจ้าหนี้รายใหญ่ของบริษัทศิลาชัยฯ เพราะเคยให้บริษัทศิลาชัยฯ กู้ยืมเงินไปเป็นจำนวนกว่า 221 ล้านในปี 2561 ก่อนจะให้กู้เพิ่มจำนวน 9 ล้านในปี 2563 และอีกครั้งเป็นจำนวน 98 ล้านในปี 2564 โดยที่บริษัทศิลาชัยฯ จ่ายคืนหนี้ไปเพียงครั้งเดียวเป็นจำนวนเงินกว่า 78 ล้านบาทในปี 2562
นอกจากนั้น บริษัทศิลาชัยฯ ที่ติดหนี้เงินกู้นายศุภวัฒน์ ได้นำเงินของบริษัทไปบริจาคให้กับพรรคภูมิใจไทย เป็นจำนวน 4.7 ล้านบาทในปี 2562 ขณะที่ นายศุภวัฒน์ เองก็บริจาคเงินให้พรรคภูมิใจไทยเป็นจำนวน 2.77 ล้านบาทเช่นกัน
“เหตุการณ์ทั้งหมดนี้บ่งชี้ให้เห็นว่า “นายเอ” มีพฤติกรรมที่เป็นเพียงแค่นอมินี เพื่อให้รัฐมนตรียืมชื่อไปใช้เพื่อธุรกรรมทางบัญชีที่แปลกประหลาดในกงสีของตัวเองเท่านั้น” นายปกรณ์วุฒิ กล่าวในการอภิปรายไม่ไว้วางใจเมื่อปี 2565
ตามการอภิปรายข้อกล่าวหาข้างต้น นายศักดิ์สยาม ชี้แจงว่า เขานำเอกสารหลักฐานการโอนเงินจากนายศุภวัฒน์ เกษมสุทธิ์ ที่ สส.ฝ่ายค้านเรียกว่า นายเอ มาแสดงกลางรัฐสภา โดยยืนยันว่า นายศุภวัฒน์ในฐานะเพื่อนของตน ได้โอนเงินมาให้เขาจริงเป็นจำนวน 3 รอบระหว่างเดือนสิงหาคม 2560 ถึงเดือนมกราคม 2561 และมีการจดเปลี่ยนหนังสือรับรองเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2561 หลังจากการโอนหุ้นเสร็จสิ้น เขาก็ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องใด ๆ กับ หจก.บุรีเจริญฯ อีก และเหตุผลที่ไม่ปรากฎเงินส่วนนี้ในบัญชีทรัพย์สินที่แจ้งต่อ ป.ป.ช. ก็เพราะว่าการโอนหุ้นเกิดขึ้นขณะที่เขายังไม่เข้าสู่ตำแหน่ง เนื่องจากเขาเข้าสู่ตำแหน่ง สส. เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2562 และได้แจ้งทรัพย์สินภายใน 30 วันหลังจากนั้น เงินทั้งหมดที่ได้รับจากการโอนหุ้นนั้น เขาได้ใช้ไปกับการใช้หนี้สินส่วนตัวและทางธุรกิจ
ขณะที่นายศุภวัฒน์ ชี้แจงผ่านเฟซบุ๊กเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2565 ยืนยันว่าเขาไม่ใช่นอมินีของนายศักดิ์สยาม และรู้จักกับนายศักดิ์สยาม มายาวนาน ทำธุรกิจหลายอย่างร่วมกัน ยอมรับมีการโอนหุ้นและซื้อขายหุ้นจริง โดยโอนเงินให้กับนายศักดิ์สยาม 3 งวด ระหว่างปี 2560-61 และการซื้อหุ้น ซื้อธุรกิจ หจก.บุรีเจริญฯ ไม่มีปัจจัยทางการเมืองมาเอื้อประโยชน์แต่อย่างใด
กล่าวโดยสรุปแล้ว นายศุภวัฒน์ เกษมสุทธิ์ หรือ “นายเอ” เป็นเพียง “ลูกน้อง-นอมินี” ไม่เพียงมีชื่อรับโอนหุ้น หจก.บุรีเจริญฯ เท่านั้น ยังมีชื่อเป็นผู้ซื้อต่อที่ดินในพื้นที่พิพาท “เขากระโดง” ของตระกูลชิดชอบ รวมทั้งบริจาคให้พรรคภูมิใจไทยหลายล้านบาทอีกด้วย ทั้งที่ข้อมูลการแสดงรายได้ต่อปีของ “นายเอ” มีเพียงหลักแสนบาท หรือมีเงินเดือนไม่ถึง 1 หมื่นบาท เท่านั้น!!
ที่ผ่านมาไม่ว่านายศักดิ์สยาม จะพยายามปฏิเสธอย่างไร คำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ พิสูจน์ให้เห็นถึงการกระทำผิดจริง รวมทั้งส่งผลสะเทือนต่อ “พรรคภูมิใจไทย” ที่มี “เสี่ยหนู-อนทิน ชาญวีรกูล” นั่งเป็นหัวหน้าพรรคอีกด้วย
คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ตอนหนึ่ง ระบุว่า “สำหรับข้อเท็จจริงถึงการบริจาคเงินของนายศุภวัฒน์ให้กับพรรคภูมิใจไทยในระหว่างที่ผู้ถูกร้องเป็นเลขาธิการพรรค จากเอกสารของพรรคภูมิใจไทย ปรากฏว่า นายศุภวัฒน์บริจาคเงินหรือทรัพย์สินประโยชน์อื่นให้พรรคในนามส่วนตัว มูลค่า 2,270,000 บาท และในปี 62 บริจาคในนามห้างหุ้นส่วนจำกัดบุรีเจริญฯ เป็นเงิน 4,800,000 บาท และจำนวน 6,000,000 ในปี 65 ซึ่งเป็นช่วงเวลาภายหลังผู้ถูกร้องโอนหุ้นให้นายศุภวัฒน์ในปี 61 แล้วไม่ปรากฏว่าช่วงเวลาก่อนโอนหุ้นนายศุภวัฒน์และห้างหุ้นส่วนจำกัดบุรีเจริญฯ เคยบริจาคเงิน ทรัพย์สินให้แก้พรรคภูมิใจไทยหรือมีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์ใดๆ กับพรรคมากก่อน ประกอบกับที่นายศุภวัฒน์ เบิกความว่าก่อนที่ตนจะได้รับโอนหุ้นตนไม่เคยบริจาคเงินให้พรรคภูมิใจไทย กรณีมีข้อพิรุธสงสัยว่า นายศุภวัฒน์และห้างหุ้นส่วนจำกัดบุรีเจริญฯไม่เคยมีความสัมพันธ์กับพรรคภูมิใจไทย แต่ช่วงเวลาที่ผู้ถูกร้องโอนหุ้นให้นายศุภวัฒน์แล้ว นายศุภวัฒน์และห้างหุ้นส่วนจำกัดบุรีเจริญฯ กลับบริจาคเงินและทรัพย์สินให้กับพรรคการเมืองที่ผู้ถูกร้องเป็นเลขาฯ พรรค”
หลังจากศาลรัฐธรรมนูญมีมติออกมา นายศักดิ์สยามด้ลาออกจากการเป็น สส.บัญชีรายชื่อ และเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย ทันที
แต่ผลพวงของคดีนี้ยังคงไม่จบเท่านี้ เพราะคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญซึ่ง “ผูกพันทุกองค์กร” นั้นชี้ชัดว่า พฤติการณ์ของนายศักดิ์สยาม มีความผิดตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายอย่างชัดเจน ไม่เพียงแค่เรื่องการปกปิดบัญชีทรัพย์สินเท่านั้น แต่ยังสาวไปถึงโครงการที่หจก.บุรีเจริญฯ ได้รับนับพันล้านบาทช่วงที่นายศักดิ์สยาม คุมกระทรวงคมนาคมอีกด้วย
โทษที่ให้ความเป็นรัฐมนตรีของนายศักดิ์สยาม สิ้นสุดลงเฉพาะตัว จึงเป็นเพียง “จุดเริ่มต้น” ของกระบวนการทางกฎหมายที่จะตามมาอีกเป็นหางว่าว
หากไล่เบี้ยกันจริงอาจเลยเถิดไปถึงขั้นยุบ “ค่ายเซราะกราว” พรรคภูมิใจไทย เมื่อปรากฏชื่อ หจก.บุรีเจริญฯ ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญ ชี้ว่า นายศักดิ์สยามมีความเป็นเจ้าของ เป็นหนึ่งในผู้บริจาคเงินให้กับพรรคภูมิใจไทยอยู่ด้วย


